สถิติ 1 ใน 5 คนเสี่ยงเป็นมะเร็ง แล้วประกันสังคมที่จ่ายทุกเดือน ครอบคลุมการรักษาแค่ไหน ?

สถิติ 1 ใน 5 คนเสี่ยงเป็นมะเร็ง แล้วประกันสังคมที่จ่ายทุกเดือน ครอบคลุมการรักษาแค่ไหน ?

สถิติ 1 ใน 5 คนเสี่ยงเป็นมะเร็ง แล้วประกันสังคมที่จ่ายทุกเดือน ครอบคลุมการรักษาแค่ไหน ? /โดย ลงทุนแมน
รู้หรือไม่ว่า ? โรคมะเร็ง คือสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 ของคนไทย
และที่น่าตกใจกว่านั้นคือ ถ้าเราเดินผ่านคน 5 คนจะมี 1 คนที่เสี่ยงเป็นมะเร็งในช่วงใดช่วงหนึ่งของชีวิต
โรคมะเร็ง จึงไม่ใช่เรื่องไกลตัวที่เราควรมองข้าม..
แล้วถ้าโชคร้ายนั้นเกิดขึ้นกับเรา
สิทธิพื้นฐานในการรักษาที่ลูกจ้างมีเหมือนกันนั่นคือ
สิทธิประกันสังคม
แล้วประกันสังคมที่เราจ่ายเงินสมทบทุกเดือน จะช่วยเราได้แค่ไหน และเราควรเตรียมพร้อมรับมืออย่างไร ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
สำหรับลูกจ้าง มนุษย์เงินเดือน ที่เป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 หรือคนที่ส่งประกันสังคมต่อเองมาตรา 39 ที่ตรวจพบว่าเป็นมะเร็ง
สามารถเข้ารับการรักษาตามโรงพยาบาลตามสิทธิที่เลือกไว้ได้ทันที โดยไม่จำกัดวงเงินค่าใช้จ่าย ไม่จำกัดจำนวนครั้ง และไม่มีการเรียกเก็บเงินเพิ่ม
ทั้งนี้ การรักษาจะต้องเป็นไปตามแนวทางที่กำหนด
หรือที่เรียกว่า Protocol
ซึ่งเปรียบเสมือนคู่มือการรักษาที่ระบุไว้ว่า มะเร็งชนิดไหน ระยะไหน ควรใช้ตัวยาอะไร จำนวนโดสเท่าไร และเป็นระยะเวลานานแค่ไหน
อย่างไรก็ตาม ต้องไม่ลืมว่าทุกอย่างต้องเริ่มต้นที่โรงพยาบาลตามสิทธิเสมอ โรงพยาบาลที่เราเลือกจึงเป็นตัวแปรที่สำคัญมาก
เพราะหากเราเลือกโรงพยาบาลขนาดกลาง หรือขนาดเล็กที่ขาดแคลนเครื่องมือ หรือไม่มีแพทย์เฉพาะทาง
เมื่อตรวจพบโรคร้ายอย่างมะเร็ง เราก็จะต้องเข้าสู่กระบวนการส่งตัวไปรักษาต่อ โดยมีทางเลือกหลัก ๆ คือ
1. เข้ากระบวนการส่งตัวปกติ
โดยส่วนใหญ่โรงพยาบาลตามสิทธิก็มักจะส่งเราไปยังโรงพยาบาลเครือข่ายเป็นหลัก ซึ่งควบคุมต้นทุนได้ง่ายกว่า
ทำให้ในบางครั้งโรงพยาบาลที่ถูกส่งไปอาจไม่ได้ตรงใจหรือมีความพร้อมที่สุดสำหรับอาการที่เราเป็น
และหากต้องการถูกส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลอื่น ๆ รวมถึงโรงเรียนแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญสูง ก็ต้องได้รับใบส่งตัวจากโรงพยาบาลต้นสังกัดก่อน
