
สรุปมรสุม AI ทุบหุ้นซอฟต์แวร์ หายล้านล้านบาท ในสัปดาห์เดียว
สรุปมรสุม AI ทุบหุ้นซอฟต์แวร์ หายล้านล้านบาท ในสัปดาห์เดียว /โดย ลงทุนแมน
ไม่กี่วันที่ผ่านมา การถูกเทขายอย่างหนักหน่วงของกลุ่มหุ้นเทคโนโลยีแบบ SaaS (Software as a Service) กลายเป็นเรื่องที่นักลงทุนทั่วโลกกำลังจับตา
ไม่กี่วันที่ผ่านมา การถูกเทขายอย่างหนักหน่วงของกลุ่มหุ้นเทคโนโลยีแบบ SaaS (Software as a Service) กลายเป็นเรื่องที่นักลงทุนทั่วโลกกำลังจับตา
เพราะในเวลาไม่ถึง 1 สัปดาห์ มูลค่าตลาดของหุ้นกลุ่มนี้ หายไปอย่างมหาศาลรวมแล้วเป็นหลักล้านล้านบาท
- CrowdStrike ผู้นำ Cybersecurity มูลค่าหายไปราว 5.6 แสนล้านบาท
- Salesforce เจ้าพ่อซอฟต์แวร์ CRM มูลค่าหายไปถึง 3.8 แสนล้านบาท นับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา
- Intuit เจ้าของซอฟต์แวร์ชั้นนำด้านการทำบัญชี มูลค่าหายไปราว 3 แสนล้านบาท
- Salesforce เจ้าพ่อซอฟต์แวร์ CRM มูลค่าหายไปถึง 3.8 แสนล้านบาท นับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา
- Intuit เจ้าของซอฟต์แวร์ชั้นนำด้านการทำบัญชี มูลค่าหายไปราว 3 แสนล้านบาท
ตัวการของเรื่องนี้
ไม่ใช่วิกฤติเศรษฐกิจ
ไม่ใช่เงินเฟ้อ
ไม่ใช่สงคราม
ไม่ใช่วิกฤติเศรษฐกิจ
ไม่ใช่เงินเฟ้อ
ไม่ใช่สงคราม
แต่เป็นสิ่งที่ไม่มีตัวตนอย่าง AI จากบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำอย่าง Anthropic, OpenAI ไปจนถึง Google
เรารู้จัก AI มาหลายปีแล้ว แต่ 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา AI ส่งผลกระทบกับหุ้นกลุ่ม SaaS อย่างไร ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
ที่ผ่านมา โมเดลธุรกิจสุดคลาสสิกแบบ SaaS ของบริษัทซอฟต์แวร์ยักษ์ใหญ่ คือการเก็บเงินแบบ Per Seat หรือการคิดค่าบริการตาม “จำนวนผู้ใช้งาน”
สมมติว่าบริษัทของเรามีพนักงาน 100 คน แล้วแต่ละคนมีความจำเป็นต้องใช้โปรแกรมช่วยบริหารจัดการงาน โปรแกรมออกแบบ หรือระบบซอฟต์แวร์หลังบ้าน
เราก็ต้องจ่ายค่าสมาชิก (Subscription) รายเดือนให้กับบริษัทเจ้าของโปรแกรมนั้นตามจำนวนพนักงานที่ใช้
โมเดลนี้ทรงพลังมาก เพราะยิ่งองค์กรของลูกค้าเติบโต และมีการจ้างคนเพิ่ม บรรดาธุรกิจ SaaS ก็จะยิ่งมีรายได้เพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว เพราะต้นทุนแทบไม่เพิ่มขึ้นเลย
โมเดลนี้ทรงพลังมาก เพราะยิ่งองค์กรของลูกค้าเติบโต และมีการจ้างคนเพิ่ม บรรดาธุรกิจ SaaS ก็จะยิ่งมีรายได้เพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว เพราะต้นทุนแทบไม่เพิ่มขึ้นเลย
แถมเมื่อพนักงานใช้ซอฟต์แวร์จนเคยชิน และมีข้อมูลฝังอยู่มหาศาล ก็จะทำให้ซอฟต์แวร์เหล่านั้นมีสิ่งที่เรียกว่า Switching Cost หรือต้นทุนการเปลี่ยนไปใช้เจ้าอื่นที่สูงมาก
