ทุเรียนไทย ส่งออกมากขึ้น แต่ได้เงินเข้าประเทศน้อยลง

ทุเรียนไทย ส่งออกมากขึ้น แต่ได้เงินเข้าประเทศน้อยลง

ทุเรียนไทย ส่งออกมากขึ้น แต่ได้เงินเข้าประเทศน้อยลง /โดย ลงทุนแมน
ปีที่แล้ว เป็นปีแรกในรอบ 10 ปี ที่ไทยส่งออกทุเรียนได้ปริมาณมากขึ้น แต่ได้เงินเข้าประเทศน้อยลง
โดยส่งออกมากขึ้นเกือบ 120,000 ตัน แต่ได้เงินเข้าประเทศลดลงกว่า 9,000 ล้านบาท
ครั้งล่าสุดที่ทุเรียนไทย “ส่งออกมากขึ้น แต่ได้เงินน้อยลง” ก็ต้องย้อนกลับไปในปี 2550 ในสมัยที่ทุเรียนไทย ยังไม่ได้โด่งดังเหมือนปัจจุบัน
มันเกิดอะไรขึ้นกับทุเรียนไทย ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
ปีที่แล้ว เรียกได้ว่าเป็นปีที่ทุเรียนไทยเจอความท้าทายตั้งแต่ต้นปี เริ่มตั้งแต่การที่จีน พบสารปนเปื้อนย้อมสี BY2
สารนี้ถูกใช้ในการย้อมสีผ้า กระดาษ เครื่องหนัง สีทาบ้าน เพื่อให้มีสีเหลืองทอง แต่องค์การอนามัยโลกบอกว่าสารนี้ไม่ควรนำมาใช้ในอาหาร เพราะเป็นสารก่อมะเร็ง
แม้จะเป็นสารก่อมะเร็ง แต่สีเหลืองทองของมันทำให้ทุเรียนมีสีสันสวยงาม ซึ่งทำให้สามารถขายได้ในราคาที่สูงมากขึ้น
แต่หลังจากที่จีนเริ่มตรวจพบสารนี้ในทุเรียนจากไทย สิ่งที่ตามมาหลังจากนั้น คือขั้นตอนการตรวจที่เพิ่มขึ้น ทำให้การส่งออกเริ่มหยุดชะงักลง
ซึ่งธรรมชาติของทุเรียนสด ยิ่งเวลาผ่านไป ราคาก็จะเริ่มตก ดังนั้นแม้ว่าทุเรียนที่ส่งไปจะไม่มีสารปนเปื้อน แต่หากต้องเสียเวลาต่อคิวรอตรวจยืดยาว ก็จะพลอยโดนผลกระทบตามไปด้วย
นอกจากนี้ จีนยังพบปัญหาทุเรียนอ่อน ซึ่งเป็นทุเรียนที่เก็บเกี่ยวเร็วเกินไป ทำให้ไม่ได้คุณภาพสูง ตามมาด้วยความเชื่อมั่นต่อทุเรียนไทยที่ลดลง
แต่ที่เล่ามาทั้งหมดอาจเป็นเรื่องเล็ก เพราะปัญหาที่ใหญ่กว่าคือ ตลาดทุเรียนกำลังเป็นทะเลเลือด..
