
ราคาเสนอขาย ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อผลตอบแทน แต่คนเทรด DW มักมองข้าม
ราคาเสนอขาย ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อผลตอบแทน แต่คนเทรด DW มักมองข้าม / ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง x J.P. Morgan
เมื่อพูดถึงการใช้เครื่องมือ Leverage คนลงทุนจำนวนไม่น้อยมักให้ความสนใจเฉพาะอัตราทด ตัวเลขที่แสดงถึงโอกาสสร้างผลตอบแทนทวีคูณ เมื่อเทียบกับการลงทุนในหลักทรัพย์อ้างอิงโดยตรง
แต่จริง ๆ แล้ว Offer Price หรือราคาเสนอขาย ถือเป็นอีกหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อผลตอบแทน โดยเฉพาะ Derivative Warrants หรือที่เรียกกันสั้น ๆ ว่า DW เพราะยิ่งราคาเสนอขายต่ำ คนลงทุนจะยิ่งได้ต้นทุนที่ต่ำ
DW เป็นเครื่องมือที่มีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและเข้าใจความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
ทำไมคนเทรด DW ที่เข้าใจเรื่องราคาเสนอขาย ถึงมีโอกาสสร้างผลตอบแทนที่มากกว่า ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
การเข้าใจเรื่องราคาเสนอขายคือสิ่งสำคัญของการเทรด DW เพราะมันคือ "ราคาทุน" จริง ๆ ที่เราต้องจ่ายเพื่อเข้าซื้อ
ตัวอย่างเช่น เราสนใจ DW ที่อิงกับดัชนี SET50 ถ้าหาข้อมูลจะพบว่ามี DW มากกว่า 1 ตัว และบางตัวก็มีลักษณะที่เหมือนกันในทุก ๆ ด้าน ตั้งแต่สถานะ Call-Put, ราคาใช้สิทธิ, อัตราใช้สิทธิ และวันซื้อขายสุดท้าย
แต่ DW รุ่นที่เหมือนกัน ก็ยังสามารถมีราคาเสนอขายที่แตกต่างกันได้
เช่น DW อ้างอิงดัชนี SET50 ที่ออกโดยบริษัทหลักทรัพย์ A อยู่ที่ 0.55 บาท ขณะที่ DW รุ่นเหมือนกัน ที่ออกโดยบริษัทหลักทรัพย์ B อยู่ที่ 0.51 บาท เนื่องจากบริษัทหลักทรัพย์ B อาจมีต้นทุนที่ต่ำกว่า
เมื่อเทียบแบบนี้แล้ว จะพบว่า DW ที่มีราคาเสนอขายที่ต่ำกว่า อาจเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ เหมือนการเลือกของ 2 ชิ้นที่เหมือนกัน แต่ราคาแตกต่างกัน
ข้อดีที่ตามมาอีกอย่างของการเทรด DW ที่ราคาต่ำกว่าคือ จำนวนเงินลงทุน
จากตัวอย่างที่แล้ว ถ้าเราลงทุน 10,000 หน่วย การเทรด DW ที่ออกโดยบริษัทหลักทรัพย์ A จะต้องใช้เงิน 5,500 บาท ส่วนการเทรด DW ที่ออกโดยบริษัทหลักทรัพย์ B จะต้องใช้เงินน้อยกว่า โดยอยู่ที่ 5,100 บาท
แม้จะดูเป็นตัวเลขที่ไม่ต่างกันมากในตัวอย่างข้างต้น แต่ถ้าเราเทรดด้วยจำนวนเงินที่มากขึ้นกว่านั้น เช่นหลักแสนหรือหลักล้าน จะพบว่าตัวเลขส่วนต่างก็จะเป็นจำนวนที่ไม่น้อยแล้ว
ดังนั้น DW รุ่นเหมือนกันที่ราคาถูกกว่า ช่วยให้เราสามารถลงทุนด้วยเงินจำนวนที่น้อยกว่า ในการถือครองสถานะที่เท่ากัน
ในทางกลับกัน การเทรด DW ที่ราคาเสนอขายต่ำ ยังมีโอกาสสร้างผลตอบแทนที่สูงกว่าด้วย แต่ก็มีโอกาสขาดทุนในสัดส่วนที่สูงเช่นกัน หากราคา DW ปรับลง
โดยผู้ลงทุนควรประเมินระดับความสามารถในการรับความเสี่ยงและเป้าหมายการลงทุนของตนเอง หากไม่แน่ใจควรปรึกษาผู้แนะนำการลงทุน
