นราธิวาส จังหวัดเพชรเม็ดงามที่ถูกลืม

นราธิวาส จังหวัดเพชรเม็ดงามที่ถูกลืม

นราธิวาส จังหวัดเพชรเม็ดงามที่ถูกลืม /โดย ลงทุนแมน
ถามว่าจังหวัดไหน มีรายได้เฉลี่ยต่อหัวรั้งท้ายของประเทศ
“นราธิวาส” มักเป็นหนึ่งในจังหวัดที่ปรากฏในสถิติรั้งท้ายของประเทศแทบจะทุกปี
จากข้อมูลในปี 2567 ที่ผ่านมา นราธิวาส มีผลิตภัณฑ์มวลรวมรายจังหวัด หรือ GPP อยู่ที่ 48,293 ล้านบาท หรือมี GPP ต่อหัวอยู่ที่ 64,995 บาท
นั่นหมายความว่า โดยเฉลี่ยแล้ว ประชากร 1 คน มีรายได้ต่อเดือนอยู่ที่ 5,416 บาทเท่านั้น
ทั้งที่จังหวัดนี้ มีขุมทรัพย์ทางธรรมชาติที่สมบูรณ์
มีสินค้า GI ระดับพรีเมียมอย่าง ปลากุเลาเค็มตากใบ ลองกองตันหยงมัส ข้าวหอมกระดังงา
อีกทั้งยังเป็นอีกหนึ่งประตูที่เชื่อมต่อเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย
อะไรคือ กำแพงที่ขวางกั้นศักยภาพของจังหวัดเพชรเม็ดงามปลายด้ามขวานของไทยนี้ไว้ ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
นราธิวาส ถือเป็นอีกจังหวัดที่มีประชากรมาก ซึ่งมากกว่ากลุ่ม 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้อย่าง ยะลา และปัตตานี
โดยมีประชากร 826,000 คน คิดเป็น 1.3% ของประชากรทั้งประเทศ
เป็นที่ตั้งของสถานีรถไฟสุไหงโก-ลก ซึ่งเป็นสถานีรถไฟที่ตั้งอยู่ที่ชายแดน และเป็นหน้าด่านค้าขายกับรัฐกลันตัน จากทางฝั่งมาเลเซีย
โดยสินค้าเกษตรส่งออกหลักของจังหวัดก็คือ
- ยางพารา โดยมีพื้นที่เพาะปลูกกว่า 686,780 ไร่ มากเป็นอันดับ 7 ของประเทศ
- ปาล์มน้ำมัน โดยมีพื้นที่เพาะปลูกกว่า 47,652 ไร่ มากเป็นอันดับ 12 ของประเทศ
หากมองโดยภาพรวมแล้ว นราธิวาส ก็ถือเป็นอีกหนึ่งจังหวัดที่มีทรัพยากรที่อุดมสมบูรณ์ ทั้งทางบกและทางน้ำ โดยมีสินค้าที่ขึ้นทะเบียน GI ในพื้นที่จังหวัดนี้หลายรายการ ไม่ว่าจะเป็น
- ลองกองตันหยงมัส ที่ปลูกในอำเภอระแงะ
- ข้าวหอมกระดังงา ข้าวเจ้าพื้นเมืองพันธุ์ดีของจังหวัด
- ปลากุเลาเค็มตากใบ อีกหนึ่งสินค้าเลื่องชื่อประจำจังหวัด ที่ได้รับคัดเลือกให้เป็นหนึ่งในวัตถุดิบเมนูอาหารค่ำ หรือ Gala Dinner สำหรับเสิร์ฟผู้นำ 21 ประเทศ ที่มาร่วมประชุมเอเปกในปี 2565 ที่ผ่านมา
ถึงแม้ว่า นราธิวาส มีสินค้าจากการเกษตรและการประมง ที่สามารถสร้างรายได้ให้กับคนพื้นที่
แต่นราธิวาส ก็ยังต้องเจอกับต้นทุนทางกายภาพที่สูงมาก
นั่นก็คือ เรื่องระยะทาง โดยเฉพาะถ้าจะส่งสินค้าเกษตร ไปยังตลาดหลักของประเทศ อย่างในพื้นที่กรุงเทพฯ หรือพื้นที่หัวเมืองใหญ่ในภูมิภาคอื่น ๆ
ซึ่งถือเป็นกำแพงใหญ่ ที่กั้นการเติบโตของเศรษฐกิจของจังหวัด
ด้วยระยะห่างจากกรุงเทพฯ กว่า 1,000 กิโลเมตร
ถ้าจะส่งสินค้าผ่านเส้นทางรถไฟ จากสถานีรถไฟสุไหงโก-ลกไปยังกรุงเทพฯ ทำให้ต้องใช้เวลานานกว่า 16-20 ชั่วโมง เพื่อขนส่งสินค้า จากนราธิวาสไปยังกรุงเทพฯ
ด้วยระยะทางที่ไกลมาก ทำให้ต้นทุนที่ต้องขนส่งสินค้า
ที่มาจากนราธิวาสมีต้นทุนที่สูง และก็บีบให้สินค้าที่ส่งออกไปขายนั้น มีราคาสูงตามไปด้วย
ในเมื่อโอกาสทางการค้าภายในประเทศมีน้อยเต็มที