ในอดีต ไทยเป็นแค่ประเทศเดียวที่สามารถส่งออกทุเรียนสดไปจีนได้ แต่ปัจจุบัน มีทั้งเวียดนาม ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย ลาว และกัมพูชา ขึ้นมาเป็นคู่แข่งด้วย
คู่แข่งจากประเทศเหล่านี้ ถ้าไม่ขายราคาพรีเมียมแบบแพงไปเลย ก็จะขายในราคาที่ถูกลงกว่าไทยเยอะมาก
ยกตัวอย่างเช่น ปีที่แล้วราคาส่งออกทุเรียนไทย เฉลี่ยกิโลกรัมละ 134 บาท แต่ถ้าทุเรียนมาจากเวียดนาม ราคาเฉลี่ยจะเหลือแค่ 113 บาทต่อกิโลกรัมเท่านั้น
แปลว่า ถ้าคนจีนอยากกินทุเรียนราคาถูกลง ก็เลือกไปซื้อทุเรียนจากเวียดนามมากิน แต่ถ้าอยากซื้อจากไทย ก็ต้องจ่ายในราคาที่แพงขึ้นแทน
แต่ปัญหาคือ ปีที่แล้ว 4 มณฑลของจีน ไล่ตั้งแต่กวางตุ้ง เจ้อเจียง กว่างซีจ้วง และเสฉวน ที่เป็นปลายทางทุเรียนจากไทยรวมกัน 44% กำลังมีส่วนแบ่งตลาดลดลง
ซึ่งส่วนแบ่งตลาดที่เสียไป ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นเวียดนาม ที่เข้ามาแย่งปากของคนจีนที่กินทุเรียนไปได้มากขึ้น
ที่น่าตกใจกว่านั้น มณฑลเจ้อเจียง ที่เป็นตลาดหลักทุเรียนอันดับ 3 ของไทย มีส่วนแบ่งตลาดของไทย ลดลงจาก 63.8% เหลือแค่ 32.9% ในเวลาผ่านไปแค่ปีเดียวเท่านั้น
ทั้ง ๆ ที่มณฑลนี้มีรายได้ต่อหัวเฉลี่ยทั้งปี 135,000 หยวน หรือราว 600,000 บาท เรียกได้ว่าเป็นมณฑลที่รวยอันดับ 5 ของประเทศ รองจากปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ เจียงซู และฝูเจี้ยน
เรื่องนี้ทำให้เราเริ่มเห็นแนวโน้มได้ว่า แม้แต่มณฑลที่รวยอันดับ 5 อย่างเจ้อเจียง ก็มีแนวโน้มกินทุเรียนจากไทยลดลง และหันไปกินทุเรียนจากเวียดนามที่มีราคาถูกลงแทน
รู้ไหมว่า แค่ปีเดียว มณฑลเจ้อเจียงนำเข้าทุเรียนจากเวียดนามเพิ่มขึ้น จาก 59,000 ตัน เป็น 205,000 ตัน มากขึ้นเกือบ 4 เท่า
ส่วนมณฑลอื่น ๆ อย่างเซี่ยงไฮ้ เจียงซู และฝูเจี้ยน ไทยก็ไม่สามารถครองส่วนแบ่งตลาดได้เกินครึ่ง และปัจจุบันยังเสียส่วนแบ่งเกินครึ่งให้กับเวียดนามไปแล้ว
และแม้มณฑลที่รวยสุดอย่างปักกิ่ง ที่ไทยครองส่วนแบ่งตลาดทุเรียนสดได้ราว 70% แต่ทุเรียนสดจากไทย ส่งออกไปที่มณฑลนี้ราว 2% เท่านั้น
หมายความว่า แม้จะรู้กันดีว่าคนจีนชื่นชอบทุเรียนไทย แต่สินค้าส่วนใหญ่ของเรากลับยังไปกระจุกตัวอยู่แค่ตามมณฑลชายแดนหรือเมืองท่าทางตอนใต้ ทำให้เราเสียโอกาสในตลาดที่มีกำลังซื้อสูงที่สุดไปอย่างน่าเสียดาย
ดังนั้นแล้ว ภาพที่เกิดขึ้นตอนนี้คือ ไทยกำลังเสียส่วนแบ่งตลาดทุเรียนในจีนให้กับเวียดนาม แม้แต่ในหลาย ๆ มณฑลที่รวยเป็นอันดับต้น ๆ ของประเทศก็ตาม
ซึ่งไม่ใช่แค่เสียส่วนแบ่งตลาดในหลายมณฑลที่รวยเท่านั้น แม้แต่มณฑลที่รวยน้อยลงมา เช่น กว่างซีจ้วง กวางตุ้ง เสฉวน ก็ยังเสียส่วนแบ่งไปให้กับเวียดนามด้วย
เมื่อทุเรียนราคาถูกกว่าทะลักเข้ามา จึงทำให้ราคาขายเฉลี่ยของทุเรียนแต่ละมณฑลก็ลดลงตามไปด้วย
ตัวอย่างเช่น ในมณฑลเจ้อเจียง ราคาเฉลี่ยของทุเรียนเคยสูงถึง 33 หยวนต่อกิโลกรัม หรือราว 148 บาทต่อกิโลกรัม
ผ่านไปแค่ปีเดียว ทุเรียนในมณฑลนี้กลับราคาตกลงเหลือแค่ 27 หยวนต่อกิโลกรัม หรือราว 121 บาทต่อกิโลกรัมเท่านั้น
เหตุผลที่เป็นแบบนี้ ก็มาจากการเพิ่มขึ้นของทุเรียนจากเวียดนามที่ก้าวกระโดดขึ้นมา จนทำให้ราคาขายทุเรียนเฉลี่ยก็ลดลงไปด้วยนั่นเอง
อย่างไรก็ตาม ผลผลิตทุเรียนไทยกลับเพิ่มขึ้น จากในปี 2567 อยู่ที่ 1.2 ล้านตัน ก็เพิ่มขึ้นเป็น 1.5 ล้านตันในปี 2568 จนทำให้ปริมาณส่งออกทุเรียนไปจีนเพิ่มขึ้นด้วย
ดังนั้นเมื่อราคาขายเฉลี่ยลดลง สวนทางกับปริมาณส่งออกที่มากขึ้น สุดท้ายก็ทำให้ทุเรียนส่งออกมากขึ้น แต่มูลค่าส่งออกน้อยลงนั่นเอง
คำถามคือ แล้วเราจะไม่แข่งสงครามราคาในตลาดทุเรียนที่กำลังเป็นทะเลเลือดได้ไหม ?
คำตอบคือ ได้ แต่ก็จะเจอคู่แข่งอีกประเทศหนึ่งแทน
ประเทศที่ว่านี้ นั่นคือ มาเลเซีย ที่แม้ไม่ได้ครองส่วนแบ่งตลาดใหญ่เท่าไทยหรือเวียดนาม แต่ปีที่แล้ว กลับขายได้เฉลี่ยกิโลกรัมละ 378 บาทเลยทีเดียว
ที่น่าสนใจกว่านั้น ถ้าเราไปดูรายมณฑล เช่น เซี่ยงไฮ้ มาเลเซียส่งออกทุเรียนไป 0.4% ของทุเรียนทั้งหมดเท่านั้น ที่เหลือส่วนใหญ่มาจากไทยและเวียดนาม
แต่มาเลเซีย กลับสามารถโกยเงินหยวนจากมณฑลนี้
ได้ถึง 1.4% ของมูลค่าทุเรียนทั้งหมดที่ส่งออกมาจากประเทศต่าง ๆ เลยทีเดียว
ตัวเลขนี้ แปลง่าย ๆ ว่า แค่มาเลเซียส่งออกทุเรียนนิดเดียว แต่กลับได้เงินมาเยอะกว่ามาก ซึ่งเหตุผลหลักก็มาจากการที่มาเลเซียเลือกขายทุเรียนพรีเมียมไปเลย
สรุปแล้ว ตอนนี้ทุเรียนไทยในจีน กำลังโดนคู่แข่งดักทั้งหน้าและหลัง ทั้งทุเรียนราคาถูก และราคาแพง ที่แข่งขันกันโกยเงินหยวนจากคนจีน
ทางเลือกของไทย จึงอยู่ที่ว่า เราจะเลือกวางทุเรียนไทยให้แข่งขันในจีนอย่างไรต่อจากนี้ ซึ่งนับวันก็ยิ่งดุเดือดจนยิ่งเป็นทะเลเลือดแบบนี้ไปเรื่อย ๆ
แต่ที่แน่ ๆ คือ ตอนนี้ทุเรียนไทยเสียแชมป์ปริมาณส่งออกให้กับเวียดนามไปแล้ว การแข่งขันเพื่อผลิตออกมาให้เยอะ ๆ กว่านี้เลยทำได้ยากขึ้น
และภาพของเศรษฐีสวนทุเรียนในไทย ก็อาจถูกพูดถึงน้อยลง เพราะหลายปีมานี้ เกษตรกรต่างก็แห่ไปปลูกทุเรียนกันจนล้นตลาด
และปัญหาที่ใหญ่กว่า คือการเติบโตที่ผ่านมา เราพึ่งพาแต่จีนเป็นส่วนใหญ่
และเมื่อลูกค้าจีนเริ่มปันใจให้กับทุเรียนชาติอื่น
ราชาผลไม้ไทยที่เคยไร้เทียมทาน ก็อาจกลายเป็นเพียงอดีตที่ถูกลบเลือนด้วยสงครามราคา เหมือนสินค้าเกษตรอื่น ๆ ที่เจอปัญหาราคาตกต่ำซ้ำ ๆ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา..
Reference
- สำนักงานศุลกากรจีน
© 2026 Longtunman. All rights reserved. Privacy Policy.
Blockdit Icon