นั่นทำให้รายได้ของธุรกิจ SaaS ถูกมองว่าปลอดภัย ผูกขาด และเติบโตได้อย่างสม่ำเสมอ จากการมีป้อมปราการที่แข็งแกร่ง
แต่ป้อมปราการที่เคยแข็งแกร่งนี้ อาจกำลังถูกตีแตกแล้วตอนนี้
เมื่อบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกอย่าง Anthropic เจ้าของ Claude AI ได้เปิดตัวโมเดล AI ใหม่ที่เก่งกาจกว่าเดิมอย่างก้าวกระโดด
นั่นก็คือ Claude Cowork และ Claude Code
โมเดลทั้งสองนี้ไม่ใช่แค่เครื่องมือถามตอบทั่วไป แบบที่เราใช้กันอยู่ทุกวัน แต่เป็นการยกระดับ AI ขึ้น จนอาจสามารถทำงานได้ใกล้เคียงกับมนุษย์
เพราะ Claude Cowork สามารถทั้งอ่าน แก้ไข สร้าง รวมทั้งจัดการเอกสาร และเชื่อมโยงข้อมูลภายในองค์กร
แปลว่า เสมือนเราได้ “เพื่อนร่วมงานคนใหม่” ที่ไม่มีตัวตน ไม่เคยร่วมกินข้าวกลางวัน และเราไม่เคยเห็นหน้าตาเพื่อนร่วมงานคนนี้ แต่ทำงานบางอย่างเหมือนเราได้แล้ว
ส่วน Claude Code นั้น ก็ถูกยกระดับให้เสมือนเป็น “โปรแกรมเมอร์” คนหนึ่ง
เพราะสามารถวิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนโคดที่ซับซ้อนได้ด้วยตัวเองอย่างเบ็ดเสร็จ ในเวลาไม่นาน
ซึ่ง Anthropic เปิดเผยว่า Claude Code สามารถตรวจพบช่องโหว่รุนแรงที่ซ่อนอยู่และไม่เคยถูกตรวจพบมาก่อนได้สำเร็จกว่า 500 รายการ
การรุกคืบของ Anthropic ทั้งสองอย่างนี้ ทำให้เราเห็นพลังของการเป็น AI Agent ที่สามารถวางแผน และลงมือทำงานที่ซับซ้อนแทนมนุษย์ได้จริง ๆ ซึ่งแตกต่างจากการเป็น Chatbot แบบเดิม ๆ
ลองจินตนาการดูว่า จากเดิมที่แผนกการตลาดต้องใช้พนักงาน 5 คน ในการช่วยกันวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้า คิดแคมเปญ เขียนคอนเทนต์ และทำกราฟิก
โดยที่พนักงานทั้ง 5 คนนี้ ต่างก็ต้องมีไลเซนส์ในการใช้ซอฟต์แวร์ คนละ 1 บัญชี
แต่ในวันนี้ บริษัทอาจเปลี่ยนโครงสร้างการทำงานใหม่ โดยใช้ขีดความสามารถของ AI ในการจัดการงานทั้งหมด ให้จบได้ในเวลาเท่ากัน แล้วเหลือแค่พนักงานเพียง 1-2 คน ที่เก่ง ๆ คอยตรวจทานงานก่อนส่งมอบ
ซึ่งสิ่งที่ตามมาในมุมของบริษัท SaaS ก็คือ ลูกค้าองค์กรจำนวนมาก อาจตัดสินใจยกเลิกการต่ออายุแพ็กเกจ สำหรับ 3-4 ที่นั่งที่หายไปและกลายเป็นโดมิโนตัวแรก ที่กำลังล้มทับโมเดลธุรกิจของ SaaS ทั่วโลก
เพราะเมื่อบริษัทต่าง ๆ เริ่มนำ AI เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ทำให้พวกเขาไม่จำเป็นต้องจ้างคนเพิ่ม หรือร้ายแรงกว่านั้น คือลดจำนวนพนักงานลง
นั่นทำให้โมเดลการเก็บเงินแบบ Per Seat ที่เคยเป็นจุดแข็ง กลายมาเป็นจุดอ่อนในทันที เพราะเมื่อคนใช้น้อยลง รายได้ของบริษัท SaaS ก็จะหดตัวตามไปด้วย
ยิ่งไปกว่านั้น ฝันร้ายของบรรดาบริษัท SaaS ยังถูกตอกย้ำให้ชัดเจนขึ้นไปอีก..
