สรุปหุ้น 10 อันดับแรกในกองทุน SCHD ที่เน้นจ่ายปันผลต่อเนื่องอย่างน้อย 10 ปี

สรุปหุ้น 10 อันดับแรกในกองทุน SCHD ที่เน้นจ่ายปันผลต่อเนื่องอย่างน้อย 10 ปี

SCHD หรือชื่อเต็ม ๆ คือ Schwab US Dividend Equity ETF เป็นกองทุนที่เน้นหุ้นปันผลที่มีคุณภาพสูงและเติบโตสม่ำเสมอ
กองทุนนี้อ้างอิงดัชนี Dow Jones U.S. Dividend 100 Index โดยจะคัดเลือกหุ้นบริษัทขนาดใหญ่ ที่จ่ายปันผลต่อเนื่องติดต่อกันอย่างน้อย 10 ปี และต้องผ่านเกณฑ์ด้านความแข็งแกร่งทางการเงิน เช่น กระแสเงินสดอิสระต่อหนี้สินรวม, อัตราส่วนผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE), อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล และอัตราการเติบโตของเงินปันผล 5 ปี
สำหรับหุ้น 10 อันดับแรกที่อยู่ในกองทุน SCHD ก็จะมีตั้งแต่
1. Texas Instruments Incorporated (คิดเป็นสัดส่วน 5.63% ของพอร์ต)
มีมูลค่าบริษัท 8.2 ล้านล้านบาท

เป็นผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์รายใหญ่ของโลก
ธุรกิจหลักคือการออกแบบและผลิตชิป
- ชิป Analog ที่ทำหน้าที่แปลงสัญญาณในโลกจริง เช่น อุณหภูมิ, แรงดันไฟฟ้า, เสียง ให้เป็นสัญญาณดิจิทัล หรือควบคุมการจ่ายไฟในเครื่องใช้ไฟฟ้า
- Embedded Processing ซึ่งเปรียบเสมือนสมองของอุปกรณ์เฉพาะทาง เช่น ระบบเบรกในรถยนต์ หรือตัวควบคุมในเครื่องจักรโรงงาน
- อื่น ๆ รวมถึงเทคโนโลยีฉายภาพ DLP (Digital Light Processing) และเครื่องคิดเลขที่เราคุ้นกัน
ปี 2024 มีรายได้ 5.1 แสนล้านบาท กำไร 1.5 แสนล้านบาท
ปี 2025 มีรายได้ 5.7 แสนล้านบาท กำไร 1.6 แสนล้านบาท
สัดส่วนรายได้ปี 2025
- Analog คิดเป็น 79%
- Embedded Processing คิดเป็น 15%
- อื่น ๆ คิดเป็น 6%
อัตราส่วนผลตอบแทนจากเงินปันผลย้อนหลัง : 2.0%
2. UnitedHealth Group Incorporated (คิดเป็นสัดส่วน 4.90% ของพอร์ต)
มีมูลค่าบริษัท 10.4 ล้านล้านบาท
ผู้สร้างอาณาจักรสุขภาพแบบครบวงจร ที่ทำธุรกิจตั้งแต่
- UnitedHealth บริการประกันสุขภาพ โดยเป็นผู้ให้บริการประกันสุขภาพรายใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ
- Optum Health ให้บริการดูแลผู้ป่วยโดยตรงผ่านคลินิกและเครือข่ายแพทย์ในสังกัด
- Optum Insight ขายข้อมูล Data Analytics และซอฟต์แวร์ให้กับระบบโรงพยาบาล
- Optum Rx บริหารจัดการสิทธิประโยชน์ด้านยา (PBM) จัดหาและจัดส่งยาให้สมาชิก
ปี 2024 มีรายได้ 12.9 ล้านล้านบาท กำไร 4.7 แสนล้านบาท
ปี 2025 มีรายได้ 14.5 ล้านล้านบาท กำไร 3.9 แสนล้านบาท
สัดส่วนรายได้ปี 2025
- ธุรกิจ UnitedHealth คิดเป็น 56%
- ธุรกิจ Optum คิดเป็น 44%
อัตราส่วนผลตอบแทนจากเงินปันผลย้อนหลัง : 2.5%
3. Chevron Corporation (คิดเป็นสัดส่วน 4.07% ของพอร์ต)
มีมูลค่าบริษัท 11.9 ล้านล้านบาท
