ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ทำอะไรกับตลาดหุ้น จนพุ่งแรงสุดในโลก ?

ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ทำอะไรกับตลาดหุ้น จนพุ่งแรงสุดในโลก ?

ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ทำอะไรกับตลาดหุ้น จนพุ่งแรงสุดในโลก ? /โดย ลงทุนแมน
ในโลกการเมือง อี แจ-มยอง คือประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ที่มาดำรงตำแหน่งแทน ยุน ซอก-ยอล อดีตประธานาธิบดีที่ถูกถอดถอนออกจากตำแหน่ง หลังการประกาศกฎอัยการศึกเมื่อปลายปี 2024 ที่ผ่านมา
แต่ในฝั่งของโลกการเงินนั้น อี แจ-มยอง เป็นประธานาธิบดีที่มีส่วนช่วยให้ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ พุ่งแรงสุดในโลก จนทำให้ผลตอบแทนทะลุ 40% ไปแล้ว นับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา
แม้ว่าเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ตลาดหุ้นเกาหลีใต้พุ่งแรง มาจากการปรับตัวขึ้นของหุ้นอย่าง Samsung และ SK Hynix ที่ได้ประโยชน์จากเทรนด์ของ AI
แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า นโยบายของอี แจ-มยอง ก็มีส่วนด้วย
อี แจ-มยอง ทำให้ตลาดหุ้นเกาหลีใต้พุ่งได้อย่างไร ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
ตลาดหุ้นเกาหลีใต้มีปัญหาเก่าที่ค้างคามานานก็คือ Korea Discount
อธิบายง่าย ๆ Korea Discount คือ การที่มูลค่าบริษัทในตลาดหุ้นเกาหลีใต้นั้นอยู่ต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง เมื่อเทียบกับบริษัทในอุตสาหกรรมเดียวกันจากประเทศอื่น ๆ
นั่นทำให้นักลงทุนต่างชาติที่ไปลงทุนในหุ้นเกาหลีใต้ มักจะประเมินมูลค่าบริษัทนั้นต่ำกว่าความเป็นจริง เพื่อชดเชยกับความเสี่ยงที่คาดเดาไม่ได้ ซึ่งอาจสร้างปัญหาในภายหลัง
แล้วทำไมหุ้นเกาหลีใต้ ถึงมีความเสี่ยงที่คาดเดาไม่ได้ซ่อนอยู่ ?
รากเหง้าของปัญหานี้ มาจากโครงสร้างการทำธุรกิจสไตล์แชโบลของบริษัทในเกาหลีใต้ ที่แม้กฎหมายจะควบคุมให้สมาชิกครอบครัวของผู้ก่อตั้งถือหุ้นได้ในสัดส่วนที่น้อย
แต่คนเหล่านั้น กลับสามารถกุมอำนาจการตัดสินใจต่าง ๆ ในบริษัทได้สูงมาก
ผ่านการใช้เทคนิคที่เรียกว่า “การถือหุ้นไขว้”
ตัวอย่างเช่น ตระกูลอีของ Samsung ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 1 ในบริษัทรับเหมาก่อสร้างอย่าง Samsung C&T และธุรกิจประกัน Samsung Life Insurance
และทั้งสองบริษัทนี้เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ใน Samsung Electronics ซึ่งนั่นก็แปลว่า ตระกูลอีสามารถครอบงำอำนาจการตัดสินใจของทั้งสามบริษัทได้อย่างเบ็ดเสร็จ
โดยนอกจากสามบริษัทนี้ ตระกูลอียังใช้วิธีเดียวกันกับบริษัทอื่น ๆ ในเครืออีกด้วย
พอเป็นแบบนี้ ไม่ว่าตระกูลอีอยากตัดสินใจแบบไหน หรือทำอะไรกับบริษัท นักลงทุนคนอื่น ๆ จึงแทบไม่มีอำนาจมากพอที่จะคัดค้านอะไรได้เลย
เมื่อไม่มีอำนาจตัดสินใจที่เพียงพอ แถมไม่รู้ว่าวันดีคืนดี กลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่เหล่านี้อยากจะทำอะไรกับบริษัท
ทำให้นักลงทุนส่วนใหญ่ เลือกที่จะประเมินมูลค่าบริษัทในเกาหลีใต้เหล่านี้ ต่ำกว่าความเป็นจริงแทน
กลับมาที่ประธานาธิบดี อี แจ-มยอง
หลายคนอาจไม่รู้ว่า เขาเคยเป็นอดีตเทรดเดอร์เมื่อตอนอายุ 30 ปี ซึ่งแม้จะไม่ใช่เทรดเดอร์ที่ประสบความสำเร็จมากนัก แต่เขาก็เห็นปัญหา Korea Discount มาอย่างยาวนาน
