
เปิดไพ่ในมือทรัมป์ ทำไมศาลสูงสุดของสหรัฐฯ ยังหยุดภาษีการค้า ไม่ได้
เปิดไพ่ในมือทรัมป์ ทำไมศาลสูงสุดของสหรัฐฯ ยังหยุดภาษีการค้า ไม่ได้ /โดย ลงทุนแมน
คืนวันศุกร์ที่ 20 ก.พ. ที่ผ่านมา มีข่าวใหญ่ที่สะเทือนโลก
เมื่อศาลสูงสุดสหรัฐฯ (US Supreme Court) มีมติตัดสินว่า มาตรการขึ้นภาษีนำเข้าของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ “ไม่ชอบด้วยกฎหมาย”
โดยมาตรการขึ้นภาษีดังกล่าว เป็นการใช้กฎหมายอำนาจฉุกเฉินทางเศรษฐกิจ หรือที่เรียกสั้น ๆ ว่า IEEPA
ซึ่งเปรียบเสมือนทางลัดพิเศษ ที่อนุญาตให้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ สั่งการเรื่องการค้าได้ทันที หากมองว่าประเทศกำลังตกอยู่ในภาวะวิกฤติ
ซึ่งก็ตามมาด้วยมาตรการการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากทั่วโลกอย่างที่ได้เห็นกัน
แต่การตัดสินของศาลสูงสุดนี้ เหมือนเป็นการแตะเบรกอย่างแรงต่อมาตรการขึ้นภาษีของประธานาธิบดีทรัมป์ ซึ่งศาลมองว่า เป็นการใช้อำนาจที่เกินขอบเขตของประธานาธิบดี
แต่ปัญหาคือรัฐบาลสหรัฐฯ ได้เริ่มเดินหน้าเก็บภาษีนำเข้าสินค้าไปแล้ว ตั้งแต่ช่วงต้นปี 2025 ที่ผ่านมา
แล้วการสั่งระงับของศาล จะส่งผลต่อเงินภาษีมหาศาลที่ถูกเก็บไปแล้วอย่างไร ?
และประธานาธิบดีทรัมป์ จะงัดไม้ตายไหนมาแก้เกมนี้ ? ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
และประธานาธิบดีทรัมป์ จะงัดไม้ตายไหนมาแก้เกมนี้ ? ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
ประเด็นแรกที่น่าสนใจที่สุด คือ สหรัฐฯ อาจถูกเรียกเงินคืนมูลค่ามหาศาลถึง 1.75 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 5.45 ล้านล้านบาท
แม้ว่าทรัมป์ จะเป็นคนเซ็นคำสั่งปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ
แต่ในความเป็นจริง ผู้ที่ต้องควักเงินจ่ายภาษีนั้นคือบรรดาธุรกิจในสหรัฐฯ ที่ต้องนำเข้าสินค้าเหล่านั้นเข้ามา ซึ่งนี่เป็นต้นเหตุให้บริษัทหลายแห่ง รวมตัวกันยื่นฟ้องต่อศาลการค้าระหว่างประเทศ
ซึ่งจริง ๆ แล้ว ศาลการค้าระหว่างประเทศ ได้ตัดสินว่า การงัดกฎหมายฉุกเฉินมาใช้ขึ้นภาษีแบบนี้ ไม่ชอบด้วยกฎหมายมาตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ปี 2025 แล้ว
แต่รัฐบาลสหรัฐฯ ไม่ยอมแพ้ และยื่นอุทธรณ์สู้คดีมาเรื่อย ๆ จนเรื่องเดินทางมาถึงศาลสูงสุด และเมื่อศาลสูงสุดฟันธงยืนยันตามเดิม คำตัดสินนี้จึงถือเป็นที่สิ้นสุด
เมื่อการเก็บภาษีกลายเป็นเรื่องผิดกฎหมาย รัฐบาลสหรัฐฯ จึงมีความเสี่ยงสูงมากที่จะต้องคืนเงินที่เก็บมา ให้กับภาคเอกชน
โดยปัจจุบัน มีบริษัทเอกชนเกือบ 1,000 แห่งทั่วสหรัฐฯ ที่ยื่นฟ้องเพื่อรักษาสิทธิ์ ในการขอรับเงินคืนเรียบร้อยแล้ว แม้จะต้องรอลุ้นขั้นตอนการคืนเงินในชั้นศาลต่อไปก็ตาม
ประเด็นต่อมา คือ เครื่องมือที่ทรัมป์จะใช้ตอบโต้คำตัดสินนี้
แม้ว่าทางลัดอย่างกฎหมาย IEEPA นั้น ถูกศาลบล็อกเป็นที่เรียบร้อย แต่แน่นอนว่าประธานาธิบดีทรัมป์ ไม่ยอมถอยง่าย ๆ
เพราะยังมีเครื่องมือทางกฎหมายจำนวนมาก ที่ยังสามารถนำมาใช้เป็นอาวุธได้ เช่น
- มาตรา 338 (Tariff Act of 1930)
ให้อำนาจประธานาธิบดี สามารถขึ้นอัตราภาษีนำเข้าได้สูงถึง 50% เพื่อตอบโต้ประเทศคู่ค้าที่เลือกปฏิบัติ หรือกีดกันสินค้าสหรัฐฯ มากกว่าสินค้าจากประเทศอื่น
