
เกาหลีใต้ “กำลังรวยเร็วสุด” ในประวัติศาสตร์ประเทศในปีนี้ และสิ่งที่สำคัญที่สุดของเกาหลีตอนนี้ ไม่ใช่ซีรีส์ แต่คือ “DRAM” ที่มีเพียงแค่ 2 บริษัท ที่ลากประเทศ
เกาหลีใต้ “กำลังรวยเร็วสุด” ในประวัติศาสตร์ประเทศในปีนี้ และสิ่งที่สำคัญที่สุดของเกาหลีตอนนี้ ไม่ใช่ซีรีส์ แต่คือ “DRAM” ที่มีเพียงแค่ 2 บริษัท ที่ลากประเทศ /โดย ลงทุนแมน
นี่คือสิ่งที่คุณควรรู้..
ลองนึกภาพตลาดหุ้นทั้งประเทศ ที่ขึ้นเป็น “เท่าตัว” ภายในเวลาไม่ถึงครึ่งปี
นี่ไม่ใช่เรื่องสมมติ แต่คือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นจริง ๆ ที่ประเทศเกาหลีใต้ ในปี 2026
- ต้นปี ดัชนี KOSPI อยู่ที่ราว 4,300 จุด
- วันที่ 1 มิถุนายน 2026 ดัชนีทะลุ 8,700 จุด ทำจุดสูงสุดเป็นประวัติศาสตร์
- เท่ากับว่าตลาดหุ้นเกาหลี บวกไปกว่า 100% ตั้งแต่ต้นปี
- วันที่ 1 มิถุนายน 2026 ดัชนีทะลุ 8,700 จุด ทำจุดสูงสุดเป็นประวัติศาสตร์
- เท่ากับว่าตลาดหุ้นเกาหลี บวกไปกว่า 100% ตั้งแต่ต้นปี
คำถามคือ อะไรทำให้ตลาดหุ้นของทั้งประเทศ ร้อนแรงขนาดนี้ ?
คำตอบสั้น ๆ คือ ชิปความจำที่เรียกว่า “DRAM”
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง ว่าเหตุการณ์นี้้เกิดขึ้นได้อย่างไร
รู้ไหมว่า บรรยากาศตอนนี้ในเกาหลี ทุกวงสนทนาวนเวียนอยู่กับเรื่องหุ้น
ที่น่าสนใจคือ เงินที่เคยไหลเข้าคริปโต กำลังไหลออกมาเข้าหุ้นชิปแทน
โดยมีรายงานว่า ปริมาณการเทรดคริปโตของคนเกาหลี ร่วงลงไปราว 80% เพราะเงินถูกหมุนเข้าสู่หุ้นเซมิคอนดักเตอร์
แต่เรื่องที่ตลกร้ายก็คือ ในเดือนที่ดัชนีทำจุดสูงสุดตลอดกาล
หุ้นที่จดทะเบียนในตลาดเกาหลีกว่า 82% กลับ “ราคาลดลง” ในเดือนนั้น
แปลว่า ดัชนีที่พุ่งทะยาน ไม่ได้มาจากหุ้นทั้งตลาด
แต่มาจากหุ้นแค่ “2 ตัว” เท่านั้น
2 บริษัทที่ลากตลาดทั้งประเทศ
2 บริษัทนั้นก็คือ
- Samsung Electronics
- SK Hynix
- SK Hynix
ทั้งคู่เป็นผู้ผลิตชิปความจำรายใหญ่ของโลก
และวันนี้ น้ำหนักของหุ้น 2 ตัวนี้รวมกัน คิดเป็นมากกว่า “ครึ่งหนึ่ง” ของมูลค่าตลาดหุ้นเกาหลีทั้งหมด
หมายความว่า เวลาหุ้น 2 ตัวนี้ขึ้น ดัชนีก็ขึ้น แม้หุ้นที่เหลือทั้งตลาดจะร่วงก็ตาม
แล้ว 2 บริษัทนี้ เข้ามาอยู่ในธุรกิจ DRAM ได้อย่างไร ?
