ถ้าความขัดแย้งในตะวันออกกลาง รุนแรงขึ้น จนกระทบสายเคเบิลใต้ทะเล โลกอาจเสี่ยง “อินเทอร์เน็ตล่ม” ครั้งประวัติศาสตร์

ถ้าความขัดแย้งในตะวันออกกลาง รุนแรงขึ้น จนกระทบสายเคเบิลใต้ทะเล โลกอาจเสี่ยง “อินเทอร์เน็ตล่ม” ครั้งประวัติศาสตร์

สงคราม "ใต้สมุทร" ที่เดิมพันด้วยอินเทอร์เน็ตโลก
เมื่อทะเลแดง กำลังกลายเป็นคอขวดใหม่ ที่อันตรายกว่าวิกฤตการณ์น้ำมัน..
ถ้าถามว่าอะไรคือ "เส้นเลือดใหญ่" ของเศรษฐกิจโลก ?
หลายคนคงนึกถึง "น้ำมัน" ที่ไหลผ่านช่องแคบฮอร์มุซ หรือ "สินค้าคอนเทนเนอร์" ที่แล่นผ่านคลองสุเอซ
แต่ในโลกปี 2026 มีสิ่งหนึ่งที่สำคัญกว่า และเปราะบางกว่า กำลังถูกคุกคาม
นั่นคือ "สายเคเบิลใยแก้วนำแสงใต้ทะเล" (Submarine Cables)
ข้อมูลล่าสุดระบุว่า ความตึงเครียดระหว่าง สหรัฐฯ-อิหร่าน และกลุ่มฮูตี ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การยิงขีปนาวุธใส่กันบนบกอีกต่อไป แต่กำลังลุกลามลงสู่ "ก้นบึ้งของมหาสมุทร" ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะ "Internet Blackout" ครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่โลกเคยเจอ
- คนส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดว่าอินเทอร์เน็ตวิ่งผ่านดาวเทียม แต่ในความเป็นจริง ข้อมูลกว่า 99% ของโลก ทั้งการโอนเงินระหว่างประเทศ, การดึงข้อมูลจาก Cloud, การเทรดหุ้น ไปจนถึงการประชุม Zoom ล้วนวิ่งผ่าน สายเคเบิลใต้ทะเล
โดยเฉพาะในทะเลแดง ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่เชื่อมต่อ 3 ทวีป (เอเชีย-ยุโรป-แอฟริกา)
ที่มีสายเคเบิลสำคัญอย่างน้อย 17 เส้นพาดผ่านพื้นที่นี้
จึงเปรียบเสมือน "ทางด่วนข้อมูล" ที่ยัดเยียดการจราจรดิจิทัลมหาศาลไว้ในคอขวดแคบ ๆ
- ในอดีต มหาอำนาจสู้กันเพื่อแย่งชิงบ่อน้ำมัน (Barrels) แต่ปัจจุบัน สงครามกำลังเปลี่ยนมาแย่งชิง "ช่องสัญญาณ" (Bandwidth)
ทำไมทะเลแดงถึงอันตราย ?