ก็ทำให้อีกหนึ่งทางเลือกในการค้าขาย ของนราธิวาส ก็คือการค้าขายกับชายแดน อย่างในรัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย
โดยนราธิวาสจังหวัดเดียว มีช่องทางการค้ากับมาเลเซียถึง 3 ช่องทางหลัก ได้แก่
- ด่านสุไหงโก-ลก ซึ่งเป็นด่านที่คึกคักที่สุด โดยเชื่อมต่อกับเมืองรันเตาปันจัง ของฝั่งมาเลเซีย เน้นขนส่งค้าปลีก และสินค้าอุปโภคบริโภค
- ด่านตากใบ เน้นการขนส่งทางเรือข้ามฟากข้ามแม่น้ำโก-ลก โดยเน้นขนส่งเป็นผลผลิตทางการเกษตรและของสด
- ด่านบูเก๊ะตา ที่อำเภอแว้ง ด่านนี้เน้นขนส่งสินค้าอุตสาหกรรมเป็นหลัก
ถึงแม้ว่า นราธิวาส จะมีด่านศุลกากรถึง 3 แห่ง
แต่จริง ๆ แล้วก็ต้องบอกว่าแต่ละด่าน ก็จะมีข้อจำกัดหรืออุปสรรค อย่างโครงสร้างพื้นฐาน ที่จะเอื้อต่อการส่งสินค้าออกไปยังประเทศมาเลเซีย อย่าง
- ด่านสุไหงโก-ลก ที่มีสถานีรถไฟขนาดใหญ่อยู่ใต้สุด
จากเดิมที่ด่านนี้ เคยมีการขนส่งสินค้าข้ามแดนผ่านทางรถไฟ
แต่ในตอนนี้ รถไฟที่ข้ามพรมแดน ไม่ได้เปิดให้บริการเหมือนในอดีต จึงทำให้จำเป็นต้องใช้รถบรรทุกขนส่ง ผ่านด่านพรมแดนสุไหงโก-ลก
ซึ่งการขนส่งแบบนี้ ก็ย่อมมีต้นทุนที่สูงกว่า โดยเฉพาะต้นทุนค่าน้ำมัน
- ด่านตากใบ ที่ขาดประสิทธิภาพในการขนส่งเพราะไม่มีถนน หรือสะพานข้ามแม่น้ำโก-ลก ที่จะไปยังชายฝั่งมาเลเซีย ซึ่งการขนส่งที่ด่านนี้ จะต้องใช้แพขนานยนต์ในการข้ามฟาก
ซึ่งจำกัดน้ำหนักและจำนวนรถบรรทุก ทำให้ไม่สามารถขนส่งสินค้าได้อย่างรวดเร็ว
และอีกอย่างคือ ข้อจำกัดของด่านชายแดนทั้ง 3 แห่ง ที่ไม่สามารถเปิดได้ตลอด 24 ชั่วโมงเหมือนที่อื่น ๆ เนื่องจากปัญหาความไม่สงบ ทำให้การค้าในจังหวัดต้องเสียโอกาสไปมาก
ทีนี้เราไปดูด้านอุตสาหกรรม ที่ถือเป็นฟันเฟืองหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจกันบ้าง
ปัจจุบัน นราธิวาสมีโรงงานอุตสาหกรรม ทั้งหมด 192 แห่ง ด้วยทุนจดทะเบียนรวมกันทั้งหมด 5,177 ล้านบาท
โดยโรงงานส่วนใหญ่ ก็จะเป็นโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์การเกษตร อย่าง โรงสีข้าว โรงงานสกัดน้ำมันปาล์มดิบ รวมถึงโรงงานผลิตยางแผ่น
โดยโรงงานอุตสาหกรรมในนราธิวาส รองรับการจ้างงานได้รวมกันเพียง 3,700 คน เท่านั้น
ซึ่งต้องบอกว่าตัวเลขการจ้างงานนี้ ถือว่าน้อยกว่าจังหวัดที่อยู่ใกล้กันมาก ๆ อย่างสงขลา ซึ่งมีโอกาสทางเศรษฐกิจมากกว่า ที่มีการจ้างงานในภาคอุตสาหกรรมกว่า 50,000 คน
หรือแม้แต่ ปัตตานี ที่มีจำนวนประชากรน้อยกว่านราธิวาส แต่กลับมีการจ้างงานในภาคอุตสาหกรรมกว่า 7,000 คน
และถึงแม้ว่า นราธิวาส มีสถาบันการศึกษาประจำจังหวัด อย่าง มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์
แต่สถาบันการศึกษานี้ ก็รองรับนักศึกษาได้เพียง 5,000 คน ซึ่งถือว่าคิดเป็นสัดส่วนที่น้อย เมื่อเทียบกับประชากรทั้งจังหวัด
และสุดท้ายด้วยปริมาณโรงงานอุตสาหกรรม หรือบริษัทต่าง ๆ ที่ไม่มีตำแหน่งงานที่เพียงพอ จะสามารถรองรับเด็กจบใหม่ได้
ก็ทำให้เด็กที่จบมหาวิทยาลัย ก็ต้องสมองไหล ไปหางานทำในจังหวัดใกล้เคียง หรือเมืองใหญ่