จุดเริ่มต้นของอาณาจักรความจำ
ย้อนกลับไปปี 1983
ตอนนั้นโลกของชิปความจำ ถูกครองโดยอเมริกาและญี่ปุ่น
แทบไม่มีใครเชื่อว่า บริษัทจากเกาหลี ประเทศที่เพิ่งฟื้นจากสงคราม จะทำชิปความจำได้
แต่ Samsung ตัดสินใจกระโดดเข้าสู่สมรภูมินี้ และพัฒนาชิป DRAM ขนาด 64 กิโลบิต ได้สำเร็จในปีเดียวกัน
ทำให้เกาหลีกลายเป็นประเทศที่ 3 ของโลก ต่อจากสหรัฐฯ และญี่ปุ่น ที่ผลิตชิปความจำขั้นสูงได้
ส่วน SK Hynix ก็มีจุดเริ่มต้นในยุคใกล้เคียงกัน ในชื่อ Hyundai Electronics
ก่อนจะเปลี่ยนชื่อเป็น Hynix และสุดท้ายถูกกลุ่ม SK เข้าซื้อกิจการในปี 2012 จนกลายเป็น SK Hynix อย่างทุกวันนี้
มาถึงจุดที่น่าตกใจที่สุด..
หลังราคาหุ้นพุ่งทะยาน ทั้ง 2 บริษัทได้เข้าคลับ 1 Trillion “บริษัทมูลค่าเกิน 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ” เป็นที่เรียบร้อย
- Samsung Electronics มีมูลค่ากิจการราว 1.2-1.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 39-42 ล้านล้านบาท)
- SK Hynix มีมูลค่ากิจการราว 1.06 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 34.5 ล้านล้านบาท)
รวมกันแล้ว มูลค่าของ 2 บริษัทนี้ อยู่ที่ราว 2.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 75 ล้านล้านบาท)
ทีนี้ลองเทียบกับขนาดเศรษฐกิจ
- GDP ของเกาหลีใต้ทั้งประเทศ อยู่ที่ราว 1.9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 62 ล้านล้านบาท)
- GDP ของประเทศไทย อยู่ที่ราว 5.6 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 18 ล้านล้านบาท)
แปลว่า มูลค่าหุ้น 2 บริษัทนี้รวมกัน
- ใหญ่กว่า GDP ทั้งประเทศเกาหลีใต้
- และใหญ่เป็นราว 4 เท่า ของ GDP ประเทศไทย
- และใหญ่เป็นราว 4 เท่า ของ GDP ประเทศไทย
บริษัทแค่ 2 แห่ง มีมูลค่ามากกว่ามูลค่าเศรษฐกิจของทั้งประเทศที่ตัวเองตั้งอยู่
นี่คือภาพที่ไม่ค่อยเกิดขึ้นบ่อยนัก ในประวัติศาสตร์ตลาดทุน
เรื่องแปลก ๆ ยังมีอีก
เมื่อบริษัทกำไรมหาศาล พนักงานก็ได้รับส่วนแบ่งแบบมหาศาลตามไปด้วย
ฝั่ง SK Hynix ตกลงกับสหภาพแรงงานว่า จะแบ่งกำไรจากการดำเนินงาน 10% ให้พนักงาน แบบไม่มีเพดาน เป็นเวลา 10 ปี
- โบนัสที่จ่ายเดือนกุมภาพันธ์ 2026 เฉลี่ยราว 140 ล้านวอนต่อคน (ราว 3 ล้านบาท)
- คิดเป็นโบนัสเทียบเท่าเงินเดือนพื้นฐานเกือบ 30 เท่า
- และมีการคาดการณ์ว่า โบนัสสำหรับผลงานปี 2026 อาจแตะระดับ 15 ล้านบาท
ฝั่ง Samsung ก็ทำข้อตกลงใหม่ในเดือนพฤษภาคม 2026 โดยจะแบ่งกำไรราว 10.5% ในรูปหุ้น บวกเงินสดอีกเล็กน้อย
- พนักงานในสายชิปความจำ คาดว่าจะได้โบนัสเฉลี่ยราว 600 ล้านวอนต่อคน (ราว 13 ล้านบาท)
- แต่พนักงานในสายมือถือและเครื่องใช้ไฟฟ้า ได้โบนัสเพียงราว 6 ล้านวอนต่อคน (ตลกมากเลย ราว 130,000 บาท)
ช่องว่างระหว่างพนักงานสายชิป กับสายอื่นในบริษัทเดียวกัน ต่างกันถึงราว 100 เท่า
และความต่างนี้ ทำให้พนักงานวิศวกรของ Samsung ราว 200 คน ย้ายไปอยู่กับ SK Hynix ในเวลาเพียงไม่กี่เดือน
ทำไมโบนัสสายชิป ถึงมากกว่าสายอื่นขนาดนี้
คำตอบอยู่ในงบการเงิน
ลองดูผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2026 ของ Samsung
- กำไรจากการดำเนินงานรวมทั้งบริษัท อยู่ที่ราว 1.24 ล้านล้านบาท
- เฉพาะสายเซมิคอนดักเตอร์ ทำกำไรราว 1.17 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นราว 94% ของกำไรทั้งบริษัท
- ที่น่าทึ่งคือ กำไรสายชิปนี้ โตขึ้นเกือบ 49 เท่า เมื่อเทียบกับปีก่อน
แล้วสายอื่นเป็นอย่างไร ?
