
ภาษีกระจุก ความเหลื่อมล้ำที่เป็นอุปสรรค ของการกระจายความเจริญ
ภาษีกระจุก ความเหลื่อมล้ำที่เป็นอุปสรรค ของการกระจายความเจริญ /โดย ลงทุนแมน
2,335,000 ล้านบาท คือจำนวนเงินภาษี ที่กรมสรรพากรสามารถจัดเก็บได้ ในปีงบประมาณ 2568
2,335,000 ล้านบาท คือจำนวนเงินภาษี ที่กรมสรรพากรสามารถจัดเก็บได้ ในปีงบประมาณ 2568
ในจำนวนนี้ เป็นภาษีจากการยื่นออนไลน์ทั้งหมด 1,851,000 ล้านบาท และมากกว่าครึ่ง มาจากกรุงเทพมหานครเพียงแห่งเดียว
หรือแม้แต่ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่กรมสรรพากรเก็บได้
ก็มาจากพนักงานของบริษัทในกรุงเทพมหานครถึง 70%
ก็มาจากพนักงานของบริษัทในกรุงเทพมหานครถึง 70%
แม้ว่าเราอยากจะกระจายความเจริญไปยังพื้นที่รอบนอก
ให้มีโครงสร้างพื้นฐาน และระบบขนส่งสาธารณะที่ดีเทียบเท่ากรุงเทพมหานคร
ให้มีโครงสร้างพื้นฐาน และระบบขนส่งสาธารณะที่ดีเทียบเท่ากรุงเทพมหานคร
แต่สิ่งที่กำลังฉุดเราไว้ ก็คือโครงสร้างภาษีของประเทศไทย
ที่กระจุกตัวอยู่แค่เมืองหลวง..
ที่กระจุกตัวอยู่แค่เมืองหลวง..
ทำไม ภาษีของประเทศไทย ถึงกระจุกตัวอยู่แค่กรุงเทพมหานคร
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
หากพูดในภาพใหญ่ ๆ การเสียภาษีก็เป็นอีกหน้าที่หนึ่งในฐานะพลเมืองหรือประชาชนคนไทย ที่มีหน้าที่เสียภาษีและนำเงินก้อนนี้ ไปใช้เป็นกองกลางในการพัฒนาประเทศ
โดยภาษีที่กรมสรรพากรเก็บได้ มากกว่า 90% มาจากภาษีทั้งหมด 3 ประเภทหลัก ๆ คือ
ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีนิติบุคคล และภาษีมูลค่าเพิ่มหรือที่เราเรียกกันว่า VAT
ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีนิติบุคคล และภาษีมูลค่าเพิ่มหรือที่เราเรียกกันว่า VAT
- โดยภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ที่เก็บจากบุคคลที่มีรายได้
ซึ่งใครที่มีรายได้น้อย ก็จะมีฐานภาษีที่น้อย ใครที่มีรายได้มาก ก็จะมีฐานภาษีที่มาก
ซึ่งใครที่มีรายได้น้อย ก็จะมีฐานภาษีที่น้อย ใครที่มีรายได้มาก ก็จะมีฐานภาษีที่มาก
- ภาษีเงินได้นิติบุคคล ที่เก็บจากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนจำกัด
ซึ่งโดยส่วนมากภาษีนิติบุคคล จะเก็บในอัตรา 20% จากผลประกอบการกำไรของบริษัท
ซึ่งโดยส่วนมากภาษีนิติบุคคล จะเก็บในอัตรา 20% จากผลประกอบการกำไรของบริษัท
- ส่วนสุดท้ายคือภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ VAT เก็บจากสินค้าและบริการต่าง ๆ ที่เราซื้อ
