Franklin Templeton จากกองทุนตราสารหนี้ สู่จักรวรรดิการลงทุนระดับตำนาน

Franklin Templeton จากกองทุนตราสารหนี้ สู่จักรวรรดิการลงทุนระดับตำนาน

Franklin Templeton จากกองทุนตราสารหนี้ สู่จักรวรรดิการลงทุนระดับตำนาน /โดย ลงทุนแมน
“อย่าวางเดิมพันทั้งหมดไว้ที่ม้าตัวเดียว” แม้เป็นสุภาษิตที่สะท้อนสัจธรรมของชีวิต แต่ก็ดูเป็นหลักคิดสำคัญที่พา Franklin Templeton เติบโตขึ้นกลายเป็นบริษัทจัดการกองทุนระดับตำนานอย่างทุกวันนี้
หากย้อนกลับไปในช่วงต้นทศวรรษ 1980 บริษัท Franklin Distribution ประสบความสำเร็จอย่างก้าวกระโดด จากการขายกองทุนตราสารหนี้ ในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ สูงเป็นประวัติการณ์
แต่ภายใต้การนำของชาร์ล จอห์นสัน และรูเพิร์ต จอห์นสัน จูเนียร์ ซึ่งเป็นทายาทรุ่นที่ 2 พวกเขากลับมองเห็นความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่ นั่นคือ Franklin ลงทุนกระจุกตัวอยู่ในสหรัฐฯ และพึ่งพาความสำเร็จจากกองทุนตราสารหนี้มากเกินไป
ด้วยความที่ Franklin เชี่ยวชาญเฉพาะตลาดตราสารหนี้ การกระโดดไปลงทุนในตลาดอื่นด้วยตัวเองจึงดูเสี่ยงเกินไป จึงเป็นที่มาของกลยุทธ์ซื้อกิจการอื่นเพื่อเสริมจุดที่ขาด
จนเกิดเป็นดีลหยุดโลกในปี 1992 กับการควบรวมกิจการ Templeton, Galbraith & Hansberger บริษัทจัดการกองทุนของเซอร์จอห์น เทมเพิลตัน ที่เชี่ยวชาญการลงทุนในต่างประเทศ
ดีลการควบรวมครั้งนี้ มีส่วนยกระดับผลงานของ Franklin และสร้างตำนานในโลกการลงทุนอย่างไร ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
ก่อนหน้าดีลควบรวม Templeton ไม่เพียงมีชื่อเสียงจากการลงทุนในต่างประเทศ
แต่ด้วยการนำของเซอร์จอห์น เทมเพิลตัน ทำให้บริษัทมีจุดแข็งในการแสวงหาการลงทุนที่ดี ในราคาที่สมเหตุสมผล
ความสำเร็จที่สร้างชื่อเสียงให้ Templeton คือ การเข้าไปกว้านซื้อหุ้นญี่ปุ่นตั้งแต่ทศวรรษ 1960 ซึ่งเวลานั้นญี่ปุ่นยังมีภาพจำของการเป็นประเทศผู้แพ้สงครามที่ไม่น่าลงทุน
Templeton จึงเป็นกองทุนเจ้าแรก ๆ ในสหรัฐฯ ที่เข้าไปบุกเบิก และสามารถทำกำไรได้มหาศาลเมื่อเศรษฐกิจญี่ปุ่นผงาดขึ้นเป็นเบอร์ 2 ของโลกในทศวรรษ 1980
เมื่อหุ้นญี่ปุ่นเริ่มร้อนแรงจนเข้าใกล้ภาวะฟองสบู่ เซอร์จอห์น เทมเพิลตัน จึงหันเหความสนใจ และตัดสินใจก่อตั้งกลุ่มธุรกิจลูกที่เน้นลงทุนในเศรษฐกิจประเทศตลาดเกิดใหม่
ในชื่อ Templeton Emerging Markets Group ย่อได้เป็น TEMG เมื่อปี 1987 เพื่อแสวงหาผลตอบแทนที่สูงขึ้นในตลาดที่คนยังมองข้าม
พร้อมกันนั้น เขายังได้ทาบทาม มาร์ก โมเบียส ผู้จบปริญญาเอกจาก MIT และมีประสบการณ์กว่า 20 ปีในเอเชีย เข้ามาบริหารกลุ่ม TEMG
