
แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ขึ้นค่าธรรมเนียม คนขายของออนไลน์ได้อะไร ?
ถามว่า ตอนนี้สนามรบของอีคอมเมิร์ซไทยเดือดแค่ไหน ?
คำตอบก็คือ ยังคงดุเดือด แต่สนามรบตอนนี้แตกต่างจากอดีตไปอย่างสิ้นเชิง
คำตอบก็คือ ยังคงดุเดือด แต่สนามรบตอนนี้แตกต่างจากอดีตไปอย่างสิ้นเชิง
สะท้อนจากสิ่งที่เราเห็นในปี 2569 คือ การปรับขึ้นค่าธรรมเนียมของแพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่อย่าง Shopee, Lazada และ TikTok Shop ที่ทำให้คนขายของออนไลน์นั่งไม่ติด
เหตุผลเบื้องหลังคืออะไร ?
คนซื้อและคนขายของออนไลน์ ได้ประโยชน์อะไรบ้าง ?
แล้วทำไม การปรับขึ้นค่าธรรมเนียมของแพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่ ถึงยังเป็นการแข่งขันที่ยังคงดุเดือด ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
คนซื้อและคนขายของออนไลน์ ได้ประโยชน์อะไรบ้าง ?
แล้วทำไม การปรับขึ้นค่าธรรมเนียมของแพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่ ถึงยังเป็นการแข่งขันที่ยังคงดุเดือด ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
หลายปีที่ผ่านมา ยอดการซื้อขายออนไลน์พุ่งสูงอย่างต่อเนื่อง จนวันนี้มีร้านค้าออนไลน์บนแพลตฟอร์มต่าง ๆ นับหลายล้านราย ที่ผู้บริโภคสามารถเลือกช็อปปิงได้ผ่านหน้าจอสมาร์ตโฟน
ทำให้อุตสาหกรรมอีคอมเมิร์ซไทยเติบโตแบบก้าวกระโดด กลายเป็นเครื่องยนต์สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของไทย
แต่กว่าจะมาถึงจุดนี้ ก่อนหน้านั้นเราคงจำกันได้กับภาพสงครามราคาที่ดุเดือดเลือดพล่าน บรรดาแพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่ต่างลงทุนอย่างต่อเนื่อง เพื่อเร่งการเติบโตและขยายฐานผู้ใช้งาน
โดยอัดฉีดส่วนลด แจกโคดส่งฟรี อัดโปรโมชัน รวมไปถึงแข่งกันลดค่าธรรมเนียม
เพื่อสร้างพฤติกรรมให้คนไทยคุ้นชินกับการซื้อของออนไลน์ และแย่งชิงส่วนแบ่งการตลาดกันให้ได้มากที่สุด
เพื่อสร้างพฤติกรรมให้คนไทยคุ้นชินกับการซื้อของออนไลน์ และแย่งชิงส่วนแบ่งการตลาดกันให้ได้มากที่สุด
ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว แนวทางการลงทุนเพื่อเร่งขยายฐานผู้ใช้งาน เป็นเพียงหนึ่งช่วงของการแข่งขัน
เพื่อสร้างพฤติกรรมการช็อปปิงออนไลน์จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันมากขึ้น
เพื่อสร้างพฤติกรรมการช็อปปิงออนไลน์จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันมากขึ้น
หลังจากนั้น สมรภูมิอีคอมเมิร์ซจึงเปลี่ยนทิศทางจากการแข่งขันด้านราคา ไปสู่การวัดที่ความแข็งแกร่งของโครงสร้างพื้นฐานและ Ecosystem ที่แข็งแรงแทน
เพราะเบื้องหลังการเติบโตนั้น มีต้นทุนที่มองไม่เห็นจำนวนมาก
ลองนึกภาพตามดูว่า การที่แพลตฟอร์มหนึ่งจะรองรับออร์เดอร์หลักสิบล้านออร์เดอร์ต่อวัน ส่งสินค้าให้ถึงมือลูกค้าภายใน 1-2 วัน
พร้อมระบบ AI ที่วิเคราะห์พฤติกรรมผู้ซื้อ เพื่อแนะนำสินค้าให้ตรงกลุ่มเป้าหมาย
รวมถึงระบบป้องกันการฉ้อโกง ระบบรีวิว และฟีเชอร์ไลฟ์สด ที่ทำให้ร้านค้าขายได้เหมือนมีหน้าร้านในห้างใหญ่