เพราะน้ำในทะเลแดงค่อนข้างตื้น สายเคเบิลที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเท่ากับ "สายยางรดน้ำต้นไม้" จึงถูกทำลายได้ง่ายมาก เพียงแค่การลากสมอเรือผิดจุด หรือการวางระเบิดใต้น้ำขนาดเล็ก ก็สามารถตัดขาดการสื่อสารของคนนับล้านได้ทันที
ในช่วงปี 2024-2025 เราเริ่มเห็นกลุ่มฮูตีที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน ใช้กลยุทธ์ตัดสายเคเบิล เพื่อสร้างแรงกดดันต่อชาติตะวันตก ผลที่ตามมาคือความเสียหายทางเศรษฐกิจที่ประเมินค่าไม่ได้
- เมื่อ Big Tech ต้องหยุดชะงัก
สถานการณ์ล่าสุดในปี 2026 รุนแรงจนบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่เริ่มขยับตัว
Meta ตัดสินใจระงับการวางสายเคเบิลโครงการ 2Africa Pearls ในส่วนที่พาดผ่านอ่าวเปอร์เซียและทะเลแดง ซึ่งโครงการนี้เดิมถูกตั้งเป้าให้เป็นโครงข่ายที่ใหญ่ที่สุดเพื่อเชื่อมต่อคนหลายพันล้านคน
Alcatel Submarine Networks บริษัทผู้เชี่ยวชาญด้านการวางสายเคเบิลสัญชาติฝรั่งเศส ถึงกับต้องประกาศภาวะเหตุสุดวิสัย (Force Majeure) เพราะเรือวางสายเคเบิลไม่สามารถเข้าพื้นที่ได้เนื่องจากความเสี่ยงด้านความปลอดภัย
เมื่อโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้หยุดชะงัก ผลกระทบจะตกอยู่ที่บริษัทอย่าง Google, Microsoft และ Amazon ที่ลงทุนมหาศาลในศูนย์ข้อมูล (Data Center) ทั่วภูมิภาคตะวันออกกลางและอินเดีย หากสายเคเบิลขาด ประสิทธิภาพของ Cloud และระบบ AI ที่ต้องใช้พลังประมวลผลมหาศาลจะร่วงลงทันที
- ปกติแล้วสายเคเบิลใต้ทะเลขาดเป็นเรื่องปกติ (เฉลี่ยทั่วโลกสัปดาห์ละหลายครั้ง) จากภัยธรรมชาติหรืออุบัติเหตุ และมักจะซ่อมเสร็จในไม่กี่วัน
แต่ในทะเลแดง ปัญหาไม่ใช่เรื่องเทคนิค แต่เป็นเรื่องการเมือง
เรือซ่อมแซมสายเคเบิลต้องขออนุญาตเข้าน่านน้ำ ซึ่งในสภาวะสงครามที่ไม่มีใครยอมใคร การขออนุญาตกลายเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ หรือแม้จะเข้าได้ ก็เสี่ยงต่อการถูกโจมตีโดยโดรนหรือขีปนาวุธ
นี่คือสิ่งที่น่ากลัวที่สุด เพราะหมายความว่าถ้า "เน็ตล่ม" มันอาจจะล่มยาวนานกว่าที่คิด..
- ใครคือผู้รับผลกระทบ ?
สถาบันการเงิน : ระบบ SWIFT และการโอนเงินข้ามประเทศจะล่าช้าหรือหยุดชะงัก
ผู้บริโภคทั่วไป : ความเร็วอินเทอร์เน็ต จะตกลงอย่างน่าตกใจ เพราะข้อมูลต้องวิ่งอ้อมโลกไปเส้นทางอื่น (เช่น อ้อมแหลมกู๊ดโฮป หรือผ่านมหาสมุทรแปซิฟิก) ซึ่งมี Latency สูงกว่ามาก
รัฐบาลต่าง ๆ : จะสูญเสียช่องทางการสื่อสารที่ปลอดภัย
สรุปแล้ว อินเทอร์เน็ตถูกออกแบบมาให้ยืดหยุ่น แต่ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้รับมือกับสงครามทำลายล้างโครงสร้างพื้นฐาน
ในวันที่โลกพึ่งพา AI และเศรษฐกิจดิจิทัลมากกว่ายุคไหน ๆ
การขาดแคลน Bandwidth อาจส่งผลกระทบรุนแรงพอ ๆ กับการขาดแคลนน้ำมันในอดีต
และถ้าทะเลแดงยังคงเป็น "สมรภูมิ" ของมหาอำนาจ
ความมั่นคงดิจิทัลที่เราเคยเชื่อว่าแน่นอน ก็อาจจะสั่นคลอนได้ทุกเมื่อ
เพราะในโลกยุคใหม่... ใครที่คุมสายเคเบิลใต้ทะเลได้ คือคนที่กุมอำนาจในการปิด-เปิดเศรษฐกิจโลก..
Reference : Better World Campaign, Times of India
© 2026 Longtunman. All rights reserved. Privacy Policy.
Blockdit Icon