
ซาอุดีอาระเบีย เร่งส่งออกน้ำมัน ผ่านท่อ ฝ่าการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ตอนนี้ฟื้นปริมาณส่งได้กว่าครึ่งหนึ่ง ของช่วงก่อนสงครามแล้ว
ซาอุดีอาระเบีย กำลังเร่งเพิ่มการส่งออกน้ำมันอย่างมีนัยสำคัญ ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ที่นำไปสู่การปิดช่องแคบฮอร์มุซ หนึ่งในเส้นทางขนส่งพลังงานที่สำคัญที่สุดของโลก
ข้อมูลล่าสุดระบุว่า ปริมาณการขนส่งน้ำมันดิบผ่านท่าเรือยันบู บริเวณชายฝั่งทะเลแดงของซาอุดีอาระเบีย พุ่งขึ้นแตะระดับเฉลี่ยราว 4.19 ล้านบาร์เรลต่อวันในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นถึง 185% จากระดับประมาณ 1.47 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนกุมภาพันธ์ ที่เคยขนส่งผ่านท่าเรือนี้
การเพิ่มขึ้นดังกล่าว เป็นผลจากการเร่งใช้งานท่อส่งน้ำมันระยะทางกว่า 1,200 กิโลเมตร ที่ลำเลียงน้ำมันจากแหล่งผลิตทางตะวันออกของประเทศไปยังท่าเรือยันบูโดยตรง ช่วยให้ซาอุดีอาระเบียสามารถหลีกเลี่ยงช่องแคบฮอร์มุซที่ถูกปิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ก่อนเกิดสงคราม ซาอุดีอาระเบียมีการส่งออกน้ำมันรวมราว 7 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งล่าสุดประเทศสามารถฟื้นกำลังการส่งออกได้แล้วมากกว่าครึ่งหนึ่ง
สะท้อนถึงความสำเร็จเบื้องต้นของแผนสำรองด้านพลังงานที่ถูกวางไว้ล่วงหน้า
ทั้งนี้ ซาอุดีอาระเบีย ได้ลงทุนสร้างท่อส่งน้ำมัน ในช่วงทศวรรษ 1980 หรือในตอนที่เกิดสงครามอิหร่าน-อิรัก เพื่อช่วยลดความเสี่ยงในการพึ่งพาการส่งออกน้ำมันทางใดทางหนึ่งมากเกินไป
โดยท่อนี้ จะเริ่มต้นที่เมือง Abqaiq ในอ่าวเปอร์เซีย ลากยาวมาถึงเมือง Yanbu ในทะเลแดงของอียิปต์ แล้วค่อยขนถ่ายน้ำมันลงเรือออกไปยังทะเลแทน ซึ่งปัจจุบัน การปรับปรุงอย่างต่อเนื่องของซาอุดีอาระเบีย ทำให้ท่อนี้รองรับการส่งได้สูงสุดวันละ 7 ล้านบาร์เรล
ในขณะเดียวกัน บริเวณชายฝั่งทะเลแดงใกล้ท่าเรือยันบู เริ่มมีการจราจรทางเรือหนาแน่น โดยมีเรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่ ทั้งประเภทซูเปอร์แทงก์เกอร์และซูเอซแมกซ์อย่างน้อย 32 ลำ จอดรอเพื่อบรรทุกน้ำมัน ขณะที่ยังมีเรืออีกจำนวนหนึ่ง อยู่ระหว่างเดินทางเข้ามา
สถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งปกติรองรับการขนส่งน้ำมันราว 20% ของโลก ถูกปิดลง ส่งผลให้ผู้ผลิตพลังงานในภูมิภาคจำนวนมากต้องลดกำลังการผลิต เนื่องจากข้อจำกัดด้านการขนส่งและคลังเก็บที่เริ่มเต็ม
หน่วยงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) เตือนว่า ความขัดแย้งครั้งนี้กำลังก่อให้เกิดการหยุดชะงักของอุปทานน้ำมัน ที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ตลาดโลก
แม้ประเทศอื่นในภูมิภาคจะพยายามหาทางออกเช่นกัน แต่ซาอุดีอาระเบียถือเป็นผู้ผลิตรายเดียวที่มีทางเลือกสำรองในระดับที่มีนัยสำคัญ
แม้ประเทศอื่นในภูมิภาคจะพยายามหาทางออกเช่นกัน แต่ซาอุดีอาระเบียถือเป็นผู้ผลิตรายเดียวที่มีทางเลือกสำรองในระดับที่มีนัยสำคัญ
ขณะที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ แม้จะมีท่อส่งน้ำมันไปยังอ่าวโอมาน แต่ก็ยังเผชิญความเสี่ยงจากการโจมตีด้วยโดรน ซึ่งทำให้ท่าเรือฟูไจราห์ต้องหยุดดำเนินการเป็นระยะ
ทั้งนี้ ซาอุดีอาระเบียยังมีแผนเพิ่มการขนถ่ายน้ำมันผ่านท่าเรือฝั่งทะเลแดงต่อไป และเปิดทางให้ลูกค้าระยะยาว สามารถเลือกรับน้ำมันจากท่าเรือยันบูได้
ความเคลื่อนไหวทั้งหมด สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของซาอุดีอาระเบีย ในการลดการพึ่งพาช่องแคบฮอร์มุซ และรักษาเสถียรภาพการส่งออกพลังงาน ท่ามกลางวิกฤติภูมิรัฐศาสตร์ ที่กำลังสั่นคลอนระบบพลังงานโลกอย่างรุนแรง..