โดยผู้บริโภคจะต้องจ่าย VAT ให้กับสินค้าและบริการของร้านที่จด VAT ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ 7%
โดยผู้บริโภคจะต้องจ่าย VAT ให้กับสินค้าและบริการของร้านที่จด VAT ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ 7%
เมื่อเราลองพิจารณาโครงสร้างภาษีของประเทศไทยแล้ว
ถ้าเราลองตัดกรุงเทพมหานคร ออกจากสมการ
ภาษีที่เก็บได้ ก็จะเหลือไม่ถึงครึ่ง
ภาษีที่เก็บได้ ก็จะเหลือไม่ถึงครึ่ง
จากข้อมูลของบุคคลธรรมดา และนิติบุคคล ที่ยื่นภาษีออนไลน์กับกรมสรรพากร พบว่า
- ภาษีนิติบุคคล ที่กรมสรรพากรเก็บได้ มีมูลค่ากว่า 771,000 ล้านบาท
โดยมาจากพื้นที่กรุงเทพมหานคร 64%
โดยมาจากพื้นที่กรุงเทพมหานคร 64%
- ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ที่กรมสรรพากรเก็บได้ มีมูลค่ากว่า 379,000 ล้านบาท
โดยมาจากบุคคล อย่างพนักงานบริษัท หรือมนุษย์เงินเดือนในกรุงเทพมหานครกว่า 70%
โดยมาจากบุคคล อย่างพนักงานบริษัท หรือมนุษย์เงินเดือนในกรุงเทพมหานครกว่า 70%
- ส่วนภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ VAT ที่เกิดจากการซื้อสินค้าและบริการ
ก็มาจากพื้นที่กรุงเทพมหานครกว่า 60%
ก็มาจากพื้นที่กรุงเทพมหานครกว่า 60%
แล้วเรื่องนี้สะท้อนอะไร ทำไมภาษีมากกว่าครึ่งหนึ่งถึงกระจุกตัวอยู่ที่กรุงเทพมหานคร ?
จริง ๆ แล้ว ที่โครงสร้างระบบภาษีของประเทศไทยเป็นแบบนี้ ก็มีอยู่หลายเหตุผล
- เหตุผลแรก คือบริษัทขนาดใหญ่ รวมถึงธุรกิจระดับท็อป ๆ ของประเทศ
ล้วนมีสำนักงานใหญ่กระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพมหานคร
ล้วนมีสำนักงานใหญ่กระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพมหานคร
จากสถิติของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า หรือ DBD พบว่าในปี 2567
นิติบุคคลในรูปแบบบริษัท และบริษัทมหาชนทั่วประเทศไทย มีรายได้รวม 63,100,000 ล้านบาท
นิติบุคคลในรูปแบบบริษัท และบริษัทมหาชนทั่วประเทศไทย มีรายได้รวม 63,100,000 ล้านบาท
รายได้เหล่านี้ มาจากนิติบุคคลที่จดทะเบียนในกรุงเทพมหานคร 38,600,000 ล้านบาท
ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 61% ของรายได้นิติบุคคลทั้งประเทศ
ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 61% ของรายได้นิติบุคคลทั้งประเทศ
โดยจังหวัดที่มีรายได้จากนิติบุคคลรองลงมา ก็คือ
- จังหวัดสมุทรปราการ คิดเป็น 6.9%
- จังหวัดชลบุรี คิดเป็น 5.2%
- จังหวัดระยอง คิดเป็น 4.4%
- จังหวัดปทุมธานี คิดเป็น 2.7%
- จังหวัดสมุทรปราการ คิดเป็น 6.9%
- จังหวัดชลบุรี คิดเป็น 5.2%