หนึ่งในกลุ่ม "Big Oil" หรือบริษัทพลังงานข้ามชาติที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีธุรกิจแบบครบวงจรทั้ง
- Upstream อย่างการสำรวจและขุดเจาะน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติ ทั้งบนบกและนอกชายฝั่ง รวมถึงแหล่งก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ขนาดใหญ่ในออสเตรเลีย
- Downstream ตั้งแต่การกลั่นน้ำมัน, โรงปิโตรเคมี และการตลาด โดยเป็นเจ้าของปั๊มน้ำมันแบรนด์ Chevron, Caltex และ Havoline
ซึ่งบริษัท Chevron Corporation ยังมี Berkshire Hathaway ของวอร์เรน บัฟเฟตต์ เป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้นใหญ่อีกด้วย
ปี 2024 มีรายได้ 6.3 ล้านล้านบาท กำไร 5.7 แสนล้านบาท
ปี 2025 มีรายได้ 6.0 ล้านล้านบาท กำไร 4.0 แสนล้านบาท
อัตราส่วนผลตอบแทนจากเงินปันผลย้อนหลัง : 3.8%
4. ConocoPhillips (คิดเป็นสัดส่วน 3.96% ของพอร์ต)
มีมูลค่าบริษัท 4.8 ล้านล้านบาท
บริษัทพลังงานที่ทำธุรกิจขุดเจาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ โดยมีแหล่งทรัพยากรขนาดใหญ่ในลุ่มน้ำ Permian, Eagle Ford, และ Bakken ในสหรัฐฯ
รวมถึงโครงการก๊าซธรรมชาติ (LNG) ในกาตาร์และออสเตรเลีย
ปี 2024 มีรายได้ 1.8 ล้านล้านบาท กำไร 3.0 แสนล้านบาท
ปี 2025 มีรายได้ 1.9 ล้านล้านบาท กำไร 2.6 แสนล้านบาท
อัตราส่วนผลตอบแทนจากเงินปันผลย้อนหลัง : 2.8%
5. The Coca-Cola Company (คิดเป็นสัดส่วน 3.94% ของพอร์ต)
มีมูลค่าบริษัท 10.7 ล้านล้านบาท
เจ้าของแบรนด์น้ำอัดลม Coke, Sprite และ Fanta โดยบริษัทเน้นการผลิตน้ำหัวเชื้อและไซรัป แล้วขายให้กับบริษัทคู่ค้าบรรจุขวดทั่วโลก
วิธีนี้ทำให้บริษัทไม่ต้องลงทุนสร้างโรงงานมหาศาลเองในทุกประเทศ แต่กินกำไรจากส่วนแบ่งหัวเชื้อแทน
นอกจากน้ำอัดลมแล้ว บริษัทยังเป็นเจ้าของแบรนด์น้ำดื่ม, น้ำผลไม้, ชา, กาแฟ Costa Coffee, เครื่องดื่มเกลือแร่ และอื่น ๆ อีกมากมาย
ซึ่ง The Coca-Cola Company เป็นหนึ่งในบริษัทลูกรักของวอร์เรน บัฟเฟตต์ ที่เขาซื้อและถือหุ้นมายาวนานเกือบ 40 ปี..
และปัจจุบัน The Coca-Cola Company ยังคงมี Berkshire Hathaway เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 1
ปี 2024 มีรายได้ 1.5 ล้านล้านบาท กำไร 3.4 แสนล้านบาท
ปี 2025 มีรายได้ 1.6 ล้านล้านบาท กำไร 4.2 แสนล้านบาท
อัตราส่วนผลตอบแทนจากเงินปันผลย้อนหลัง : 2.8%
6. Merck & Co., Inc. (คิดเป็นสัดส่วน 3.85% ของพอร์ต)
มีมูลค่าบริษัท 8.9 ล้านล้านบาท
ธุรกิจของ Merck เน้นไปที่การวิจัยและพัฒนา (R&D) ยาและวัคซีนเป็นหลัก
- ยาสำหรับมนุษย์ เน้นยาเฉพาะทางที่มีนวัตกรรมสูง เช่น ยารักษามะเร็ง, ยาโรคเบาหวาน และยาต้านไวรัส
- สุขภาพสัตว์ โดย Merck เป็นหนึ่งในผู้นำโลกด้านวัคซีนและยาสำหรับสัตว์เศรษฐกิจ เช่น วัว, หมู, ไก่ และสัตว์เลี้ยง เช่น สุนัข, แมว
ปี 2024 มีรายได้ 2.1 ล้านล้านบาท กำไร 5.5 แสนล้านบาท
