
3 วิธีเช็กความแข็งแกร่งของหุ้นในพอร์ต ในช่วงพายุเงินเฟ้อ
3 วิธีเช็กความแข็งแกร่งของหุ้นในพอร์ต ในช่วงพายุเงินเฟ้อ /โดย ลงทุนแมน
ในช่วงที่ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น จนหลายคนกลัวว่าเงินเฟ้อจะกลับมา และอาจต้องตามมาด้วยการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย
ทำให้ธุรกิจจำนวนมาก นอกจากจะต้องรับมือกับราคาน้ำมันที่เป็นต้นทุนในแทบทุกอุตสาหกรรมแล้ว
ยังต้องรับมือกับต้นทุนทางการเงิน ที่อาจเพิ่มขึ้นด้วย
ยังต้องรับมือกับต้นทุนทางการเงิน ที่อาจเพิ่มขึ้นด้วย
ซึ่งสิ่งเหล่านี้ ย่อมกระทบกับอัตรากำไรของบริษัทอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
แล้วในฐานะนักลงทุน เราจะมีวิธีดูอย่างไรว่า ธุรกิจที่เราลงทุนอยู่นั้น จะสามารถผ่านพ้นวิกฤตินี้ไปได้ ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
1. เวลาที่ดอกเบี้ยเป็นขาขึ้น ศัตรูตัวฉกาจที่สุดของธุรกิจก็คือ ภาระหนี้สินที่มีอยู่
ยิ่งถ้าบริษัทไหนกู้เงินมามหาศาล แม้ดอกเบี้ยจะขยับขึ้นเพียง 1% ต้นทุนทางการเงินของบริษัท ก็อาจพุ่งสูงขึ้นหลายร้อยล้านบาท หรืออาจเป็นพันล้านบาท ได้เลยทีเดียว
ซึ่งทำให้กำไรที่หามาได้ อาจถูกกลืนกินไปกับค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยจนหมด
คุณสมบัติแรกของบริษัทที่จะรอดพ้นจากวิกฤติได้ คือบริษัทมีหนี้ไม่มากจนเกินไป
โดยเราอาจดูได้จากอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน หรือที่เรียกกันว่า D/E Ratio ในงบการเงิน แล้วไปเทียบกับคู่แข่งในอุตสาหกรรมเดียวกัน
นอกจาก D/E แล้ว สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ “ความสามารถในการจ่ายดอกเบี้ย” (Interest Coverage Ratio) ซึ่งหาได้จาก กำไรจากการดำเนินงาน (EBIT) หารด้วย ค่าใช้จ่ายดอกเบี้ย ยิ่งตัวเลขนี้สูงเท่าไร ก็แสดงว่าบริษัทมีกำไรเหลือเฟือพอที่จะจ่ายดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นได้ โดยไม่กระทบต่อความอยู่รอด
และหากเราเจาะลึกไปในหมายเหตุประกอบงบการเงิน ถ้าบริษัทไหนมีสัดส่วนหนี้เป็น “อัตราดอกเบี้ยคงที่” (Fixed Rate) มากกว่าดอกเบี้ยลอยตัว บริษัทนั้นก็จะเหมือนมีเกราะป้องกัน ไม่ให้ต้นทุนทางการเงินพุ่งสูงขึ้นตามประกาศของธนาคารกลาง
นอกจากนี้ เรายังสามารถนำหนี้สินหมุนเวียน ซึ่งเป็นหนี้ที่บริษัทจะต้องจ่ายคืนภายใน 1 ปี ไปเทียบกับเงินสดหรือสินทรัพย์เทียบเท่า ที่บริษัทมีอยู่อีกชั้นหนึ่งก็ได้
ซึ่งถ้าบริษัทมีเงินสดมากกว่าหนี้สินหมุนเวียน ก็แสดงว่าบริษัทนั้นยังมีความเสี่ยงค่อนข้างต่ำ