- จังหวัดระยอง คิดเป็น 4.4%
- จังหวัดปทุมธานี คิดเป็น 2.7%
จะเห็นได้ว่าจังหวัดที่มีการจัดเก็บภาษีได้รองลงมา ก็เป็นจังหวัดที่เน้นเรื่องอุตสาหกรรม
หรือโรงงานเป็นหลัก
หรือโรงงานเป็นหลัก
และถ้าเราไปดูสัดส่วนกำไรบ้าง ก็ต้องบอกว่านิติบุคคลหรือบริษัทในประเทศไทย
มีกำไรรวมทั้งหมด 2,790,000 ล้านบาท
มีกำไรรวมทั้งหมด 2,790,000 ล้านบาท
โดยกำไรเหล่านี้ มาจากนิติบุคคลที่จดทะเบียนในกรุงเทพมหานคร 1,870,000 ล้านบาท
ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 67% หรือคิดเป็นสัดส่วน 2 ใน 3 ของกำไรนิติบุคคลทั้งประเทศ
ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 67% หรือคิดเป็นสัดส่วน 2 ใน 3 ของกำไรนิติบุคคลทั้งประเทศ
ที่รายได้และกำไร ในกรุงเทพมหานครมากขนาดนี้ ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะกรุงเทพมหานคร เป็นที่กระจุกตัวของสำนักงานใหญ่
อย่าง บริษัทชั้นนำ ห้างสรรพสินค้า โรงแรม โรงงาน และร้านค้าต่าง ๆ
อย่าง บริษัทชั้นนำ ห้างสรรพสินค้า โรงแรม โรงงาน และร้านค้าต่าง ๆ
ซึ่งธุรกิจเหล่านี้ ก็มีจำนวนไม่น้อยที่มีสาขาในต่างจังหวัดเยอะ
และสามารถทำเงินจากต่างจังหวัดได้มาก
และสามารถทำเงินจากต่างจังหวัดได้มาก
แต่สาขาเหล่านี้ ก็อยู่ในบริษัท หรือสำนักงานใหญ่ที่จดทะเบียนในกรุงเทพมหานคร
จึงทำให้เม็ดเงินภาษี ไหลเข้ามาอยู่ในเมืองหลวงเป็นหลัก
จึงทำให้เม็ดเงินภาษี ไหลเข้ามาอยู่ในเมืองหลวงเป็นหลัก
แม้กระทั่งภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ VAT ซึ่งเกิดจากสินค้าและบริการ
ห้างหรือร้านค้าที่มีหลากหลายสาขาที่ต่างจังหวัดเกือบทั้งหมด ก็จะอนุมัติยื่น VAT
ให้มารวมกันที่สำนักงานใหญ่ในกรุงเทพมหานคร เพื่อความสะดวกในการบริหารจัดการบัญชีและภาษี
ห้างหรือร้านค้าที่มีหลากหลายสาขาที่ต่างจังหวัดเกือบทั้งหมด ก็จะอนุมัติยื่น VAT
ให้มารวมกันที่สำนักงานใหญ่ในกรุงเทพมหานคร เพื่อความสะดวกในการบริหารจัดการบัญชีและภาษี
นอกจากเรื่องการจัดการภาษีแล้ว
เมื่อแหล่งเงินทุนและบริษัทชั้นนำกระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพมหานคร เมืองหลวงจึงกลายเป็นแหล่งงานที่สร้างรายได้และฐานภาษีที่สูงกว่าพื้นที่อื่นอย่างมหาศาล
เมื่อแหล่งเงินทุนและบริษัทชั้นนำกระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพมหานคร เมืองหลวงจึงกลายเป็นแหล่งงานที่สร้างรายได้และฐานภาษีที่สูงกว่าพื้นที่อื่นอย่างมหาศาล
จนทำให้รัฐบาลสามารถเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากพื้นที่กรุงเทพมหานคร ได้สูงถึง 70% ของทั้งประเทศ