- สายมือถือและเครือข่าย (รวม Galaxy) ทำกำไร ราว 6.1 หมื่นล้านบาท และยังลดลงจากปีก่อน
- สายจอแสดงผล ทำกำไรเพียงราว 8.7 พันล้านบาท และลดลงเช่นกัน
พูดง่าย ๆ คือ กำไรของสายชิปอย่างเดียว มากกว่าสายมือถือเกือบ 20 เท่า
จนมีคนนิยามว่า ตอนนี้ Samsung กลายเป็น “บริษัทชิปความจำ ที่มีธุรกิจมือถือเป็นงานเสริม” ไปแล้ว
แถมราคาชิปที่แพงขึ้น ยังไปทำร้ายธุรกิจมือถือของตัวเอง เพราะต้นทุนชิปในสมาร์ตโฟนสูงขึ้นมาก
ส่วน SK Hynix ที่ทำธุรกิจชิปความจำ “100%” ยิ่งน่าตกใจกว่า
- ไตรมาส 1 ปี 2026 มีรายได้ราว 1.14 ล้านล้านบาท
- กำไรจากการดำเนินงานราว 8.2 แสนล้านบาท
- คิดเป็นอัตรากำไรจากการดำเนินงานสูงถึง 72%
ตัวเลข 72% นี้ สูงกว่าอัตรากำไรของบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกอย่าง Nvidia และ TSMC เสียอีก
เพราะ SK Hynix ครองส่วนแบ่งตลาดชิป HBM ซึ่งเป็นหัวใจของชิป AI ไปเกินครึ่งโลก
ยิ่งโลกสร้างศูนย์ข้อมูล AI มากเท่าไร SK Hynix ก็ยิ่งกำไรมากเท่านั้น
รู้ไหมว่า ธุรกิจ DRAM ถึงเป็นของแค่ไม่กี่บริษัท
วันนี้ ตลาด DRAM ของทั้งโลก ถูกครองโดยบริษัทใหญ่เพียง 3 ราย
- Samsung (เกาหลี)
- SK Hynix (เกาหลี)
- Micron (สหรัฐอเมริกา)
- SK Hynix (เกาหลี)
- Micron (สหรัฐอเมริกา)
คำถามคือ ทำไมเหลือแค่ 3 ราย ? แล้วทำไมญี่ปุ่นและจีน ถึงผลิต DRAM แข่งไม่ได้ ?