ปี 2025 มีรายได้ 2.1 ล้านล้านบาท กำไร 5.9 แสนล้านบาท
สัดส่วนรายได้ปี 2025
- กลุ่ม Oncology (มะเร็ง) คิดเป็น 54%
- กลุ่มวัคซีน คิดเป็น 16%
- กลุ่ม Animal Health คิดเป็น 10%
- กลุ่ม Hospital Acute Care และอื่น ๆ รวมกัน 20%
อัตราส่วนผลตอบแทนจากเงินปันผลย้อนหลัง : 3.0%
7. PepsiCo, Inc. (คิดเป็นสัดส่วน 3.84% ของพอร์ต)
มีมูลค่าบริษัท 6.9 ล้านล้านบาท
เจ้าของแบรนด์น้ำอัดลม Pepsi, ชา Lipton, เครื่องดื่มเกลือแร่ Gatorade
และแบรนด์ขนมขบเคี้ยว Lay's, Doritos, Cheetos, Tostitos และ SunChips รวมถึงอื่น ๆ เช่น ผลิตภัณฑ์อาหารเช้า
ปี 2024 มีรายได้ 3.0 ล้านล้านบาท กำไร 3.1 แสนล้านบาท
ปี 2025 มีรายได้ 3.0 ล้านล้านบาท กำไร 2.7 แสนล้านบาท
สัดส่วนรายได้ปี 2025
- อาหาร คิดเป็น 58%
- เครื่องดื่ม คิดเป็น 42%
อัตราส่วนผลตอบแทนจากเงินปันผลย้อนหลัง : 3.7%
8. Verizon Communications Inc. (คิดเป็นสัดส่วน 3.72% ของพอร์ต)
มีมูลค่าบริษัท 6.3 ล้านล้านบาท
ผู้ให้บริการโทรคมนาคมรายใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ มีกลุ่มลูกค้าทั้ง
- ลูกค้าทั่วไป ที่ให้บริการเครือข่ายมือถือ ทั้งแบบรายเดือนและเติมเงิน รวมถึงอินเทอร์เน็ตบ้านผ่านสายไฟเบอร์
- ลูกค้าองค์กร โดยให้บริการโซลูชันเครือข่ายแก่บริษัท ตั้งแต่ SME ไปจนถึงองค์กรระดับโลก รวมถึงหน่วยงานรัฐบาล
ปี 2024 มีรายได้ 4.4 ล้านล้านบาท กำไร 5.7 แสนล้านบาท
ปี 2025 มีรายได้ 4.5 ล้านล้านบาท กำไร 5.6 แสนล้านบาท
สัดส่วนรายได้ปี 2025
- ลูกค้าทั่วไป คิดเป็น 77%
- ลูกค้าองค์กร คิดเป็น 21%
- อื่น ๆ อีก 2%
อัตราส่วนผลตอบแทนจากเงินปันผลย้อนหลัง : 6.1%
9. The Home Depot, Inc. (คิดเป็นสัดส่วน 3.72% ของพอร์ต)
มีมูลค่าบริษัท 10.8 ล้านล้านบาท
ร้านค้าปลีกอุปกรณ์ตกแต่งบ้านและงานก่อสร้างที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยเน้นลูกค้า 2 กลุ่มหลัก
- DIY เจ้าของบ้านที่มาซื้อของไปซ่อมแซมหรือตกแต่งบ้านเอง
- Professional อย่างผู้รับเหมา, ช่างประปา, ช่างไฟ ซึ่งกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่สร้างรายได้มหาศาลและสม่ำเสมอให้กับบริษัท
ปี 2024 มีรายได้ 5.2 ล้านล้านบาท กำไร 4.8 แสนล้านบาท
ปี 2025 มีรายได้ 5.3 ล้านล้านบาท กำไร 4.6 แสนล้านบาท
อัตราส่วนผลตอบแทนจากเงินปันผลย้อนหลัง : 2.8%
10. The Procter & Gamble Company หรือ P&G (คิดเป็นสัดส่วน 3.72% ของพอร์ต)
มีมูลค่าบริษัท 11.1 ล้านล้านบาท
ราชาแห่งสินค้าอุปโภคบริโภค เป็นเจ้าของอาณาจักรแบรนด์สินค้าที่เราต้องใช้ตั้งแต่ตื่นนอน จนเข้านอน โดยสินค้าของบริษัทจะมี 5 กลุ่มหลัก
- Fabric & Home Care ตัวอย่างเช่น แบรนด์ผลิตภัณฑ์ซักผ้า Tide, Ariel, Downy และผลิตภัณฑ์ดูแลบ้าน Dawn, Febreze
- Baby, Feminine & Family Care ตัวอย่างเช่น แบรนด์ผ้าอ้อม Pampers, Always และผ้าอนามัย Whisper