สิ่งเหล่านี้ ไม่ได้เกิดขึ้นมาฟรี ๆ แต่มาจากการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่มีต้นทุนมหาศาล
และเงินลงทุนส่วนสำคัญก็มาจาก ค่าธรรมเนียมนั่นเอง
ถ้ามองในฝั่งผู้ซื้อ การลงทุนเหล่านี้ถูกแปลงออกมาในรูปแบบของประสบการณ์ที่ได้รับ
ไม่ว่าจะเป็น แคมเปญ Double Date ที่ให้โคดส่วนลดและส่งฟรี การสะสมคอยน์เพื่อแลกส่วนลด ฟีเชอร์ดูคอนเทนต์ผ่านไลฟ์หรือวิดีโอสั้นพร้อมเก็บโคดทันที และโปรแกรม VIP ที่ให้สิทธิประโยชน์พิเศษแก่ลูกค้าประจำ
ไม่ว่าจะเป็น แคมเปญ Double Date ที่ให้โคดส่วนลดและส่งฟรี การสะสมคอยน์เพื่อแลกส่วนลด ฟีเชอร์ดูคอนเทนต์ผ่านไลฟ์หรือวิดีโอสั้นพร้อมเก็บโคดทันที และโปรแกรม VIP ที่ให้สิทธิประโยชน์พิเศษแก่ลูกค้าประจำ
ทั้งหมดนี้ คือเครื่องมือดึงดูดให้ผู้ซื้อกลับมาใช้งานแพลตฟอร์มซ้ำอีกเรื่อย ๆ
ส่วนในฝั่งผู้ขาย ประโยชน์ที่ได้จากแพลตฟอร์มที่ลงทุนในโครงสร้างที่ดี ก็คือจะทำให้ร้านค้าสามารถเข้าถึงข้อมูล Business Insight เพื่อวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้า ใช้ระบบ Fast Shipping และ Express Delivery ที่ทำให้ส่งของได้ไวกว่าคู่แข่ง
และที่สำคัญคือ ได้อยู่บนแพลตฟอร์มที่มีฐานลูกค้าที่ตั้งใจมาซื้ออยู่แล้ว ต่างจากการที่ต้องไปสร้างฐานลูกค้าเองจากศูนย์
การปรับค่าธรรมเนียมที่เกิดขึ้น ส่วนหนึ่งคือการที่แพลตฟอร์มกำลังนำเงินไปลงทุนแทนผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SME รายเล็ก ที่ในความเป็นจริงไม่สามารถควักเงินหลักร้อยหรือหลักพันล้าน เพื่อสร้างระบบคลังสินค้า ระบบขนส่งด่วน หรือพัฒนา AI ของตัวเองได้
และหากเราเจาะลึกมากกว่าเบื้องหลังการขึ้นค่าธรรมเนียมปี 2569 จะเห็นความน่าสนใจของแต่ละโมเดลธุรกิจที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน
เริ่มจาก TikTok Shop คือ โมเดลที่เรียกได้ว่า จ่ายเพื่อซื้อโอกาสให้คนเห็น
เพราะวางตัวเองเป็น Content Platform ไม่ใช่ Search Engine สินค้าจะขายได้ก็ต่อเมื่อถูกผลักเข้าหาหน้าฟีดของผู้ใช้งาน
นอกจากค่าธรรมเนียมพื้นฐานแล้ว ร้านค้าที่อยากได้ Traffic เพิ่ม ก็ต้องยอมจ่ายเพิ่มสำหรับโปรแกรมอย่าง Mall Combo หรือ Live Special Program
ซึ่งแท้จริงแล้วคือ การซื้อสิทธิ์ขึ้นฟีดนั่นเอง
ส่วน Lazada นั้นเน้นไปที่ความน่าเชื่อถือของระบบในรูปแบบจ่ายเพื่อระบบที่เสถียร
โดยให้ความสำคัญกับ LazMall และ Logistics เป็นพิเศษ โปรแกรมต่าง ๆ อย่าง Free Shipping Special หรือ Premium Package มีไว้เพื่อให้ร้านค้าแปะป้ายส่งฟรีและ Badge การันตี ซึ่งเป็นสิ่งที่ช่วยให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อได้รวดเร็วขึ้น
ส่วน Shopee นั้น ยังคงเป็นเบอร์ 1 ในอุตสาหกรรม ทำในสิ่งที่แตกต่างออกไป
นั่นคือ การเปลี่ยนค่าธรรมเนียมที่ผู้ขายจ่ายไป ถูกแปลงกลับมาในรูปแบบของ Shopee Voucher
เพื่อดึงดูดลูกค้า, ลงทุนพัฒนาระบบ Fast Shipping และ Instant Delivery ให้เร็วขึ้นทุกปี
เพื่อดึงดูดลูกค้า, ลงทุนพัฒนาระบบ Fast Shipping และ Instant Delivery ให้เร็วขึ้นทุกปี