เรื่องนี้ดึงดูดคนเก่งจากมหาวิทยาลัยระดับท็อปในภูมิภาคให้ต้องทิ้งถิ่นฐานเข้ามาทำงานในเมืองหลวง
เพราะโครงสร้างเศรษฐกิจในต่างจังหวัดส่วนใหญ่ยังเป็นเพียงธุรกิจครอบครัวหรือธุรกิจขนาดเล็ก ที่ไม่มีตำแหน่งงานหรือค่าตอบแทนจูงใจเพียงพอ
สุดท้ายเรื่องนี้จึงเป็นปัญหาที่วนลูป เพราะบริษัทใหญ่ไม่กล้าไปตั้งฐานในต่างจังหวัดเพราะหาคนทำงานได้ยาก
ส่วนคนเก่งก็ไม่กล้ากลับไปทำงานที่บ้านเกิดเพราะไม่มีบริษัทรองรับ กลายเป็นปัญหาสมองไหลที่ย้อนกลับมาตอกย้ำความเหลื่อมล้ำของเมืองหลวงและต่างจังหวัดให้รุนแรงขึ้นกว่าเดิม
- เหตุผลต่อมาคือ ภาษีที่อยู่นอกระบบ
ก็ต้องบอกว่าโดยภาพใหญ่แล้ว มีการประเมินว่า
GDP นอกระบบของประเทศไทย อาจสูงเกือบ 9 ล้านล้านบาท
ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนกว่า 50% ของ GDP ประเทศที่อยู่ในระบบกว่า 18 ล้านล้านบาท
GDP นอกระบบของประเทศไทย อาจสูงเกือบ 9 ล้านล้านบาท
ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนกว่า 50% ของ GDP ประเทศที่อยู่ในระบบกว่า 18 ล้านล้านบาท
โดยเศรษฐกิจนอกระบบ ก็ประกอบด้วยพ่อค้าแม่ค้าแผงลอย,
เกษตรกร หรืออาชีพอิสระที่ไม่จดทะเบียนและไม่ยื่นแสดงข้อมูลรายได้ให้แก่รัฐ ซึ่งจากการประเมิน
ก็มีกลุ่มคนสัญชาติไทยที่เป็นแรงงานนอกระบบกว่า 20.4 ล้านคน ที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ
เกษตรกร หรืออาชีพอิสระที่ไม่จดทะเบียนและไม่ยื่นแสดงข้อมูลรายได้ให้แก่รัฐ ซึ่งจากการประเมิน
ก็มีกลุ่มคนสัญชาติไทยที่เป็นแรงงานนอกระบบกว่า 20.4 ล้านคน ที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ
ซึ่งกลุ่มแรงงานนอกระบบ ก็มีจำนวนไม่น้อย ที่อยู่ในต่างจังหวัด
โดยเฉพาะจังหวัดที่ไม่ได้เป็นแหล่งธุรกิจ ท่องเที่ยว หรืออุตสาหกรรมขนาดใหญ่
โดยเฉพาะจังหวัดที่ไม่ได้เป็นแหล่งธุรกิจ ท่องเที่ยว หรืออุตสาหกรรมขนาดใหญ่
และถ้าเป็นธุรกิจครอบครัว ก็ยังคงมีบางส่วน ที่จ่ายเงินค่าจ้างให้กับพนักงาน
โดยที่ไม่ส่งข้อมูลเข้าระบบ และยื่นแบบภาษีแก่กรมสรรพากร
โดยที่ไม่ส่งข้อมูลเข้าระบบ และยื่นแบบภาษีแก่กรมสรรพากร
เมื่อเป็นแบบนี้ จึงทำให้การจัดเก็บภาษี ในพื้นที่ท้องถิ่นหรือต่างจังหวัดหลายแห่ง
ก็อาจยังเก็บได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย
ก็อาจยังเก็บได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย
นอกจากภาษีส่วนกลาง ที่กรมสรรพากรต้องจัดเก็บรายได้เข้ารัฐแล้ว
ก็ยังมีภาษีอีกส่วนหนึ่งที่คนพื้นที่ต้องจ่าย นั่นคือ ภาษีท้องถิ่น