- Beauty ตัวอย่างเช่น แบรนด์ดูแลเส้นผม Pantene, Head & Shoulders, Herbal Essences และแบรนด์สกินแคร์ Olay, SK-II
- Health Care ตัวอย่างเช่น แบรนด์ดูแลช่องปาก Oral-B, Crest และ Vicks
- Grooming ตัวอย่างเช่น แบรนด์มีดโกนหนวด Gillette และ Venus
ปี 2024 มีรายได้ 2.7 ล้านล้านบาท กำไร 4.7 แสนล้านบาท
ปี 2025 มีรายได้ 2.7 ล้านล้านบาท กำไร 5.1 แสนล้านบาท
สัดส่วนรายได้ปี 2025
- Fabric & Home Care คิดเป็น 36%
- Baby, Feminine & Family Care คิดเป็น 24%
- Beauty คิดเป็น 18%
- Health Care คิดเป็น 14%
- Grooming คิดเป็น 8%
อัตราส่วนผลตอบแทนจากเงินปันผลย้อนหลัง : 3.0%
หมายเหตุ : ข้อมูล ณ วันที่ 23 เม.ย. 2026, USD/THB = 32.33
อ้างอิง : Yahoo Finance, Investing, งบการเงินบริษัท
—------------------------------
กองทุนรวมไทย ลงทุน SCHD กองแรก มาแล้ว
ETF สุดแกร่ง ขวัญใจนักลงทุน ที่เอาชนะตลาด (S&P500) ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาได้ คือ "SCHD" หรือ Schwab U.S. Dividend Equity ETF
ล่าสุดมีข่าวดี สำหรับนักลงทุนชาวไทย เพราะ บลจ. ทาลิส กำลังออกกองทุนที่ไปลงทุนใน SCHD
กองทุนแรกที่ลงทุน SCHD
รับมือช่วงไม่แน่นอน ด้วยหุ้นคุณภาพ
ยกเว้นภาษีหุ้นนอกสูงสุด 35%
ไม่เสียภาษีมรดกสหรัฐฯ สูงสุด 40%
มีชนิด RMF ลดหย่อนภาษี
ชนิดสะสมมูลค่ามีทั้ง Hedged และ Unhedged
IPO วันที่ 23 - 28 เม.ย. 69
พิเศษ ! ค่าธรรมเนียมซื้อลด 10% เฉพาะช่วง IPO เท่านั้น ซื้อได้ที่ Wealthx
แล้วกองทุนที่ลง SCHD นี้น่าสนใจอย่างไร ?
ลงทุนแมนจะสรุปให้ฟัง
SCHD มีจุดเด่นคือลงทุนในหุ้นสหรัฐอเมริกาที่มีปันผลดี และที่สำคัญคือมีการ "คัดกรองคุณภาพ" ด้วย
กองทุนนี้ จะอ้างอิงการลงทุนกับดัชนี Dow Jones U.S. Dividend 100 Index ที่มีกฎเหล็กในการคัดเลือกบริษัทที่จะเข้าไปลงทุน สรุปเป็นข้อ ๆ ดังนี้
1. เกณฑ์การคัดกรองเบื้องต้น
-เป็นบริษัทขนาดใหญ่
-ต้องมีการจ่ายเงินปันผลติดต่อกันอย่างน้อย 10 ปี
2.เกณฑ์เงินปันผล
-นำหุ้นที่ผ่านเกณฑ์ มาเรียงลำดับตาม อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล จากมากไปน้อย
-คัดเลือกมาเฉพาะหุ้นที่อยู่ใน 50% แรก
3.เกณฑ์วัดคุณภาพ ได้แก่
-กระแสเงินสดอิสระต่อหนี้สินรวม
-อัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้น
-อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล
-อัตราการเติบโตของเงินปันผล 5 ปี
ด้วยหลักการคัดเหล่านี้ หุ้นที่อยู่ใน SCHD หลายบริษัทเป็นระดับตำนานที่มีกำไรมั่นคง เช่น Coca-Cola, PepsiCo และ P&G
โดยกองทุนก็จะมีการคัดบริษัทเข้า-ออก เป็นประจำทุกปี
ใครเก่งอยู่ต่อ
ใครทำตามกฎไม่ได้ ออกไป
SCHD จะคัดเน้น ๆ เอาเฉพาะ 100 สุดยอดบริษัทเท่านั้น และมีนโยบายที่จะจ่ายปันผลทุก ๆ ไตรมาส
แล้วกองทุน SCHD เหมาะกับใคร ?