และยิ่งถ้าธุรกิจมีเงินสดมากกว่าหนี้สินที่มีดอกเบี้ยทั้งหมด ก็จะทำให้บริษัทแทบไม่ต้องกังวลเรื่องการปรับขึ้นดอกเบี้ยเลย แถมยังอาจได้ดอกเบี้ยรับเพิ่มขึ้นอีกด้วย
แต่ต้องบอกว่า ไม่ใช่หนี้สินทั้งหมดในงบการเงินจะน่ากลัวเสมอไป เพราะในฐานะนักลงทุน เราต้องแยกให้ออกระหว่างหนี้ที่มีดอกเบี้ย และหนี้ที่ไม่มีดอกเบี้ย
โดยหนี้ที่ไม่มีดอกเบี้ย เช่น
- เจ้าหนี้การค้า ซึ่งเป็นเงินที่บริษัทค้างชำระซัปพลายเออร์จากการซื้อวัตถุดิบและสินค้า
- รายได้รับล่วงหน้า เป็นเงินที่บริษัทรับจากลูกค้ามาก่อนที่จะมีการส่งมอบสินค้าหรือบริการ
- เจ้าหนี้การค้า ซึ่งเป็นเงินที่บริษัทค้างชำระซัปพลายเออร์จากการซื้อวัตถุดิบและสินค้า
- รายได้รับล่วงหน้า เป็นเงินที่บริษัทรับจากลูกค้ามาก่อนที่จะมีการส่งมอบสินค้าหรือบริการ
หนี้เหล่านี้ถือเป็นหนี้ดีที่สะท้อนให้เห็นถึงอำนาจต่อรองของบริษัท เพราะสามารถนำเงินของคนอื่น มาหมุนเวียนใช้ในกิจการได้ ทำให้ความจำเป็นในการกู้เงินนั้นมีน้อยลง
2. โมเดลธุรกิจที่ยืมเงินคนอื่นมาใช้ก่อนฟรี ๆ
ยิ่งถ้าหากว่าบริษัทไหน มีโมเดลธุรกิจที่รับเงินจากลูกค้ามาก่อน แล้วจ่ายให้ซัปพลายเออร์ทีหลัง ก็จะช่วยเสริมสภาพคล่องเข้าไปอีก
ยิ่งถ้าหากว่าบริษัทไหน มีโมเดลธุรกิจที่รับเงินจากลูกค้ามาก่อน แล้วจ่ายให้ซัปพลายเออร์ทีหลัง ก็จะช่วยเสริมสภาพคล่องเข้าไปอีก
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดที่สุด ก็คือธุรกิจค้าปลีกยักษ์ใหญ่อย่าง 7-Eleven ที่รับเงินจากลูกค้าทันที แต่กว่าจะจ่ายเงินคืนให้คู่ค้าที่นำสินค้าเข้ามาวางขาย ก็ผ่านไปหลักเดือน
ทำให้ในระหว่างนี้ บริษัทสามารถนำเงินไปลงทุน หมุนเวียนใช้จ่าย หรือแม้แต่ฝากธนาคารเพื่อกินดอกเบี้ย
โดยที่ไม่จำเป็นต้องไปกู้เงินมาเพิ่มเลย
โดยที่ไม่จำเป็นต้องไปกู้เงินมาเพิ่มเลย
โดยเรื่องนี้เราสามารถดูได้จากวงจรเงินสด (Cash Cycle) ของแต่ละบริษัท ซึ่งถ้าติดลบมาอย่างต่อเนื่อง ก็แสดงว่าบริษัทนั้นมีเงินมาหมุนฟรี ๆ แทบไม่มีต้นทุนอะไรเลย
และสิ่งที่ควรดูควบคู่กันไปคือ Free Cash Flow โดยบริษัทที่มีกระแสเงินสดอิสระเป็นบวกอย่างสม่ำเสมอ จะมีความยืดหยุ่นในการรับมือกับวิกฤติได้มากกว่า
มาถึงตรงนี้เราก็คงเห็นแล้วว่า ธุรกิจที่จะฝ่าด่านต้นทุนทางการเงินไปได้ ก็คือธุรกิจที่มีหนี้ที่มีดอกเบี้ยน้อย หรือถ้าให้ดีกว่านั้น คือธุรกิจที่ยืมเงินจากคนอื่นมาใช้ก่อนฟรี ๆ
ซึ่งก็จะทำให้บริษัท แทบไม่ต้องกู้เงินจากธนาคารหรือออกหุ้นกู้เลย ถ้าไม่ได้มีการลงทุนขนาดใหญ่จริง ๆ