2. เข้าร่วมโครงการ SSO Cancer Care
โดยสามารถแจ้งกับแพทย์ที่ทำการรักษา เพื่อขอให้ส่งตัวไปโรงพยาบาลที่เข้าร่วมโครงการโดยตรง
โครงการนี้ครอบคลุมทั้งโรงพยาบาลรัฐ โรงพยาบาลเฉพาะทางมะเร็ง และโรงพยาบาลเอกชน ซึ่งช่วยเพิ่มทางเลือกให้เราเข้าถึงการรักษาที่มีศักยภาพสูงได้ง่ายขึ้น
จะเห็นว่าการเลือกโรงพยาบาลต้นสิทธิจึงสำคัญมาก เพราะเป็นเหมือนประตูด่านแรกในการอนุมัติใบส่งตัวของเรานั่นเอง
แต่ไม่ว่าจะเลือกทางไหน สิ่งที่ต้องแลกมาคือ “เวลา” เพราะขั้นตอนการขอใบส่งตัว มักมีความยุ่งยาก และกินเวลานานเสมอ
เมื่อรวมเวลาตั้งแต่การวินิจฉัย รอคิวตรวจ ตัดชิ้นเนื้อ ไปจนถึงฟังผล รวมแล้วทำให้อาจต้องใช้เวลานานเป็นเดือน หรืออาจจะถึงหลักปี ซึ่งอาจทำให้โรคมะเร็งลุกลามระหว่างรอได้
จึงปฏิเสธไม่ได้เลยว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดในช่วงเวลาแบบนี้
ก็คือ “เงินสำรองก้อนแรก”
เพราะการรักษามะเร็งครั้งแรกสำคัญมาก..
เมื่อเป็นซ้ำ กำเริบ หรือแพร่กระจาย โอกาสที่จะรักษาให้หายขาดก็จะลดลง
การมีเงินก้อน จึงเปรียบเสมือนการซื้อเวลา ช่วยลดขั้นตอนคอขวดตรงนี้ ทำให้สามารถเดินเข้าไปตรวจวินิจฉัยที่โรงพยาบาลที่มีความพร้อม เพื่อให้ได้ผลทันทีโดยไม่ต้องรอคิว
ซึ่งเมื่อได้ผลตรวจที่ละเอียดและรวดเร็ว ก็ช่วยให้แพทย์วางแผนการรักษาได้อย่างแม่นยำ และตั้งต้นรักษาต่อได้ทันที
ทีนี้ไม่ว่าจะเลือกใช้สิทธิประกันสังคมต่อ หรือขยับไปหาทางเลือกอื่น เราก็จะเริ่มรักษาได้เร็วขึ้น ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อโอกาสในการรักษาให้หายขาดได้
อีกทั้งการมีเงินก้อน ยังช่วยให้เราไปใช้สิทธิขอความเห็นที่ 2 (Second Opinion) จากแพทย์ที่เชี่ยวชาญเฉพาะทางท่านอื่น เพื่อนำมาประกอบการตัดสินใจเพิ่มเติมได้อีกด้วย
และสำหรับใครที่อยากจะสร้างแต้มต่อ เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงการรักษาที่ดีให้กับตัวเอง
หนึ่งในทางเลือกที่น่าสนใจ นั่นคือ “ประกันมะเร็งเงินล้าน”
จากลงทุนแมน PROTECT x TISCO Insure
เป็นแผนประกันที่ออกแบบมา ด้วยโมเดล “เจอปุ๊บจ่ายปั๊บ” รับเงินก้อนใช้ซื้อเวลา เพื่อเพิ่มโอกาสรักษาได้ทันที
ความน่าสนใจของ “ประกันมะเร็งเงินล้าน” คือ