นั่นทำให้เมื่อขึ้นมาเป็นประธานาธิบดี อี แจ-มยอง เลยพยายามหาวิธี เพื่อให้นักลงทุนรายย่อย นักลงทุนรายใหญ่ และผู้ถือหุ้นทุกคนมีความเท่าเทียมกันมากขึ้น
เริ่มตั้งแต่แก้ไขกฎหมายเกาหลีใต้ ซึ่งจากเดิม ที่กำหนดให้กรรมการบริษัทมีหน้าที่ต่อ “ตัวบริษัท” เท่านั้น ก็ให้ปรับเป็นมีหน้าที่ต่อ “ตัวบริษัทและผู้ถือหุ้น”
การทำแบบนี้ ก็เพื่อลดปัญหาจากการที่กรรมการของบริษัทมักตัดสินใจอะไรบางอย่าง เพื่อเอื้อประโยชน์แก่ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ โดยอ้างว่าตัดสินใจเพื่อตัวบริษัท
นอกจากนี้ อี แจ-มยอง ยังแก้กฎหมายอื่น ๆ เพื่อปกป้องนักลงทุนรายย่อยมากขึ้น เช่น กรรมการบริษัทต้องปกป้องผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นทุกคน และต้องไม่ละเมิดผลประโยชน์หรือสิทธิของผู้ถือหุ้นรายใดรายหนึ่งโดยไม่สมเหตุสมผล
และยังสนับสนุนให้ตลาดหุ้นเกาหลีใต้มีความโปร่งใสมากขึ้น ด้วยระบบ Naked Short-Selling Detection System เพื่อแก้ปัญหาการขายหุ้นที่ไม่มีอยู่ในมือหรือหุ้นลม เพื่อลดความเสี่ยงในการบิดเบือนราคา
นอกจากปฏิรูปตลาดหุ้นให้เป็นมิตรกับนักลงทุนรายย่อยมากขึ้นแล้ว
อี แจ-มยอง ยังใช้นโยบายทางภาษีเพื่อกระตุ้นตลาดหุ้นเพิ่มเติมอีกด้วย
ตัวอย่างเช่น การใช้นโยบายภาษีแยกต่างหากสำหรับเงินปันผล ที่ได้รับจากบริษัทที่เข้าเงื่อนไข “High-Dividend” เพื่อจูงใจให้นักลงทุนรายใหญ่ถือหุ้นระยะยาวมากขึ้น
เพราะแต่เดิมนั้น นักลงทุนมักรีบขายหุ้นก่อนวันจ่ายเงินปันผล เพื่อเลี่ยงภาษีเงินได้ที่มีอัตราสูงถึง 45%
โดยในนโยบายภาษีใหม่นี้ เงินปันผลจะถูกจัดเก็บภาษีในอัตราที่ต่ำกว่ามาก ราว ๆ 14-30% ซึ่งช่วยเพิ่มผลตอบแทนหลังหักภาษีให้มากขึ้น
ทำให้การลงทุนในหุ้นเกาหลีใต้มีความน่าสนใจมากขึ้น เมื่อเทียบกับการฝากเงินในธนาคาร
นอกจากนี้ ในช่วงที่ผ่านมา ตลาดหุ้นเกาหลีใต้จะพุ่งแรงเพราะเทรนด์ AI โดยอี แจ-มยอง ก็อยู่เบื้องหลังการพุ่งแรงของหุ้นอย่าง Samsung และ SK Hynix ด้วย
เพราะบริษัทเหล่านี้ เป็นผู้ได้ประโยชน์ทางภาษีจากนโยบายการลงทุนใน “เทคโนโลยีเชิงยุทธศาสตร์ชาติ” จนถึงปี 2027 ซึ่งครอบคลุมทั้งอุตสาหกรรมชิป แบตเตอรี่ และ AI
ดังนั้น Samsung กับ SK Hynix จึงสามารถลดหย่อนภาษีจากการลงทุนในโรงงานและเครื่องจักรตามนโยบายนี้โดยตรง ซึ่งให้สิทธิการลดหย่อนสูงสุดถึง 25% สำหรับบริษัทขนาดใหญ่ และ 35% สำหรับ SMEs
มาตรการเหล่านี้ ทำให้นักลงทุนประเมินผลประกอบการของบรรดาบริษัทเทคโนโลยีในเชิงบวกมากขึ้น จนขับเคลื่อนดัชนี KOSPI ของเกาหลีใต้ให้ปรับตัวสูงขึ้นตามมา
จะเห็นว่า อี แจ-มยอง ในฐานะผู้นำเกาหลีใต้ กำลังทำให้ตลาดหุ้นมีความโปร่งใสมากขึ้น และนโยบายที่ล้อไปกับเทรนด์ของโลกที่กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด
ส่งผลให้ดัชนีหุ้นของเกาหลีใต้ปรับตัวสูงขึ้น จนเอาชนะดัชนีเทคโนโลยียักษ์ใหญ่อย่าง NASDAQ 100 ไปอย่างขาดลอย
หลังจากนี้ เราก็ต้องติดตามกันต่อไปว่า ตลาดหุ้นเกาหลีใต้จะพุ่งกว่านี้หรือไม่ และผลงานของอี แจ-มยอง จะสำเร็จมากแค่ไหน
แต่ที่แน่ ๆ ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ก็พุ่งไปแล้วถึง 40% นับตั้งแต่ต้นปี
และนับตั้งแต่เขาขึ้นมาเป็นประธานาธิบดี ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ก็พุ่งขึ้นไปถึง 115% เป็นที่เรียบร้อยแล้ว..
© 2026 Longtunman. All rights reserved. Privacy Policy.
Blockdit Icon