และสร้างฟีเชอร์ช่วยขายอย่าง Shopee Live, Shopee Video และโปรแกรม Shopee VIP ที่ดึงลูกค้าคุณภาพมาให้ร้านค้า
รวมถึงยังนำมาพัฒนาเครื่องมือ AI ที่ผู้ขายสามารถเข้าไปใช้วิเคราะห์ข้อมูลธุรกิจได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม
แน่นอนว่า การปรับขึ้นของค่าธรรมเนียมนั้น แม้ส่วนหนึ่งจะถูกนำมาใช้เป็นต้นทุนในการสร้าง Ecosystem ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ขาย SME รายเล็กไม่สามารถสร้างเองได้
ขณะเดียวกัน ก็ถือเป็นต้นทุนที่ผู้ขายต้องนำมาพิจารณาและบริหารจัดการเพิ่มเติม เพื่อให้สอดคล้องกับการเติบโตของธุรกิจในระยะยาว
ทั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงด้านต้นทุนอาจมีส่วนสะท้อนมาถึงผู้ซื้อในบางช่วง โดยร้านค้าอาจมีการปรับราคาสินค้าให้เหมาะสม เพื่อรักษาความสมดุลของธุรกิจ
ทำให้บางแพลตฟอร์ม ได้ออกนโยบายช่วยลดผลกระทบที่เกิดขึ้น อย่างฝั่ง Shopee ได้ออกนโยบายช่วยเหลือร้านค้ารายเล็กโดยเฉพาะ สำหรับร้านที่มียอดขายไม่เกิน 10,000 บาทในรอบ 30 วัน จะได้รับส่วนลดค่าธรรมเนียมการขายเพิ่มเติม 0.50-1.50%
และหากอยู่ในโปรแกรม Prime Seller ก็จะได้รับส่วนลดการซื้อ Shopee Ads ไปอีกสูงสุด 20% โดยไม่มีการกำหนดวงเงินสูงสุด
สิ่งเหล่านี้เองเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่า ร้านค้ารายเล็กยังคงมีที่ยืนใน Ecosystem นี้
อย่างไรก็ตาม สำหรับตัวผู้ขายเอง ก็มีสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามไปคือ เรื่องของต้นทุนแฝงสะสมที่แท้จริง
เพราะการเปรียบเทียบค่าธรรมเนียมแค่ตัวเลขอาจทำให้ตัดสินใจผิดพลาดได้ ซึ่งบางแพลตฟอร์มมีค่าธรรมเนียมพื้นฐานต่ำ แต่หากต้องการ Traffic จริง ก็ต้องจ่ายเพิ่มในโปรแกรมต่าง ๆ จนต้นทุนรวมอาจสูงกว่าที่คิด
นอกจากนี้ ความที่แต่ละแพลตฟอร์มมีโครงสร้างและจุดแข็งที่ต่างกัน ควรทำความเข้าใจให้ชัดว่า กำลังจ่ายเพื่ออะไร และสิ่งที่จ่ายไปนั้นสร้างยอดขายและโอกาสทางธุรกิจได้จริงหรือเปล่า
ต้นทุนและโอกาส ก็ยังคงเป็นสองด้านของเหรียญเดียวกันเสมอ
ค่าธรรมเนียมที่จ่ายไปวันนี้ หากถูกแปลงกลับมาเป็น Traffic เป็นเครื่องมือ และเป็นระบบที่ช่วยให้ผู้ขายเติบโตได้จริง มันก็คือการลงทุนที่คุ้มค่า
แต่ถ้าจ่ายไปแล้วไม่รู้ว่าได้อะไรกลับมา นั่นคือสัญญาณว่าถึงเวลาที่ต้องกลับมาทบทวนความคุ้มค่ากันใหม่..
ซึ่งภายใต้เงื่อนไขว่า ในวันที่สมรภูมิอีคอมเมิร์ซไทยเหลือผู้เล่นไม่กี่ราย
ท้ายที่สุดแล้ว โจทย์ใหญ่กว่าเรื่องการขึ้นค่าธรรมเนียมนั้นคือ การย้อนกลับมาเช็กสุขภาพธุรกิจของตัวเองว่า แข็งแรงพอที่จะอยู่รอดระยะยาวในเงื่อนไขนี้หรือไม่
ท้ายที่สุดแล้ว โจทย์ใหญ่กว่าเรื่องการขึ้นค่าธรรมเนียมนั้นคือ การย้อนกลับมาเช็กสุขภาพธุรกิจของตัวเองว่า แข็งแรงพอที่จะอยู่รอดระยะยาวในเงื่อนไขนี้หรือไม่
เพราะในโลกธุรกิจที่อำนาจต่อรองไม่ได้อยู่ในมือเรา การปรับตัวและการสร้างคุณค่าได้จริง คือทางรอดเดียวที่ยั่งยืน..
References :
- เว็บไซต์และเอกสารเผยแพร่ของบริษัท
- กรมพัฒนาธุรกิจการค้า
- เว็บไซต์และเอกสารเผยแพร่ของบริษัท
- กรมพัฒนาธุรกิจการค้า