เรื่องนี้ต้องย้อนกลับไปดูสงครามราคาที่โหดที่สุดในวงการ
ในอดีต ญี่ปุ่นเคยครองตลาด DRAM มากถึงราว 80% ของโลก
แต่หลังจากนั้น สหรัฐฯ กดดันด้วยมาตรการภาษีตอบโต้การทุ่มตลาด และข้อตกลง Plaza Accord ปี 1985 ที่ทำให้ค่าเงินเยนแข็งขึ้นเท่าตัว
ความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุนของญี่ปุ่น จึงค่อย ๆ หายไป
จากนั้นในช่วงปี 2007-2009 เกิดสิ่งที่เรียกว่า “Chicken Game” หรือเกมแห่งความกล้า
นั่นคือ ผู้ผลิตทุกราย แข่งกันผลิตชิปออกมาขายตัดราคา ทั้งที่ขาดทุน เพื่อหวังให้คู่แข่งเจ๊งก่อน
ผลลัพธ์คือ
- ปี 2009 Qimonda ของเยอรมนี ล้มละลายและปิดกิจการ
- ปี 2012 Elpida ความหวังสุดท้ายของญี่ปุ่น ล้มละลาย และถูก Micron เข้าซื้อในปี 2013
- ปี 2012 Elpida ความหวังสุดท้ายของญี่ปุ่น ล้มละลาย และถูก Micron เข้าซื้อในปี 2013
คนที่รอดและเติบโตขึ้นมา คือ Samsung และ SK Hynix ที่มีต้นทุนต่ำกว่า และตัดสินใจลงทุนได้รวดเร็วกว่า เพราะคุมการผลิตเองทั้งสายตั้งแต่ต้นจนจบ
ส่วนคำถามที่ว่า ทำไมจีนทำไม่ได้ ?
แม้จีนจะทุ่มเงินมหาศาล แต่ธุรกิจนี้มีกำแพงสูงมาก
- ต้องใช้เงินลงทุนมหาศาลต่อเนื่องหลายสิบปี
- ต้องสะสมองค์ความรู้ในกระบวนการผลิตที่ซับซ้อนระดับนาโนเมตร
- ต้องเข้าถึงเครื่องจักรผลิตชิปขั้นสูงอย่างเครื่อง EUV ซึ่งจีนถูกจำกัดการเข้าถึงด้วยมาตรการควบคุมการส่งออก
- และต้องผ่านวงจรราคาตกที่โหดร้าย ที่ผู้เล่นหน้าใหม่มักไปไม่รอด
นี่คือเหตุผลที่ทำให้ DRAM กลายเป็นธุรกิจ ที่เปิดประตูให้คนเข้ามาแข่งได้ยากที่สุดธุรกิจหนึ่งในโลก
ย้อนกลับมาที่ Samsung
หลายคนอาจไม่รู้ว่า กว่าจะมาถึงวันนี้ Samsung ลงทุนแบบ “ยอมขาดทุน” มาก่อนหลายปี
ในช่วงปี 1983-1985 แม้ตลาดเซมิคอนดักเตอร์จะถดถอย และต้นทุนผลิตชิป 64K DRAM อยู่ที่ราว 1.30 ดอลลาร์ต่อชิ้น (ราว 42 บาท) ในขณะที่ราคาขายในตลาดต่ำกว่า 1 ดอลลาร์ (ต่ำกว่าราว 32.5 บาท)
แปลว่ายิ่งผลิต ยิ่งขาดทุน
แต่ Samsung ก็ยังเดินหน้าทุ่มเงินลงทุนในการพัฒนา DRAM ต่อไป เพราะเชื่อว่าวันหนึ่งตลาดจะโต และจะคุ้มค่า
และแล้ว ในปี 1992 หรือราว 9 ปีหลังจากเริ่มต้น
Samsung ก็แซงหน้าผู้ผลิตญี่ปุ่น ขึ้นเป็นผู้ผลิต DRAM อันดับ 1 ของโลกได้สำเร็จ
และครองตำแหน่งนั้นต่อเนื่องยาวนานกว่า 13 ปี เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน
จากการลงทุนที่ครั้งหนึ่งเคยดูเหมือนบ้าบิ่น วันนี้กลายเป็นขุมทรัพย์ที่มีมูลค่ามหาศาล
เพราะ AI ทำให้โลกต้องการ DRAM และ HBM มากขึ้นเรื่อย ๆ จนผลิตไม่ทันความต้องการ และมีการคาดว่าภาวะขาดแคลนจะยิ่งรุนแรงขึ้นในปี 2027
จากเกาหลีสู่ ETF ที่ทำประวัติศาสตร์โลก กองทุนที่ระดมทุนเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ ชื่อว่า DRAM