ทั้งเศรษฐกิจ ในมุมของสินค้าเกษตร ที่เจอกับข้อจำกัดทางกายภาพ มุมของการค้าที่ด่านชายแดน ที่เจอข้อจำกัดในด้านการขนส่ง และมุมของภาคอุตสาหกรรม ที่มีตำแหน่งงานน้อย เมื่อเทียบกับจังหวัดข้างเคียง
ซึ่งหลาย ๆ จังหวัด ก็ต้องเจอกับโครงสร้างเศรษฐกิจแบบนี้ คือเงียบเหงา ทั้งด้านการค้า และอุตสาหกรรม
ภาพแบบนี้ ก็ไม่ต่างอะไรกับหลาย ๆ จังหวัด ที่ต้องไปหาฟันเฟืองกระตุ้นเศรษฐกิจอีกด้าน นั่นก็คือเรื่องของ “การท่องเที่ยว”
อย่างเช่น แม่ฮ่องสอน บึงกาฬ หรือนครพนม ซึ่งเป็นกลุ่มจังหวัด ที่มีรายได้เฉลี่ยต่อหัวน้อยเช่นกัน โดยจังหวัดเหล่านี้ ก็หันมาโปรโมตอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวอย่างหนัก เพื่อหารายได้เข้าจังหวัด
อย่างไรก็ตาม สำหรับนราธิวาส ท่าโปรโมตการท่องเที่ยว ก็อาจจะเป็นไปได้ค่อนข้างยาก
ถึงแม้ว่าจะมีธรรมชาติ ป่า เขา ทะเลที่สวยงาม
แต่ก็ยังอยู่ไกลจากกรุงเทพฯ และจังหวัดอื่น ๆ ในไทยมาก
แถมยังต้องเจอคู่แข่งในภูมิภาคเดียวกัน ที่เด่นในด้านการท่องเที่ยวมากกว่า อย่างกระบี่ ตรัง รวมไปถึงสงขลา อีกด้วย
มิหนำซ้ำยังถูกซ้ำเติมด้วยปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
ซึ่งอุปสรรคเหล่านี้ ก็ทำให้ภาคการท่องเที่ยวของนราธิวาสต้องสะดุด โดยในปี 2567 ที่ผ่านมา มีจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งหมด 106,766 คน และน้อยที่สุดเป็นอันดับ 3 ของภาคใต้
โดยภาคการท่องเที่ยวสร้างเม็ดเงินให้กับจังหวัด 4,470 ล้านบาท ซึ่งยังถือว่าน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับอีกหนึ่งจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างยะลา ที่การท่องเที่ยวสร้างรายได้ให้กับจังหวัด 7,392 ล้านบาท
ซึ่งข้อจำกัด หรืออุปสรรคที่ขัดขวางการเติบโตของเศรษฐกิจของจังหวัด ที่กล่าวมา
ถือเป็นโจทย์ หรือความท้าทายของภาครัฐ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการกระตุ้นเศรษฐกิจของนราธิวาสผ่านในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็น
- การส่งเสริมพื้นที่อุตสาหกรรมเกษตรภายในจังหวัด เอายางพารา ปาล์มน้ำมัน ไปต่อยอดเป็นสินค้าที่คนต้องใช้จริง ๆ ได้มากขึ้น
พร้อมตั้งบริษัทภายในจังหวัดเพื่อดึงดูดคนทำงาน หรือเด็กจบใหม่ ให้ไม่ต้องไปทำงานนอกจังหวัด
- การส่งเสริมด้านการท่องเที่ยว โดยใช้โอกาสที่สินค้า บริการ หรือค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ภายในจังหวัดยังมีราคาถูก และสร้าง Ecosystem ด้านการท่องเที่ยวภายในจังหวัดที่มีคุณภาพ ในค่าใช้จ่ายที่คุ้มค่า
- เพิ่มมูลค่าให้สินค้า GI ของจังหวัด อย่างปลากุเลาเค็ม และข้าวหอมกระดังงา โดยสร้างแบรนด์ให้มีความพรีเมียม และเป็นสากลสามารถเป็นของฝาก หรือตีตลาดต่างประเทศ อย่าง มาเลเซีย สิงคโปร์ จีน ญี่ปุ่น หรือประเทศต่าง ๆ ได้มากขึ้น
ทั้งหมดนี้ ก็เพื่อปลดล็อกศักยภาพของจังหวัดนราธิวาส ให้ Hidden Gem แห่งปลายด้ามขวานประเทศไทย ได้เปล่งประกาย..
© 2026 Longtunman. All rights reserved. Privacy Policy.
Blockdit Icon