เมื่อ OpenAI ผู้สร้าง ChatGPT ได้ประกาศเดินเกมรุกครั้งใหญ่ ด้วยการจับมือกับบริษัทที่ปรึกษาธุรกิจระดับโลก ทั้ง McKinsey & Company, BCG, Accenture และ Capgemini
ทำไมดีลนี้ ถึงน่ากลัวสำหรับวงการ SaaS ?
คำตอบคือ เพราะบริษัทที่ปรึกษาเหล่านี้ คือผู้อยู่เบื้องหลังการวางโครงสร้าง และระบบการทำงานให้กับธุรกิจยักษ์ใหญ่ทั่วโลกมาอย่างยาวนาน
เมื่อที่ปรึกษาเหล่านี้หันมาจับมือกับ OpenAI เพื่อนำ AI Agent เข้าไปติดตั้งให้ลูกค้าแบบเบ็ดเสร็จ
นั่นก็หมายความว่า OpenAI อาจกำลังเจาะทะลวงลึกเข้าไปถึง “กระดูกสันหลัง” ของบรรดาธุรกิจทั่วโลกโดยตรง
และอาจเข้าไปทดแทนการใช้งานซอฟต์แวร์เดิม ที่มีอยู่ได้แทบจะในทันที
เมื่อลูกค้าองค์กร เริ่มหันมาพึ่งพา AI ที่ทำได้ครอบจักรวาล
องค์กรที่ต้องเจอกับสถานการณ์ Subscription Fatigue หรือการแบกรับต้นทุนค่าสมาชิกซอฟต์แวร์หลายสิบตัวในแต่ละปี ก็อาจปลดแอกจากต้นทุนพวกนี้ได้มากขึ้น
จากภาพอนาคตที่โมเดลธุรกิจ SaaS กำลังโดนท้าทาย แม้จะยังไม่ชัดว่าจะโดนแย่งรายได้หายไปมากแค่ไหน
แต่นักลงทุนกลับมองภาพที่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว และแห่เทขายหายไปรวมกันนับล้านล้านบาทอย่างที่เราเห็นกัน เพราะไม่มั่นใจในภาพอนาคตที่บริษัทพวกนี้กำลังถูกท้าทาย
อย่างไรก็ตาม แม้ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น ดูจะส่งผลรุนแรงต่อโลกของซอฟต์แวร์
แต่ในมุมของโลกทุนนิยม มันก็คือกลไกปกติที่เรามักเรียกว่า “การทำลายล้างอย่างสร้างสรรค์” หรือ Creative Destruction
นวัตกรรมใหม่ที่ล้ำกว่าเข้ามาทำลายล้างโครงสร้างธุรกิจแบบดั้งเดิม
แม้มันสร้างความเจ็บปวดให้กับอุตสาหกรรมเก่า แต่ในมุมกลับกัน ก็เป็นการกรุยทางไปสู่การสร้างมูลค่าใหม่
และอาจเพิ่มประสิทธิภาพให้กับระบบเศรษฐกิจโดยรวม ให้ดียิ่งขึ้น
และอาจเพิ่มประสิทธิภาพให้กับระบบเศรษฐกิจโดยรวม ให้ดียิ่งขึ้น
เหมือนกับที่รถยนต์ เข้ามาทำลายล้างอุตสาหกรรมรถม้า แต่ก็ช่วยสร้างงานให้คน และเม็ดเงินใหม่ ๆ ตามมา
หรือการเข้ามาของแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ที่อาจทำลายล้างระบบร้านค้าหน้าร้าน แต่ก็ทำให้ร้านค้าต่าง ๆ เข้าถึงลูกค้าในวงกว้างได้มากขึ้น
ดังนั้น หุ้นกลุ่ม SaaS ที่ร่วงถล่มในวันนี้ จึงอาจไม่ใช่จุดจบของอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ แต่มันคือจุดเริ่มต้นที่บีบบังคับให้บริษัทเหล่านี้ ต้องเร่งเปลี่ยนผ่านโมเดลธุรกิจจากการเก็บเงินตาม “จำนวนคน” (Per Seat) ไปสู่การเก็บเงินตาม “ผลลัพธ์ที่ทำได้”
เพราะสุดท้ายแล้วในสายตาของนักลงทุนหรือเจ้าของกิจการ
บริษัทที่จะเหลือผลกำไรมากที่สุด ไม่ใช่บริษัทที่มีพนักงานมากที่สุด แต่เป็นบริษัทที่ปรับตัวและใช้ AI ทำงานแทนคนได้มากที่สุดนั่นเอง..