กระแสความร้อนแรงนี้ ไม่ได้อยู่แค่ในเกาหลี แต่ลามไปถึงนักลงทุนทั่วโลก
เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2026 บริษัท Roundhill Investments ได้เปิดตัวกองทุน ETF ที่ชื่อว่า Roundhill Memory ETF
โดยใช้ชื่อย่อ (Ticker) ตรง ๆ ว่า “DRAM”
กองทุนนี้ลงทุนกระจุกตัวอยู่ในผู้นำชิปความจำของโลก นั่นคือ SK Hynix, Micron และ Samsung เป็นหลัก
และสิ่งที่เกิดขึ้นต่อมา คือการทุบสถิติโลก
- ระดมทุนได้ 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.25 หมื่นล้านบาท) ภายใน 10 วันทำการ
- และพุ่งแตะ 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.25 แสนล้านบาท) ภายในเวลาราว 1 เดือน
กลายเป็นกองทุน ETF ที่ระดมเงินได้เร็วที่สุดในประวัติศาสตร์
เร็วยิ่งกว่ากองทุน Bitcoin ETF ที่เคยถือสถิตินี้มาก่อน
และวันที่ 2 มิถุนายน หลังการระดมทุนที่สหรัฐอเมริกา มาได้ 2 เดือนพอดี ก็กำลังมีกองทุนรวมไทยที่จะลงทุน DRAM เป็นกองแรก ซึ่งถือว่าเร็วในการใช้เวลาจัดตั้งกองทุนรวมหลังกองหลักออกมาได้ไม่นาน
แน่นอนว่า ของที่กำลังร้อนแรงเร็วขนาดนี้ ย่อมมีความเสี่ยง และมีเสียงเตือนเรื่องฟองสบู่ตามมาด้วยเช่นกัน แต่ถ้าใครสนใจกองทุน DRAM ไทยนี้ดูรายละเอียดในคอมเมนต์
บทสรุป
หลายคนรู้จักเกาหลีใต้ ผ่านซีรีส์ที่ดูจนติด เพลง K-pop ที่ฟังจนจำได้ หรือ Soft Power ที่ส่งออกวัฒนธรรมไปทั่วโลก
แต่สิ่งที่กำลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ตลาดหุ้น และความมั่งคั่งของเกาหลีในเวลานี้จริง ๆ
ไม่ใช่พระเอกนางเอกในซีรีส์ และไม่ใช่ไอดอลบนเวที
แต่เป็นชิปความจำชิ้นเล็ก ๆ ที่ชื่อว่า “DRAM”
ชิปที่เริ่มต้นจากการลงทุนแบบยอมขาดทุนเมื่อ 40 กว่าปีก่อน
วันนี้มันได้กลายเป็นหัวใจของยุค AI
และกลายเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดของประเทศเกาหลีไปแล้ว ในตอนนี้..

Samsung และ SK Hynix 2 บริษัทแบกประเทศเกาหลีใต้ อยู่ในกองทุน DRAM เป็นสัดส่วนถึง 28.2% กองทุน DRAM แรกในไทย มาแล้ว จองพร้อมกัน 2-8 มิ.ย.นี้ ที่ WealthX
ธุรกิจกึ่งผูกขาด ผู้นำหน่วยความจำโลก คอขวด AI แบบยกเว้นภาษี
✅กองทุนแรก ที่ลงทุน DRAM ETF
✅Pure Play ลงทุนเน้นแค่ผู้นำหน่วยความจำโลก
✅บริษัทกึ่งผูกขาด มีไม่กี่บริษัทในอุตสาหกรรม
✅การแข่งขันราคาต่ำ อำนาจต่อรองสูง
✅ยกเว้นภาษี Capital Gain สูงสุด 35%
✅ไม่เสียภาษีมรดกสหรัฐฯ สูงสุด 40%
✅จอง IPO พร้อมกัน 2-8 มิ.ย. 69 ที่ WealthX สมัครที่ wealthx.co/getapp บัญชีใหม่ควรสมัครล่วงหน้า เผื่อเวลายืนยันตัวตน
ธุรกิจกึ่งผูกขาด ผู้นำหน่วยความจำโลก คอขวด AI แบบยกเว้นภาษี
✅กองทุนแรก ที่ลงทุน DRAM ETF