ที่เก็บโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อย่าง กรุงเทพมหานคร หรือเทศบาลต่าง ๆ
ก็ยังมีภาษีอีกส่วนหนึ่งที่คนพื้นที่ต้องจ่าย นั่นคือ ภาษีท้องถิ่น
ที่เก็บโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อย่าง กรุงเทพมหานคร หรือเทศบาลต่าง ๆ
หากลองไปดูภาษีและรายได้จัดเก็บเอง ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือในเขตเมืองหลักของไทยจะมาจาก
- กรุงเทพมหานคร 26,637 ล้านบาท
- จังหวัดสมุทรปราการ 5,332 ล้านบาท
- เขตเมืองเชียงใหม่ 1,296 ล้านบาท
- เมืองพัทยา 1,114 ล้านบาท
- เขตเมืองหาดใหญ่ 659 ล้านบาท
- เขตเมืองขอนแก่น 528 ล้านบาท
- จังหวัดสมุทรปราการ 5,332 ล้านบาท
- เขตเมืองเชียงใหม่ 1,296 ล้านบาท
- เมืองพัทยา 1,114 ล้านบาท
- เขตเมืองหาดใหญ่ 659 ล้านบาท
- เขตเมืองขอนแก่น 528 ล้านบาท
จะเห็นได้ว่า แม้แต่ในส่วนราชการท้องถิ่น ภาษีก็ยังคงกระจุกตัวอยู่ที่กรุงเทพมหานครเป็นหลัก
เมื่อระบบภาษี กระจุกตัวอยู่ที่เมืองหลวง และสามารถเก็บจากพื้นที่ต่างจังหวัดได้ในสัดส่วนที่น้อย
จึงทำให้ในภาวะโครงสร้างภาษีปัจจุบัน
ต่างจังหวัดของประเทศไทยหลาย ๆ แห่งแทบจะอยู่ด้วยตัวเองไม่ได้
ต่างจังหวัดของประเทศไทยหลาย ๆ แห่งแทบจะอยู่ด้วยตัวเองไม่ได้
เมื่อเป็นแบบนี้ ก็แน่นอนว่างบประมาณที่จะนำไปใช้พัฒนาพื้นที่
ก็จะกองอยู่ที่ส่วนกลาง ก่อนที่งบประมาณจะถูกจัดสรร ให้นำไปพัฒนาแต่ละพื้นที่
ก็จะกองอยู่ที่ส่วนกลาง ก่อนที่งบประมาณจะถูกจัดสรร ให้นำไปพัฒนาแต่ละพื้นที่
นี่เป็นสาเหตุให้เวลามีโครงการขนาดใหญ่ อย่าง
ทางด่วน สะพานข้ามแยก โรงพยาบาลระดับจังหวัด หรือแม้แต่โครงการรถไฟฟ้าในต่างจังหวัด
ทางด่วน สะพานข้ามแยก โรงพยาบาลระดับจังหวัด หรือแม้แต่โครงการรถไฟฟ้าในต่างจังหวัด
จำเป็นต้องรออนุมัติงบประมาณจากรัฐบาลส่วนกลาง ก่อนที่จะนำงบเข้าไปพัฒนาพื้นที่จังหวัดนั้น ๆ เพราะท้องถิ่นมีงบประมาณไม่เพียงพอ ที่จะริเริ่มโครงการขนาดใหญ่ระดับนี้ได้ด้วยตัวเอง
ซึ่งคอนเซปต์ของการกระจายงบของประเทศไทยในปัจจุบันนี้ คือการเฉลี่ยทุกข์ เฉลี่ยสุข
โดยรวบรวมเม็ดเงินภาษีที่เก็บได้ จากจังหวัดที่สามารถเก็บภาษีได้เยอะ
ไปจัดสรรใหม่โดยรัฐบาลกลาง เพื่อเอางบมาลงจังหวัดที่ขาดแคลนรายได้
หรือไม่สามารถเก็บภาษีได้มากพอ
ไปจัดสรรใหม่โดยรัฐบาลกลาง เพื่อเอางบมาลงจังหวัดที่ขาดแคลนรายได้
หรือไม่สามารถเก็บภาษีได้มากพอ
โดยการจัดสรรงบ ก็จะอิงจากปัจจัยหลายอย่าง
เช่น ประชากรตามทะเบียนบ้าน พื้นที่จังหวัด รายได้ต่อหัว