ก่อนปิดท้าย ลงทุนแมนก็อยากจะฝากอาวุธอีกชิ้นหนึ่งที่ไม่ควรพลาด ในช่วงสถานการณ์ที่เงินเฟ้อ ทวีความรุนแรงมากขึ้น
3. อาวุธนั้นก็คือ Pricing Power หรืออำนาจในการกำหนดราคา
ในยุคที่ต้นทุนทุกอย่างแพงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นน้ำมัน ค่าไฟ ค่าขนส่ง หรือค่าวัตถุดิบ
บริษัททั่วไปอาจต้องยอมแบกรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นไว้กับตัวเอง เพราะกลัวว่าถ้าขึ้นราคาแล้ว ลูกค้าจะลดการซื้อลง หรือหนีไปหาคู่แข่ง
แต่สำหรับบริษัทที่มีอำนาจกำหนดราคา พวกเขาจะสามารถผลักภาระต้นทุน ไปให้ผู้บริโภคได้อย่างแนบเนียน
ไม่ว่าจะเป็นการปรับขึ้นราคาสินค้าตรง ๆ หรือใช้วิธีลดปริมาณลงในราคาเท่าเดิม โดยที่ลูกค้าก็ยังคงภักดีต่อธุรกิจ ยอมควักเงินจ่ายเหมือนเดิม ไม่หนีไปไหน
บริษัทที่ทำแบบนี้ได้ มักจะเป็นบริษัทที่มีแบรนด์แข็งแกร่ง หรือเป็นผู้ผลิตสินค้าที่จำเป็นต่อชีวิตประจำวัน แบบที่ว่าถึงราคาแพงขึ้น เราก็ยังต้องกินต้องใช้อยู่ดี
ตัวอย่างเช่น ผลิตภัณฑ์ iPhone ของ Apple ที่แม้ราคาจะขยับสูงขึ้น แต่ฐานลูกค้าเดิมก็ยังคงเหนียวแน่น
นอกจากเรื่องแบรนด์แล้ว เรายังดูได้จากงบการเงิน ในส่วนของอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) ที่มาจาก
(ยอดขาย - ต้นทุนขาย) * 100% / ยอดขาย
ถ้าในช่วงที่ดอกเบี้ยและน้ำมันเป็นขาขึ้น บริษัทสามารถรักษาอัตรากำไรขั้นต้นไว้ได้อย่างสม่ำเสมอ และยอดขายไม่ตก ก็อาจมองได้ว่าบริษัทนั้น มีความสามารถในการผลักภาระต้นทุนไปยังลูกค้าได้นั่นเอง
ซึ่งอำนาจในการกำหนดราคานี้เอง ที่ช่วยให้บริษัทสามารถรักษาส่วนต่างกำไรเอาไว้ได้ แม้ในยามที่พายุเงินเฟ้อ จะโหมกระหน่ำรุนแรง
สรุปแล้วในช่วงเวลาที่เงินเฟ้อและดอกเบี้ยขาขึ้น กำลังทดสอบความแข็งแกร่งของธุรกิจ
บริษัทที่จะอยู่รอดและเติบโตได้ อาจไม่ใช่บริษัทที่มีเทคโนโลยีล้ำสมัยที่สุด หรือมีการเติบโตที่หวือหวาที่สุดเสมอไป
แต่คือบริษัทที่มีรากฐานมั่นคง อาทิ
- หนี้ที่มีดอกเบี้ยน้อย หรือไม่มีเลย
- มีกระแสเงินสดต้นทุนต่ำ หรือใช้เงินคนอื่นมาหมุนเวียนได้ฟรี
- มีอำนาจในการกำหนดราคาอยู่ในมือ เพื่อรักษา Margin ในวันที่ต้นทุนแพง
- หนี้ที่มีดอกเบี้ยน้อย หรือไม่มีเลย
- มีกระแสเงินสดต้นทุนต่ำ หรือใช้เงินคนอื่นมาหมุนเวียนได้ฟรี
- มีอำนาจในการกำหนดราคาอยู่ในมือ เพื่อรักษา Margin ในวันที่ต้นทุนแพง
ซึ่งทั้ง 3 อย่างนี้ จะเป็นเหมือนตัวเสริมแกร่ง ที่จะสามารถช่วยให้ธุรกิจ ผ่านพ้นวิกฤติไปได้ และอาจกลายเป็นผู้ชนะหลังจากที่พายุเงินเฟ้อนั้น สิ้นสุดลง..