✅Pure Play ลงทุนเน้นแค่ผู้นำหน่วยความจำโลก
✅บริษัทกึ่งผูกขาด มีไม่กี่บริษัทในอุตสาหกรรม
✅การแข่งขันราคาต่ำ อำนาจต่อรองสูง
✅ยกเว้นภาษี Capital Gain สูงสุด 35%
✅ไม่เสียภาษีมรดกสหรัฐฯ สูงสุด 40%
✅จอง IPO พร้อมกัน 2-8 มิ.ย. 69 ที่ WealthX สมัครที่ wealthx.co/getapp บัญชีใหม่ควรสมัครล่วงหน้า เผื่อเวลายืนยันตัวตน
เรากำลังพูดถึง LHDRAM นี่คือกองทุนแรกที่ลงทุนใน DRAM ETF โดยตรง เป็นกองทุนแบบที่โฟกัสเน้น ๆ เฉพาะผู้นำหน่วยความจำระดับโลก ถือหุ้นผู้ชนะแค่ 9 บริษัท เช่น
?Micron Technology ราว 28.2%
ผู้ผลิตหน่วยความจำสัญชาติอเมริกันเพียงรายเดียวในกลุ่มผู้นำ เป็นหนึ่งในผู้ป้อน HBM รุ่นใหม่ให้กับชิป AI และเป็นตัวแทนของนวัตกรรมหน่วยความจำฝั่งสหรัฐฯ
?SK Hynix ราว 27.1%
ผู้นำตลาด HBM ตัวจริง และเป็นซัพพลายเออร์หน่วยความจำความเร็วสูงรายหลักให้กับชิป AI ชั้นนำของโลก ถือเป็นหุ้นที่อยู่ใจกลางของกระแส AI โดยตรง
? Samsung Electronics ราว 17.9%
ยักษ์ใหญ่จากเกาหลีใต้ ผู้ผลิตหน่วยความจำรายใหญ่ที่สุดของโลก ครบเครื่องทั้ง DRAM, NAND และ HBM จุดเด่นคือสายการผลิตที่ครบวงจรและกำลังผลิตมหาศาล
? Kioxia Holdings ราว 6.6%
ผู้ผลิต NAND flash รายใหญ่จากญี่ปุ่น (อดีตธุรกิจหน่วยความจำของ Toshiba)
?Sandisk ราว 5.1%
ผู้เชี่ยวชาญด้านหน่วยความจำแฟลช NAND สำหรับการจัดเก็บข้อมูล
แล้วทำไมกองทุนนี้ถึงเป็นโอกาสแห่งทศวรรษ ?
-DRAM เป็นอุตสาหกรรมกึ่งผูกขาด
-รับผลประโยชน์จาก AI เต็มเม็ดเต็มหน่วย
-รับผลประโยชน์จาก AI เต็มเม็ดเต็มหน่วย
และสำคัญที่สุด คือกองทุนนี้เป็นกองทุน Pure Play โฟกัสเน้น ๆ แค่หุ้นหน่วยความจำโลก
ยุคตื่นทอง คนรวยสุดไม่ใช่คนขุดทอง
แต่คือคนขายจอบและเสียม..
แต่คือคนขายจอบและเสียม..
ยุคตื่น AI คนรวยสุดก็อาจไม่ใช่คนสร้าง AI
แต่คือคนที่ผลิตหน่วยความจำให้ AI ได้มีพื้นที่ทำงาน..
แต่คือคนที่ผลิตหน่วยความจำให้ AI ได้มีพื้นที่ทำงาน..
วันนี้ การประมวลผลข้อมูลบนโลก กำลังทวีคูณแบบไร้ขีดจำกัด
และ DRAM จะให้เราร่วมเป็นเจ้าของโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่มีธุรกิจกึ่งผูกขาดได้ ในรูปแบบกองทุนรวมที่ยกเว้นภาษีเป็นครั้งแรก..
ผู้ที่สนใจสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ บล.เวลท์เอกซ์ 02-6669477 LINE ID: @wealthx
คำเตือน: กองทุนมีความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาหลักทรัพย์และอัตราแลกเปลี่ยนจากการลงทุน ในตราสารต่างประเทศ กองทุนรวมนี้มีลักษณะเฉพาะและความเสี่ยงเฉพาะ ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน ความเสี่ยง ที่ระบุไว้ในคู่มือการลงทุน
จัดทำขึ้น ณ วันที่ 29 พ.ค. 2569