เมื่อเกิดการควบรวมกิจการเป็น Franklin Templeton
ทางฝั่ง Franklin ไม่เพียงแต่รักษาแนวทางการลงทุนเดิมของ Templeton ไว้
แต่ยังสนับสนุนมาร์ก โมเบียสอย่างเต็มที่ ทั้งในด้านเครือข่ายและการทำตลาดฝั่งวอลล์สตรีต
ด้วยการลงพื้นที่จริง ประเมินโอกาส และคัดเลือกธุรกิจด้วยตัวเอง
ผลงานของมาร์ก โมเบียส ทำให้มุมมองต่อตลาดเกิดใหม่ทั่วโลกเปลี่ยนไป
จนเขาถูกขนานนามว่าเป็น “อินเดียน่า โจนส์ แห่งโลกการลงทุน”
ความสำเร็จนี้ เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยผลักดันให้ Franklin Templeton มีมูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การจัดการ (AUM) ทะยานขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ปี 1992 มี AUM 2.4 ล้านล้านบาท
ปี 2012 มี AUM 26.3 ล้านล้านบาท
ปี 2022 มี AUM 45.5 ล้านล้านบาท
ปี 2025 มี AUM 58.8 ล้านล้านบาท
เท่ากับว่ามูลค่าสินทรัพย์เติบโตกว่า 24 เท่า จากปี 1992 หรือเติบโตเฉลี่ยกว่า 10% ต่อปี ตลอดระยะเวลา 33 ปี
การเติบโตอย่างแข็งแกร่งของ Franklin Templeton
ไม่ได้มาจากการบุกเบิกตลาดเกิดใหม่เพียงอย่างเดียว
แต่เกิดจากปรัชญาที่ต้องการ “กระจายความเสี่ยง” ไปยังสินทรัพย์ที่หลากหลาย
กลยุทธ์สำคัญที่ทำให้ Franklin Templeton ยิ่งใหญ่มาจนถึงปัจจุบันคือ การรวบรวมมือโปรเฉพาะทางเข้ามาเสริมทัพ
หนึ่งในนั้นก็คือ กลุ่มสินทรัพย์ที่เปรียบเสมือนกระดูกสันหลังของเศรษฐกิจโลกอย่าง “โครงสร้างพื้นฐาน”
ความแข็งแกร่งนี้ถูกขับเคลื่อนผ่านทีมงานของ ClearBridge Investments หนึ่งในผู้จัดการกองทุนในเครือ Franklin Templeton ที่มีความเชี่ยวชาญระดับโลกในการบริหารสินทรัพย์ประเภทนี้โดยเฉพาะ
สิ่งที่ทำให้การบริหาร Infrastructure ของที่นี่โดดเด่นกว่าใครคือ ปรัชญาการลงทุนที่มองลึกถึงโครงสร้างรายได้ สรุปเป็นข้อ ๆ ได้ดังนี้
Pricing Power & Inflation Protection
- ทีมบริหารจะคัดเลือกเฉพาะธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานที่มี “อำนาจในการต่อรองราคา” และมีรายได้ที่ผูกพันกับอัตราเงินเฟ้อ ทำให้ในยามที่ข้าวของแพง รายได้ของธุรกิจเหล่านี้จะปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย
Essential Services Only
- เน้นลงทุนในสินทรัพย์ที่เป็นความจำเป็นพื้นฐานที่ขาดไม่ได้ ไม่ว่าเศรษฐกิจจะดีหรือร้าย คนก็ยังต้องใช้ไฟฟ้า ประปา โครงข่ายคมนาคม หรือสื่อสารผ่านเสาสัญญาณโทรคมนาคม สิ่งนี้สร้างกำแพงป้องกันที่แข็งแกร่งให้กับกองทุน
และอีกแก่นสำคัญที่ขาดไม่ได้เลยก็คือ การไม่ได้เลือกลงทุนหุ้นตามดัชนี