เพราะในตลาดหุ้นไทย หาก DW มีราคาต่ำกว่า 2 บาท จะมีช่วงราคาหรือ tick size เท่ากับ 0.01 บาท ซึ่งหากราคา DW ยิ่งต่ำ การเคลื่อนไหว 1 ช่อง ก็จะยิ่งเป็นสัดส่วนเปอร์เซ็นต์ที่สูง
ยกตัวอย่าง
- DW ราคา 0.55 บาท ถ้าราคาขยับ 1 ช่อง หรือเพิ่มเป็น 0.56 บาท แสดงว่ากำไร = (0.56 - 0.55)/0.55 = 1.82%
- DW ราคา 0.51 บาท ถ้าราคาขยับ 1 ช่อง หรือเพิ่มเป็น 0.52 บาท แสดงว่ากำไร = (0.52 - 0.51)/0.51 = 1.96%
- DW ราคา 0.55 บาท ถ้าราคาขยับ 1 ช่อง หรือเพิ่มเป็น 0.56 บาท แสดงว่ากำไร = (0.56 - 0.55)/0.55 = 1.82%
- DW ราคา 0.51 บาท ถ้าราคาขยับ 1 ช่อง หรือเพิ่มเป็น 0.52 บาท แสดงว่ากำไร = (0.52 - 0.51)/0.51 = 1.96%
จากตัวอย่างจะสรุปได้ว่า ราคาเสนอขายที่ต่ำกว่า ทำให้เรามีโอกาสทำกำไรเป็นเปอร์เซ็นต์ได้มากกว่าเมื่อราคา DW ขยับ 1 ช่อง แต่ในทางกลับกันก็มีความเสี่ยงที่จะขาดทุนจากการที่ราคาปรับลงมากขึ้นเช่นเดียวกัน
ทั้งนี้ตัวอย่างข้างต้นเป็นการคำนวณเพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ใช่การรับประกันผลตอบแทนจริง ผลตอบแทนขึ้นอยู่กับสภาวะตลาดและปัจจัยอื่น ๆ
จากเรื่องราวทั้งหมดนี้เลยเป็นเหตุผลว่า ทำไมหากเรากำลังเทรด DW ควรดูราคาเสนอขายทุกครั้ง
นอกจากราคาเสนอขายแล้ว อย่าลืมตรวจสอบค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขาย DW ด้วย เพื่อให้เห็นภาพรวมของต้นทุนที่แท้จริง
อย่างไรก็ตาม ถ้าเราต้องไปหาข้อมูล DW มาเปรียบเทียบกันตลอด ด้วย DW ที่มีจำนวนที่ค่อนข้างมาก ก็อาจจะต้องใช้เวลาเยอะ และพลาดโอกาสในการลงทุนบางจังหวะได้เช่นกัน
แต่ปัญหานี้สามารถแก้ด้วยการใช้ เครื่องมือ Check First เปรียบเทียบราคา DW จาก J.P. Morgan หนึ่งในสถาบันทางการเงินที่ใหญ่ที่สุดของโลก แบบไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ ที่เว็บไซต์ www.jpmorgandw41.com/longtunman
โดยเพียงพิมพ์หลักทรัพย์อ้างอิง ที่ต้องการลงทุน และกดค้นหา เช่น SET50 หรือกดเลือกจากปุ่มหลักทรัพย์อ้างอิงที่มีมูลค่าซื้อขายสูงสุด
หลังจากนั้นเราจะเห็นข้อมูลของ DW ที่อ้างอิงกับหลักทรัพย์ที่เราสนใจ
โดยข้อมูลมีตั้งแต่ ราคาใช้สิทธิ, อัตราใช้สิทธิ, วันซื้อขายสุดท้าย, Effective Gearing, Sensitivity, Time Decay, ปริมาณเสนอซื้อ-ขาย และราคาเสนอขาย (Offer Price) รวมถึงมีข้อมูลชัดเจนว่ามี DW รุ่นเหมือนกันที่ราคาถูกกว่าหรือไม่
เพื่อให้เราได้ตัดสินใจว่า ตัวไหนน่าสนใจกว่ากัน ก่อนลงมือเทรด DW
ซึ่งการเช็กข้อมูลทั้งหมดนี้ใช้เวลาไม่กี่วินาที เพียงเพิ่มขั้นตอนอีก 1-2 คลิก ก็สามารถช่วยหาตัวเลือกในการลดต้นทุนได้แล้ว
เมื่อเทียบกับโอกาสในการสร้างผลตอบแทนที่มากขึ้น และเราสามารถใช้งานได้ฟรีแล้ว ตาราง Check First จาก J.P. Morgan ก็ดูเป็นเครื่องมือที่น่าสนใจไม่น้อยเลย..
แล้วคุณได้เช็กราคา DW ก่อนลงทุนแล้วหรือยัง?
โฆษณานี้ได้รับการสนับสนุนโดย บล. เจพีมอร์แกน (ประเทศไทย) จำกัด
ผู้ลงทุนทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
ผู้ลงทุนทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน