ราคาน้ำมันดิบโลก พุ่งขึ้น 9% หลังมีความตึงเครียด ที่ช่องแคบฮอร์มุซ

ราคาน้ำมันดิบโลก พุ่งขึ้น 9% หลังมีความตึงเครียด ที่ช่องแคบฮอร์มุซ

หลังจากสหรัฐอเมริกาและอิสราเอล เปิดฉากโจมตีอิหร่าน จนส่งผลให้ผู้นำสูงสุดของอิหร่านเสียชีวิต
และอิหร่าน ได้ตอบโต้ ด้วยการยิงขีปนาวุธและโดรนจำนวนมาก เข้าใส่อิสราเอล และฐานทัพสหรัฐฯ ในหลายประเทศ ทั้งกาตาร์, คูเวต, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, บาห์เรน และจอร์แดน

รวมถึงได้เกิดความตึงเครียดขึ้น ที่ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่ออุปทานน้ำมันทั่วโลก
เนื่องจากมีน้ำมันดิบผ่านจุดนี้ วันละ 20 ล้านบาร์เรล เทียบเท่า 20% ของการบริโภคน้ำมันทั่วโลก
และแทบไม่มีทางเลือกอื่นสำหรับการขนส่งน้ำมันดิบ
โดยการขนส่งน้ำมันดิบของประเทศกาตาร์ คูเวต บาห์เรน และอิหร่าน จะต้องผ่านช่องแคบนี้ทั้งหมด
มีเพียงซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ที่มีเครือข่ายท่อส่งน้ำมัน ช่วยให้สามารถหลีกเลี่ยงช่องแคบฮอร์มุซได้ แต่สามารถขนส่งได้สูงสุดเพียง 2.6 ล้านบาร์เรลต่อวันเท่านั้น
เมื่อเกิดความไม่แน่นอนในตะวันออกกลาง และช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันที่สำคัญของโลก
ทำให้วันนี้ ราคาน้ำมันดิบเบรนต์ พุ่งขึ้นทันทีถึง 9% มาอยู่ที่ 79.25 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
โดยนักวิเคราะห์ประเมินว่า หากความขัดแย้งยืดเยื้อและช่องแคบฮอร์มุซ ถูกปิดกั้นเป็นเวลานาน ราคาน้ำมันดิบ อาจพุ่งสู่ระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล..
อย่างไรก็ตาม ทาง Bloomberg มองว่า แม้ราคาน้ำมันจะกระโดดขึ้น แต่โอกาสเกิด “วิกฤติราคาน้ำมันครั้งใหญ่” แบบในอดีตยังดูไม่สูงนัก
เช่น ราคาน้ำมันดิบ พุ่งเป็น 139 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในปี 2022 หลังรัสเซียบุกยูเครน และหรือปี 2008 ที่ราคาน้ำมันดิบ ทำจุด 147.50 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
เพราะปัจจุบันยังมีอุปทานน้ำมันในตลาดอยู่พอสมควร โดยหลายเดือนที่ผ่านมา อุปทานมากกว่าอุปสงค์ ทำให้สต็อกน้ำมันเริ่มเพิ่มขึ้น
รวมถึงการปฏิวัติ Shale oil ของสหรัฐฯ ซึ่งทำให้สหรัฐฯ มีอำนาจควบคุมราคาน้ำมันมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ขณะที่จีน ซึ่งเป็นผู้ซื้อน้ำมันตะวันออกกลางรายใหญ่ที่สุด (น้ำมันอิหร่านแทบทั้งหมด ถูกขายให้โรงกลั่นจีน) ได้สะสมคลังสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์จำนวนมหาศาล ซึ่งอาจช่วยจำกัดผลกระทบต่อตลาดโลก
และหากจำเป็น ประเทศตะวันตก ก็ยังสามารถระบายคลังสำรองน้ำมันของตนออกมาได้เช่นกัน
สำหรับตลาดพลังงาน ความเสี่ยงใหญ่ที่สุดคือ ช่องแคบฮอร์มุซ ที่เป็นคอขวดการขนส่งน้ำมันโลกประมาณ 20%
การเดินเรือลดลงอย่างมาก แม้ยังมีเรือบางลำผ่านได้โดยไม่มีเหตุการณ์รุนแรง
ถึงแม้จะมีข่าวลือในโซเชียลมีเดีย แต่อิหร่าน ยืนยันว่า ยังไม่ได้ปิดช่องแคบ โดยการหยุดชะงักส่วนใหญ่ตอนนี้ เกิดจากบริษัทขนส่งและอุตสาหกรรมน้ำมัน ที่ตัดสินใจหยุดเดินเรือขนส่งเอง
เนื่องจากบริษัทประกัน ถอนความคุ้มครองบางส่วน และการปฏิบัติตามคำแนะนำด้านความปลอดภัยจากกองทัพเรือสหรัฐฯ
หรือก็คือ เมื่อเวลาเริ่มนับถอยหลัง ช่องแคบฮอร์มุซ จะเป็นตัวตัดสินว่าวิกฤติราคาน้ำมันครั้งนี้ จะจบอย่างไร..
สำหรับประเทศไทย ในปี 2025 ประเทศไทยนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศ คิดเป็นมูลค่า 912,913 ล้านบาท
แม้ไทยไม่ได้นำเข้าน้ำมันดิบจากอิหร่าน แต่ในจำนวนนี้ นำเข้าจากประเทศแถบอ่าวเปอร์เซีย คิดเป็นสัดส่วนต่อมูลค่าน้ำมันดิบทั้งหมด ดังนี้
นำเข้าจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ คิดเป็น 43%
นำเข้าจากซาอุดีอาระเบีย คิดเป็น 12%
นำเข้าจากกาตาร์ คิดเป็น 3%
หากเทียบเป็นสัดส่วนของน้ำมันดิบที่จำเป็นต้องขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ประเทศไทยนำเข้าน้ำมันดิบนี้เป็นสัดส่วนกว่า 58% ของมูลค่าน้ำมันดิบทั้งหมด
พูดง่าย ๆ หากช่องแคบฮอร์มุซถูกปิด น้ำมันดิบมากกว่าครึ่งที่ประเทศไทยนำเข้าจะมีปัญหาในการขนส่ง ซึ่งนอกจากประเทศไทย ประเทศอื่นทั่วโลกที่ต้องนำเข้าน้ำมันก็จะได้รับผลกระทบด้วยเช่นกัน
สำหรับปริมาณสำรองน้ำมันของไทย (1 มีนาคม 2026) มีน้ำมันคงเหลือ 7,660 ล้านลิตร สามารถใช้ได้ 60 วัน
- มีน้ำมันคงเหลือ (น้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูป) 4,877 ล้านลิตร เพียงพอต่อความต้องการใช้ 38 วัน
- น้ำมันดิบที่อยู่ระหว่างขนส่ง (ผ่านช่องแคบฮอร์มุซแล้ว) 1,666 ล้านลิตร และจากแหล่งอื่น 1,117 ล้านลิตร เพียงพอต่อความต้องการใช้ 22 วัน
ซึ่งกระทรวงพลังงาน ก็ได้สั่งด่วน ให้ไทยระงับการส่งออกน้ำมันทุกชนิด เพื่อรักษาความมั่นคงทางพลังงานภายในประเทศ
และรัฐบาลไทย เตรียมใช้มาตรการกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เข้าชดเชยราคาน้ำมัน เพื่อบรรเทาผลกระทบ จากราคาน้ำมันในตลาดโลก ที่กำลังปรับตัวสูงขึ้น..
© 2026 Longtunman. All rights reserved. Privacy Policy.
Blockdit Icon