
อธิบายเรื่อง การจ่ายหนี้ของอินฟลูสาว ตามกฎหมายไทย ดอกเบี้ยเกินกำหนด จ่ายแค่เงินต้นคืนได้ไหม ?
อธิบายเรื่อง การจ่ายหนี้ของอินฟลูสาว ตามกฎหมายไทย ดอกเบี้ยเกินกำหนด จ่ายแค่เงินต้นคืนได้ไหม ? /โดย ลงทุนแมน
ไม่กี่วันมานี้ มีประเด็นหนึ่งที่สังคมให้ความสนใจ นั่นคือ มีเจ้าหนี้จำนวนหนึ่งออกมาโพสต์ทวงหนี้จากอินฟลูฯ สาวคนหนึ่ง เพราะยืมแล้วไม่คืน หรือบางคนถึงจะได้เงินคืนก็ไม่เต็มจำนวนตามสัญญา
ไม่กี่วันมานี้ มีประเด็นหนึ่งที่สังคมให้ความสนใจ นั่นคือ มีเจ้าหนี้จำนวนหนึ่งออกมาโพสต์ทวงหนี้จากอินฟลูฯ สาวคนหนึ่ง เพราะยืมแล้วไม่คืน หรือบางคนถึงจะได้เงินคืนก็ไม่เต็มจำนวนตามสัญญา
พอเรื่องเป็นแบบนี้ แทนที่อินฟลูฯ สาวจะจ่ายเงินต้นและดอกเบี้ยทั้งหมด เธอกลับบอกว่า จะจ่ายคืนเฉพาะเงินต้นเท่านั้น เพราะดอกเบี้ยที่โดนคิดนั้นสูงเกินไป จนไม่สามารถจ่ายไหวแล้ว
คำถามคือ อินฟลูฯ สาวสามารถทำแบบนี้ได้หรือไม่ แม้ว่าจะมีสัญญาก็ตาม ?
ตามกฎหมาย ดอกเบี้ยเงินกู้มีรายละเอียดอย่างไร ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
ตามกฎหมาย ดอกเบี้ยเงินกู้มีรายละเอียดอย่างไร ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
อัตราดอกเบี้ยกู้ยืมเงินตามกฎหมายไทย จะแบ่งตามประเภทของผู้ให้กู้
โดยถ้าเป็นสถาบันการเงิน หรือผู้ให้บริการที่ได้รับใบอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย จะสามารถคิดดอกเบี้ยสินเชื่อส่วนบุคคลได้สูงสุดไม่เกิน 25% ต่อปี
แต่สำหรับการกู้ยืมระหว่างบุคคลทั่วไป เช่น ให้เพื่อน ญาติ หรือคนรู้จักยืม จะคิดดอกเบี้ยสูงสุดไม่เกิน 15% ต่อปี
ซึ่งหากเขียนสัญญาเกิน 15% ต่อปี ดอกเบี้ยจะเป็นโมฆะทั้งหมด หรือพูดง่าย ๆ ว่า ผู้กู้ไม่ต้องจ่ายดอกเบี้ยเลย ไม่ใช่ลดลงมาเหลือ 15%
นั่นหมายความว่า ต่อให้อินฟลูฯ สาวมีดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายตามสัญญาเป็นแสนหรือล้านบาท ถ้าคิดดอกเบี้ยเกิน 15% ต่อปี ดอกเบี้ย = 0 ทันที เพราะขัดต่อกฎหมาย
ทั้งนี้ในส่วนเงินต้น สัญญาจะยังคงมีผลสมบูรณ์
ดังนั้นอินฟลูฯ สาวก็ต้องคืนเงินต้นทั้งหมดอยู่ดี
ดังนั้นอินฟลูฯ สาวก็ต้องคืนเงินต้นทั้งหมดอยู่ดี
แต่ถ้าดอกเบี้ยไม่เกิน 15% ต่อปี คนกู้จะต้องคืนทั้งเงินต้น ดอกเบี้ยตามสัญญา รวมถึงดอกเบี้ยผิดนัด ซึ่งบวกได้สูงสุดอีก 3% จากดอกเบี้ยตามสัญญา แต่ต้องไม่เกินอัตราสูงสุดที่กฎหมายกำหนด
กลับมาที่กรณีที่เจ้าหนี้คิดดอกเบี้ยเกินข้อกำหนด แล้วถ้าจ่ายดอกเบี้ยบางส่วนไปแล้ว เงินก้อนนั้นจะไปไหนต่อ ?