โดยให้อำนาจเต็มแก่ประธานาธิบดีในการตีความว่า ประเทศคู่ค้ามีการเลือกปฏิบัติหรือไม่
- มาตรา 232 (Trade Expansion Act of 1962)
ให้อำนาจประธานาธิบดีสามารถขึ้นภาษีกับสินค้า หากการนำเข้าสินค้านั้น มีผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
ซึ่งทรัมป์เคยใช้มาตรานี้ ปรับขึ้นภาษีเหล็กและอะลูมิเนียม ตั้งแต่ช่วงดำรงตำแหน่งในสมัยแรก
- มาตรา 122 (Trade Act of 1974)
ให้อำนาจประธานาธิบดี สามารถขึ้นภาษีสูงสุด 15% กับทุกประเทศไม่เกิน 150 วัน เพื่อแก้ปัญหาวิกฤติการขาดดุลการชำระเงิน
ซึ่งสามารถบังคับใช้ได้ทันทีหากเกิดปัญหาที่เข้าเงื่อนไข และยังสามารถยืดระยะเวลาออกไปได้หลังครบ 150 วัน หากสภาคองเกรสเห็นชอบ
- มาตรา 201 (Trade Act of 1974)
ให้อำนาจประธานาธิบดี สั่งปรับขึ้นภาษีได้สูงสุด 50% เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศที่ได้รับความเสียหายอย่างหนัก จากการนำเข้าสินค้าที่พุ่งสูงขึ้น
อย่างไรก็ตาม มาตรานี้กำหนดให้ต้องมีการสอบสวนก่อน และบังคับใช้ได้เป็นระยะเวลา 4-8 ปี พร้อมเงื่อนไข ที่ต้องทยอยลดอัตราภาษีลง ภายหลังครบปีแรกที่เริ่มบังคับใช้
- มาตรา 301 (Trade Act of 1974)
ให้อำนาจประธานาธิบดีสั่งสอบสวนประเทศคู่ค้า ที่เข้าข่ายละเมิดข้อตกลงทางการค้า
ความพิเศษของมาตรานี้ คือไม่มีเพดานอัตราการเก็บภาษีที่ชัดเจน ทำให้สามารถสั่งขึ้นภาษีในอัตราที่สูงมาก ทั้งกับสินค้าหรือประเทศคู่ค้าเป็นรายกรณีได้
ซึ่งที่ผ่านมา สินค้าจีนหลายรายการ ถูกเก็บภาษีนำเข้า ด้วยมาตรานี้ เช่น
- รถยนต์ไฟฟ้า ถูกเก็บในอัตรา 100%
- เข็มฉีดยาและไซริง ถูกเก็บในอัตรา 100%
- โซลาร์เซลล์ ถูกเก็บในอัตรา 50%
- เข็มฉีดยาและไซริง ถูกเก็บในอัตรา 100%
- โซลาร์เซลล์ ถูกเก็บในอัตรา 50%
และสุดท้าย หากการใช้อำนาจพิเศษของประธานาธิบดียังไม่ได้ผล ทรัมป์อาจหันกลับไปใช้กลไกปกติ คือ การผลักดันกฎหมายผ่านสภาคองเกรส
แม้เส้นทางนี้จะใช้เวลานานและวุ่นวายกว่า
แม้เส้นทางนี้จะใช้เวลานานและวุ่นวายกว่า
แต่ในยุคที่พรรคริพับลิกันของทรัมป์ ครองเสียงข้างมากเบ็ดเสร็จทั้งสภาสูงและสภาล่าง การดันร่างกฎหมายขึ้นภาษีให้ผ่าน ก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้
ที่น่ากลัวคือ หากการขึ้นภาษีถูกตราเป็นกฎหมายโดยสภาคองเกรส
มันจะทำให้มาตรการขึ้นภาษีนี้ มีความมั่นคง และยกเลิกได้ยากกว่าการใช้คำสั่งประธานาธิบดีจากนโยบายชั่วคราวมาก
ที่สำคัญคือมาตรการนี้จะกลายเป็นมรดกทางการเมืองของทรัมป์ ที่ฝังรากลึกและสร้างแรงกดดันให้ประเทศคู่ค้าไปอีกยาวนาน
จะเห็นว่า แม้คำตัดสินของศาลสูงสุดที่ว่าการใช้อำนาจตาม IEEPA ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จะเป็นจุดจบของเครื่องมือหนึ่ง แต่มันอาจไม่ใช่จุดจบของ “สงครามการค้า”
และทรัมป์เอง ก็แสดงออกอย่างชัดเจนว่าจะไม่รามือง่าย ๆ
เพราะหลังจากที่ศาลตัดสินได้ไม่นาน ทรัมป์ก็ตอบโต้ด้วยการเตรียมงัดมาตรา 122 มาขึ้นภาษี 15% กับทุกประเทศทั่วโลกทันที
นี่แสดงให้เห็นว่าตราบใดที่ยังมีเครื่องมืออื่น ๆ ให้ใช้ และยังมีแรงจูงใจทางการเมืองมารองรับ เกมภาษีอาจแค่เปลี่ยนรูปแบบ แต่ไม่หายไป
และคำตัดสินของศาล ก็จะเป็นเพียงการปิดประตูบานหนึ่ง ขณะที่อีกหลายบานกำลังจะถูกเปิดออก และความไม่แน่นอนรอบใหม่ อาจเพิ่งกำลังเริ่มต้นขึ้น..