รวมถึงความจำเป็นที่จังหวัดนั้น จะต้องพัฒนาโครงการต่าง ๆ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อคนในพื้นที่
เช่น ประชากรตามทะเบียนบ้าน พื้นที่จังหวัด รายได้ต่อหัว
รวมถึงความจำเป็นที่จังหวัดนั้น จะต้องพัฒนาโครงการต่าง ๆ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อคนในพื้นที่
ยกตัวอย่างเช่น ในปี 2568
- จังหวัดสมุทรปราการ สามารถจัดเก็บภาษีส่งกรมสรรพากรได้ 120,439 ล้านบาท
แต่ได้รับการจัดสรรงบประมาณ 9,892 ล้านบาท
แต่ได้รับการจัดสรรงบประมาณ 9,892 ล้านบาท
- จังหวัดเชียงใหม่ สามารถจัดเก็บภาษีส่งกรมสรรพากรได้ 12,443 ล้านบาท
แต่ได้รับการจัดสรรงบประมาณ 31,134 ล้านบาท
แต่ได้รับการจัดสรรงบประมาณ 31,134 ล้านบาท
จากตรงนี้จะเห็นได้ว่า จังหวัดที่เก็บภาษีได้มาก
ก็ไม่ได้หมายความว่าจะได้รับงบในการพัฒนาพื้นที่มากเสมอไป
ก็ไม่ได้หมายความว่าจะได้รับงบในการพัฒนาพื้นที่มากเสมอไป
ทีนี้เราลองไปดูในมุมของงบประมาณจากภาษี ที่ถูกจัดสรรไปแล้ว ว่าไปลงที่จังหวัดไหนกันบ้าง
จากรายได้ของรัฐบาลทั้งหมดในปี 2568 ซึ่งอยู่ที่ 3,753,000 ล้านบาท
พื้นที่ที่ได้รับการจัดสรร 5 อันดับแรก คือ
พื้นที่ที่ได้รับการจัดสรร 5 อันดับแรก คือ
1. กรุงเทพมหานคร 1,471,332 ล้านบาท (คิดเป็น 39.2%)
2. ส่วนกลาง 1,272,387 ล้านบาท (คิดเป็น 33.9%)
3. จังหวัดนนทบุรี 261,917 ล้านบาท
4. จังหวัดเชียงใหม่ 31,134 ล้านบาท
5. จังหวัดนครราชสีมา 27,455 ล้านบาท
2. ส่วนกลาง 1,272,387 ล้านบาท (คิดเป็น 33.9%)
3. จังหวัดนนทบุรี 261,917 ล้านบาท
4. จังหวัดเชียงใหม่ 31,134 ล้านบาท
5. จังหวัดนครราชสีมา 27,455 ล้านบาท
จะเห็นว่าแม้งบประมาณ ถูกจัดสรรลงพื้นที่แล้ว
กรุงเทพมหานคร ก็ยังคงเป็นพื้นที่ที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณ มากที่สุดเกือบ 40%
กรุงเทพมหานคร ก็ยังคงเป็นพื้นที่ที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณ มากที่สุดเกือบ 40%
ทั้งหมดนี้ ก็เป็นโครงสร้างภาษีของประเทศไทย ที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ที่พอจะตอบได้ว่า
ทำไมเมืองหลวงอย่างกรุงเทพมหานคร หรือตามจังหวัดใหญ่ ๆ ถึงมีโครงสร้างพื้นฐาน
มีระบบขนส่งสาธารณะที่ดี หรือมีความเจริญมากกว่าหลาย ๆ จังหวัด
มีระบบขนส่งสาธารณะที่ดี หรือมีความเจริญมากกว่าหลาย ๆ จังหวัด
และทำไมในจังหวัดส่วนภูมิภาคหลากหลายแห่ง ถึงยังไม่แข็งแรงมากพอที่จะบริหารจัดการตัวเองได้