1. วงเงิน 1,000,000 บาท ที่ครอบคลุมค่ารักษาจริง
- ตรวจเจอมะเร็งทุกชนิด ทุกระยะ รับเงินก้อนทันที 500,000 บาท
ทำให้สามารถเอาไปใช้เป็นค่าใช้จ่ายในการตรวจวินิจฉัยเชิงลึก ทั้งการตรวจระดับโมเลกุล และตรวจการแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว ช่วยให้วางแผนการรักษาได้อย่างแม่นยำ
- วงเงินค่ารักษาพยาบาลต่อเนื่องอีก 500,000 บาท
ครอบคลุมทั้งการผ่าตัด เคมีบำบัด การฉายแสง รวมการรักษาด้วยยามุ่งเป้า ช่วยให้มั่นใจว่า กระบวนการรักษาจะทำได้อย่างตรงจุดและต่อเนื่อง
- ส่วนเพิ่มสำหรับมะเร็งยอดฮิตเฉพาะเพศ
เพศชาย : ต่อมลูกหมาก, ลำไส้ใหญ่, ตับ, ปอด
เพศหญิง : เต้านม, รังไข่, ปากมดลูก, ช่องคลอด
ตรวจเจอโรคกลุ่มนี้ จะได้รับเงินก้อนเพิ่มอีก 500,000 บาท
2. ล็อกเบี้ยคงที่ อายุเพิ่มขึ้นจ่ายเบี้ยเท่าเดิม
นี่คือจุดเด่นของแผนนี้ เพราะปกติแล้ว ความเสี่ยงด้านสุขภาพจะสูงขึ้นตามอายุที่เพิ่มขึ้น ค่าเบี้ยประกันก็จะเพิ่มขึ้นตาม
แต่สำหรับประกันโรคร้ายแรงแผนนี้ ช่วยให้เราล็อกต้นทุนค่าเบี้ยไว้ตั้งแต่วันแรกที่ทำ และคุ้มครองต่อเนื่องจนถึงอายุ 70 ปี
ถ้าเริ่มทำตอนอายุไม่เกิน 34 ปี
จะจ่ายเบี้ยคงที่ทุกปี ปีละ 4,920 บาท ไปตลอดแม้อายุมากขึ้น
- หากเริ่มทำตอนอายุ 35-44 ปี จ่ายปีละ 9,960 บาท
- หากเริ่มทำตอนอายุ 45-54 ปี จ่ายปีละ 18,000 บาท
- หากเริ่มทำตอนอายุ 55-60 ปี จ่ายปีละ 26,040 บาท
เท่ากับว่า ใครที่อายุยังไม่มาก การรีบตัดสินใจล็อกเบี้ยไว้ตั้งแต่วันนี้ ก็หมายถึงการล็อกความเสี่ยงทางการเงินของเราด้วยเช่นกัน
ลองคิดดูว่า ถ้าเรายังอายุไม่เกิน 34 ปี ค่าเบี้ยจะตกเดือนละไม่ถึง 500 บาท แทบไม่ต่างกับการจ่ายค่า Subscription รายเดือน Netflix หรือค่าอินเทอร์เน็ตมือถือเลย
3. ไม่ต้องตรวจสุขภาพ
แผนนี้ถูกออกแบบมาให้ทุกคนเข้าถึงได้ง่ายที่สุด เพียงตอบคำถามสุขภาพสั้น ๆ แค่ 5 ข้อ ก็สามารถสมัครได้เลย
สุดท้ายแล้ว โรคมะเร็งอาจเป็นความเสี่ยง ที่เราควบคุมไม่ได้
แต่สิ่งที่เราเลือกได้คือ
การเตรียมแผนสำรองไว้ล่วงหน้า
เพราะอย่าลืมว่า การรักษามะเร็งครั้งแรก
คือช่วงเวลาที่สำคัญที่สุด
การมีประกัน จึงเป็นการเพิ่มทางเลือก
เพื่อให้ก้าวแรกของการรักษา เริ่มต้นได้เร็ว และแม่นยำที่สุดนั่นเอง..
© 2026 Longtunman. All rights reserved. Privacy Policy.
Blockdit Icon