คำตอบคือ การที่เจ้าหนี้คิดดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด ถือว่าเจ้าหนี้ทำผิดกฎหมายฝ่ายเดียว
ดังนั้นดอกเบี้ยที่ผู้กู้จ่ายไปแล้ว ต้องนำไปหักออกจากเงินต้น
ดังนั้นดอกเบี้ยที่ผู้กู้จ่ายไปแล้ว ต้องนำไปหักออกจากเงินต้น
เช่น ถ้าเรากู้เงิน 10,000 บาท จ่ายดอกเบี้ยที่ผิดกฎหมายไปแล้ว 3,000 บาท
ในทางกฎหมายจะถือว่าเราเหลือหนี้เงินต้นจริง ๆ เพียง 7,000 บาทเท่านั้น
ในทางกฎหมายจะถือว่าเราเหลือหนี้เงินต้นจริง ๆ เพียง 7,000 บาทเท่านั้น
พอเรื่องเป็นแบบนี้ ทำให้คนปล่อยกู้นอกระบบบางคน มักไม่เขียนอัตราดอกเบี้ยที่เกินจริงลงไปตรง ๆ เพราะส่วนใหญ่จะรู้ข้อกฎหมายนี้ดี
พวกเขาจะใช้วิธีเขียนยอดกู้สูงกว่าความจริง เช่น กู้จริง 10,000 บาท แต่ในสัญญาเขียนว่ากู้ 15,000 บาท บวกดอกเบี้ยล่วงหน้าไปในเงินต้น เพื่อให้ดูเหมือนว่าคิดดอกเบี้ยไม่เกิน 15%
หรือให้เซ็นสัญญาเปล่า แล้วไปกรอกตัวเลขทีหลัง..
แต่คนกู้ก็สามารถเอาหลักฐานมายืนยันว่า เงินที่เข้ากระเป๋าจริงคือเท่าไรได้เช่นกัน เช่น สลิปโอนเงิน และแช็ตข้อความที่มีการสนทนายืนยันการกู้ยืมและยอดเงินชัดเจน
ดังนั้นหากมีการฟ้องร้อง แล้วสามารถพิสูจน์ได้ว่า รับเงินมาแค่ 10,000 บาท ศาลจะบังคับให้จ่ายคืนแค่ 10,000 บาทเท่านั้น ส่วนอีก 5,000 บาทที่เขียนเกินมาจะถือเป็นดอกเบี้ยที่ผิดกฎหมาย ซึ่งเป็นโมฆะทั้งหมด
และด้วยการฝ่าฝืนก็มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม ถ้าผู้ให้กู้ให้เป็นเงินสด ผู้กู้จะเสียเปรียบทันที เพราะไม่มีหลักฐาน ขณะที่ภาระการพิสูจน์ตกอยู่ที่ผู้กู้ด้วย เพราะในสัญญามีลายเซ็นของผู้กู้ยืนยันว่า รับเงินไปเรียบร้อยแล้ว
เมื่อกฎหมายออกมาเป็นแบบนี้ ถ้าเรื่องถึงขั้นขึ้นศาล ใครจะเป็นคนได้ประโยชน์ ระหว่างเจ้าหนี้หรือลูกหนี้ ก็อยู่ที่ว่าหลักฐานที่แต่ละคนมีอยู่ จะเอื้อกับใครมากกว่ากันนั่นเอง..