ซึ่งเรื่องนี้ ก็อาจจะต้องไปแก้ปัญหาที่ต้นตอ ว่าจะทำอย่างไร ถึงจะกระตุ้นให้เศรษฐกิจในต่างจังหวัด เกิดการหมุนเวียนได้ดี รวมถึงสามารถเก็บภาษีได้มากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น
- ออกกฎหมายเพื่อดึงเศรษฐกิจนอกระบบ ให้เข้ามาสู่ในระบบ
โดยดึงกลุ่มเกษตรกร กลุ่มร้านค้า และธุรกิจต่าง ๆ ที่ยังอยู่นอกระบบ
โดยดึงกลุ่มเกษตรกร กลุ่มร้านค้า และธุรกิจต่าง ๆ ที่ยังอยู่นอกระบบ
ให้เข้ามาอยู่ในระบบภาษีมากขึ้น และนายจ้างก็จะต้องส่งข้อมูลของลูกจ้างเข้าสู่ระบบ เพื่อให้สามารถนำไปคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
และเพิ่มโอกาสในการเก็บภาษี มาพัฒนาพื้นที่ต่างจังหวัดได้มากขึ้น
และเพิ่มโอกาสในการเก็บภาษี มาพัฒนาพื้นที่ต่างจังหวัดได้มากขึ้น
- การตั้งสำนักงานใหญ่ ในพื้นที่ต่างจังหวัด เพื่อให้ต่างจังหวัดเก็บภาษีนิติบุคคลได้มากขึ้น
- การสร้างแหล่งงาน อย่างการเปิดพื้นที่เศรษฐกิจ ให้ชาวต่างชาติมาลงทุน
เพื่อสร้างงานและทำให้คนในพื้นที่มีรายได้ และเสียภาษีเข้าจังหวัดนั้น ๆ ได้
เพื่อสร้างงานและทำให้คนในพื้นที่มีรายได้ และเสียภาษีเข้าจังหวัดนั้น ๆ ได้
- การแก้กฎหมายท้องถิ่น เพื่อให้ท้องถิ่นมีอำนาจในการออกกฎหมาย หรือนโยบายต่าง ๆ
เพื่อแข่งกันดึงดูดการลงทุนของบริษัทขนาดใหญ่ ทั้งในไทย และต่างประเทศ
เพื่อแข่งกันดึงดูดการลงทุนของบริษัทขนาดใหญ่ ทั้งในไทย และต่างประเทศ
ซึ่งก็พอจะแก้ปัญหาโครงสร้างของเงินทุน
หรือภาษีของประเทศ ที่กระจุกตัว และเป็นอุปสรรคในการพัฒนาพื้นที่ท้องถิ่น
ให้พอจะเจริญเหมือนเมืองหลวง อย่างกรุงเทพมหานครและปริมณฑลได้บ้างนั่นเอง..
หรือภาษีของประเทศ ที่กระจุกตัว และเป็นอุปสรรคในการพัฒนาพื้นที่ท้องถิ่น
ให้พอจะเจริญเหมือนเมืองหลวง อย่างกรุงเทพมหานครและปริมณฑลได้บ้างนั่นเอง..
References
- งบประมาณลงพื้นที่จังหวัด (Area) สำนักงบประมาณ สำนักนายกรัฐมนตรี ปีงบประมาณ 2568
- หนังสือ ผลการจัดเก็บรายได้รัฐบาลสุทธิปีงบประมาณ 2568 (ตุลาคม 2567 - กันยายน 2568) กระทรวงการคลัง
- “ภาษีและรายได้จัดเก็บเอง” ในเขตเมืองหลักของไทย 2567 โดยเพจเฟซบุ๊ก URBAN TH
- กรมพัฒนาธุรกิจการค้า
- ผลจัดเก็บภาษีอากรรายจังหวัด ปี 2568 กรมสรรพากร
- งบประมาณลงพื้นที่จังหวัด (Area) สำนักงบประมาณ สำนักนายกรัฐมนตรี ปีงบประมาณ 2568
- หนังสือ ผลการจัดเก็บรายได้รัฐบาลสุทธิปีงบประมาณ 2568 (ตุลาคม 2567 - กันยายน 2568) กระทรวงการคลัง
- “ภาษีและรายได้จัดเก็บเอง” ในเขตเมืองหลักของไทย 2567 โดยเพจเฟซบุ๊ก URBAN TH
- กรมพัฒนาธุรกิจการค้า
- ผลจัดเก็บภาษีอากรรายจังหวัด ปี 2568 กรมสรรพากร