แต่เป็นการใช้ทีมวิเคราะห์ลงพื้นที่จริง เพื่อประเมินศักยภาพการทำกำไรระยะยาว รวมถึงการปรับตัวเข้าสู่เทรนด์พลังงานสะอาด
สะท้อนผ่านผลงานของกองทุนระดับ Flagship อย่าง FTGF ClearBridge Global Infrastructure Income Fund ที่เน้นลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของประเทศพัฒนาแล้ว มุ่งสร้างรายได้ควบคู่การเติบโต และมีจุดเด่นคือ การจ่ายปันผลสม่ำเสมอ
อ่านมาถึงตรงนี้ หลายคนอาจคิดว่าการเข้าถึงมือโปรระดับโลกที่บริหารเงินหลักหลายสิบล้านล้านบาท คงเป็นเรื่องที่ดูไกลตัว
แต่ในความเป็นจริง นักลงทุนไทยสามารถเชื่อมต่อกับความเชี่ยวชาญนี้ได้ง่าย ๆ ผ่านพันธมิตรที่ร่วมงานกับ Franklin Templeton มาอย่างยาวนาน อย่าง BBLAM
สำหรับใครที่อยากนำหลักการ “อย่าวางเดิมพันทั้งหมดไว้ที่ม้าตัวเดียว” มาปรับใช้กับพอร์ตของตัวเอง
ทาง BBLAM ได้เปิดโอกาสให้เราเข้าไปเป็นเจ้าของโครงสร้างพื้นฐานทั่วโลก ผ่านกองทุน B-GLOB-INFRA
กองทุนนี้ จะเข้าไปลงทุนในกองทุนหลัก FTGF ClearBridge Global Infrastructure Income Fund ซึ่งบริหารโดยทีมงานผู้เชี่ยวชาญจากเครือ Franklin Templeton โดยตรง
โดยสรุปเป็นแก่นความแข็งแกร่งของ B-GLOB-INFRA ได้ดังนี้
ลงทุนในรากฐานของเศรษฐกิจโลก
- เน้นลงทุนในหุ้นโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อชีวิตประจำวันทั่วโลก เช่น โรงไฟฟ้า, ประปา และโครงข่ายคมนาคม ซึ่งมักมีรายได้ที่คาดการณ์ได้และทนทานต่อความผันผวน
โดดเด่นเรื่องการสร้างกระแสเงินสด
- เป้าหมายหลักคือ การสร้างรายได้ที่สม่ำเสมอควบคู่ไปกับการเติบโตของเงินทุน เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ต้องการพอร์ตการลงทุนที่มั่นคงและมีเกราะป้องกันเงินเฟ้อ
บริหารด้วยวิถีของตำนาน
- ได้รับประโยชน์โดยตรงจากเครือข่ายข้อมูลระดับโลก และปรัชญาการคัดเลือกหุ้นเชิงรุก ที่ตกทอดมาจากยุคของเซอร์จอห์น เทมเพิลตัน
ในยุคที่ตลาดการเงินโลกมีความผันผวนสูงและเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน
การมีสินทรัพย์ประเภทโครงสร้างพื้นฐานติดพอร์ตไว้ ก็เปรียบเสมือนการสร้าง “เสาเข็มที่แข็งแกร่ง” ให้กับรากฐานทางการเงินของเรา
เพราะสุดท้ายแล้ว ไม่ว่าโลกการลงทุนจะผันผวน หรือม้าตัวไหนจะวิ่งเร็วที่สุดในวันนี้
การแบ่งเงินส่วนหนึ่งมาสร้างรากฐานที่มั่นคง
ผ่านสินทรัพย์โครงสร้างพื้นฐานระดับโลกที่ดูแลโดย “ผู้เชี่ยวชาญตัวจริง”
ก็อาจเป็นจิกซอว์ชิ้นสำคัญ ที่ช่วยให้พอร์ตการลงทุนของเรา สามารถยืนหยัดและเติบโตอย่างยั่งยืนได้ในระยะยาวนั่นเอง..
© 2026 Longtunman. All rights reserved. Privacy Policy.
Blockdit Icon