หากเราลองเปรียบเทียบกองทุน SCHD กับ S&P 500 และ Nasdaq เป็นตำแหน่งในสนามฟุตบอล
Nasdaq จะเป็นกองหน้า
-คอยบุกทะลวง คอยทำคะแนน สร้างผลตอบแทนในช่วงเศรษฐกิจเติบโต
S&P 500 เป็นกองกลาง
-มีส่วนผสมทั้งหุ้นเติบโตและหุ้นคุณค่า เติบโตตามภาพรวมเศรษฐกิจ
สำหรับ SCHD ก็จะเป็นกองหลัง
-คอยปกป้องพอร์ตการลงทุนในช่วงความไม่แน่นอนสูง ซึ่งแน่นอนว่าพื้นฐานของทีมที่ดีต้องมีกองหลังที่ดี
ในช่วงที่ตลาดร้อนแรง กองหน้าอย่าง Nasdaq อาจโดดเด่นกว่า SCHD
แต่ในช่วงตลาดเกิดความกังวล และมีความไม่แน่นอนสูง เช่นในปีนี้
เราเจอทั้งสงคราม น้ำมันแพง เงินเฟ้อ
ทำให้ในช่วงไตรมาสแรก ปี 2026
-ดัชนี Nasdaq -5.7%
-ดัชนี S&P 500 -4.6%
ในช่วงเวลาเดียวกัน
-SCHD +11.0%
-เงินปันผลของกองทุนรายไตรมาส 0.2569 ดอลลาร์สหรัฐต่อหน่วย คิดเป็น 0.8% (ณ วันที่ 31 มี.ค. 2026)
ผลตอบแทน รวมกันเป็น +11.8%
จะเห็นได้ว่า SCHD เป็นดาวเด่นในช่วงเวลาที่คนอื่นแย่
ถ้าเราผสม SCHD อยู่ในพอร์ตการลงทุน
ก็ช่วยเพิ่มโอกาสให้พอร์ตของเรา แข็งแกร่งขึ้น ในทุกสภาวะ..
โดยเป็นครั้งแรกที่จะมีกองทุนรวมไทยที่ลงทุนใน SCHD โดยมีโอกาสได้รับสิทธิ์ทางภาษีคือ
1.ได้รับการยกเว้นภาษีกำไร (Capital Gain Tax)
2.สามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้สำหรับกองทุนชนิด RMF (เพื่อการเลี้ยงชีพ)
มี 3 กองทุนให้เลือก และบริหารจัดการโดย บลจ.ทาลิส คือ
1.กองทุน TLUSHD-UH ชนิดสะสมมูลค่า ไม่จ่ายประกันความเสี่ยงค่าเงิน
2.กองทุน TLUSHD-H ชนิดสะสมมูลค่า จ่ายประกันความเสี่ยงค่าเงิน
3.กองทุน TLUSHDRMF ชนิดเพื่อการเลี้ยงชีพ ไม่จ่ายประกันความเสี่ยงค่าเงิน
สำหรับใครที่พอร์ตการลงทุนเต็มไปด้วยกองหน้า แบบหุ้นเทคโนโลยี
หรือต้องการเสริมพอร์ตให้มั่นคงขึ้น เพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนอย่างในช่วงเวลานี้
พร้อมสิทธิประโยชน์ในการยกเว้นภาษี Capital Gain หรือ ชนิดลดหย่อนภาษีเงินได้
การเพิ่ม "กองทุนแกร่งระดับโลก" แบบ TLUSHD เข้ามาปกป้องความมั่งคั่งของเรา ก็ถือเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ ไม่น้อยเลยทีเดียว..
สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถศึกษารายละเอียดและเริ่มต้นลงทุนได้ที่ บล.เวลท์เอกซ์ 02-6669477 LINE ID: @wealthx
สนับสนุนโดย บล.เวลท์เอกซ์
กองทุนมีความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาหลักทรัพย์และอัตราแลกเปลี่ยนจากการลงทุน ในตราสารต่างประเทศ กองทุนรวมนี้มีลักษณะเฉพาะและความเสี่ยงเฉพาะ ผู้ลงทุนควรทำ ความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทนความเสี่ยงและศึกษาประโยชน์ทางภาษี ที่ระบุไว้ในคู่มือการลงทุน กองทุน RMF ก่อนตัดสินใจลงทุน บริษัทอาจมีความสัมพันธ์หรือ ความเกี่ยวข้องกับผู้ออกหรือผู้จัดการกองทุนที่ปรากฏในเนื้อหานี้ ผลการดำเนินงานในอดีต มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต
จัดทำขึ้น ณ วันที่ 16 เม.ย. 2026
© 2026 Longtunman. All rights reserved. Privacy Policy.
Blockdit Icon