
ไทยกำลัง ยกเค้ก “ทองคำชิ้นโต” ให้สิงคโปร์ ?
ไทยคือประเทศแห่งร้านทอง คำพูดนี้คงไม่ผิดนัก เพราะมองไปทุกหัวมุมเมือง เราก็จะเจอร้านทองราวกับร้านสะดวกซื้อที่มีอยู่ทั่วจำนวนมาก
เรื่องนี้คงไม่แปลกอะไร เพราะคนไทยอยู่คู่กับทองมานาน แถมปีก่อน คนไทยใช้เงินลงทุนซื้อขายทองคำ มากถึง 190,000 ล้านบาท เรียกได้ว่าเป็นตัวท็อปของตลาดทองคำของอาเซียน และมีวอลูมการซื้อขายติดอันดับต้น ๆ ของโลก
แม้ว่าไทยดูจะเป็นศูนย์กลางเทรดทองคำในภูมิภาคได้ไม่ยาก แต่คนที่กำลังแย่งชิงศูนย์กลางในภูมิภาคนี้ไป ก็คือ สิงคโปร์ ที่ตอนนี้กำลังเร่งเตรียมโครงสร้างพื้นฐานรองรับไว้อย่างเต็มที่
แถมล่าสุด วันจันทร์ที่ผ่านมาหน่วยงานสิงค์โปร์อย่าง MAS และ SGX ยังเดินหน้าเซ็น MOU จับมือกับสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ระดับโลก ทั้ง J.P. Morgan, DBS, OCBC, และ UOB เพื่อผลักดันให้ตัวเองกลายเป็น Hub ด้านทองคำของภูมิภาคให้ได้
คำถามคือทั้งที่เราเป็นตลาดที่ใหญ่ และการซื้อขายที่เยอะขนาดนี้
แล้วทำไมเราถึงกำลังจะถูกสิงคโปร์แย่งชิ้นเค้กทองคำไป ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
แล้วทำไมเราถึงกำลังจะถูกสิงคโปร์แย่งชิ้นเค้กทองคำไป ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
ถ้าเรามองตลอดประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา การพัฒนาประเทศของสิงคโปร์ใช้โมเดลทำตัวเป็นศูนย์กลางตลอด
ตั้งแต่การเป็นศูนย์กลางน้ำมันภูมิภาค แม้ตัวเองจะไม่มีน้ำมันดิบในประเทศเลยก็ตามมา
ตั้งแต่การเป็นศูนย์กลางน้ำมันภูมิภาค แม้ตัวเองจะไม่มีน้ำมันดิบในประเทศเลยก็ตามมา
มาวันนี้ สิงคโปร์สำเร็จเรื่องการเป็นศูนย์กลางการซื้อขายน้ำมันในภูมิภาคแล้ว และประเทศนี้กำลังขยับมาเป็นศูนย์กลางการซื้อขายทองคำในภูมิภาค
สิงคโปร์เริ่มต้นจากการมี Metalor Singapore โรงกลั่นทองคำและโลหะมีค่าที่ได้รับการรับรองมาตรฐานระดับโลก หรือ LBMA ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของตลาดทองคำภูมิภาค
พูดง่าย ๆ Metalor คือ ผู้ที่คอยการันตีและแปรรูปทองคำ ซึ่งทองคำที่ผ่านการรับรองถือเป็นเกรดที่สามารถซื้อขายได้ทั่วโลก
อีกข้อคือการจัดตั้ง Le Freeport ซึ่งอยู่ติดกับท่าอากาศยานชางงี ใช้เป็นพื้นที่เก็บทองคำและโลหะมีค่าจากทั่วโลกได้อย่างรวดเร็ว ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพ
และเพื่อให้ทิศทางของประเทศที่จะมุ่งไปสู่การเป็นศูนย์กลางซื้อขายทองคำในภูมิภาค หน่วยงานสิงคโปร์ที่เกี่ยวข้องกับทองคำจึงหันมาจับมือเพื่อมุ่งไปสู่เส้นทางเดียวกัน
โดยมี MAS ที่มีหน้าที่ออกนโยบายการเงิน รวมทั้งออกใบอนุญาตและกำกับดูแลสถาบันการเงินต่าง ๆ มาทำงานร่วมกับ Singapore Bullion Market Association ที่คอยกำหนดมาตรฐานตลาดทองคำ และทิศทางนโยบาย
รวมถึงกำหนดโครงสร้างพื้นฐานของตลาดทองคำ ตั้งแต่ผลิตภัณฑ์การลงทุน มาตรฐานการขนส่งและจัดเก็บ ไปจนถึงระบบซื้อขายนอกตลาดหลักทรัพย์
ดูแค่นี้ จะเห็นได้ว่าสิงคโปร์เอาจริงเอาจังมากกับการทำให้ตัวเองเป็นศูนย์กลางซื้อขายทองคำในภูมิภาค
ซึ่งคงไม่ใช่แค่ความหวังที่จะเป็นศูนย์กลางในภูมิภาคเท่านั้น แต่อาจหวังเป็นหนึ่งในศูนย์กลางซื้อขายทองคำของโลกอีกด้วย
ซึ่งคงไม่ใช่แค่ความหวังที่จะเป็นศูนย์กลางในภูมิภาคเท่านั้น แต่อาจหวังเป็นหนึ่งในศูนย์กลางซื้อขายทองคำของโลกอีกด้วย
เพราะโลกที่กำลังเข้าสู่ยุคที่ไม่มั่นคงมากขึ้น ทั้งจากสงคราม ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ การคว่ำบาตร และการแบ่งขั้วของระบบการเงินโลก ที่เราน่าจะได้เห็นข่าวความไม่แน่นอนแบบนี้ไปทั่วโลก
ทองคำจึงกลายเป็นสินทรัพย์ยุทธศาสตร์ของชาติ ที่ช่วยดึงดูดเม็ดเงิน สร้างความมั่นคงทางการเงิน และสร้างอำนาจต่อรองในระบบเศรษฐกิจโลก
ซึ่งในมุมนักลงทุนและธุรกิจรายใหญ่เอง ก็จำเป็นต้องกระจายความเสี่ยงในการซื้อขายทองคำจากหลากหลายแหล่ง มากกว่าที่จะทุ่มเงินซื้อ เก็บไว้ หรือปล่อยขายแค่แหล่งเดียว
พอเป็นแบบนี้ แปลว่า ถ้าสิงคโปร์สามารถปั้นตัวเองให้เป็นศูนย์กลางการซื้อขายทองคำที่น่าเชื่อถือและมีเสถียรภาพได้ อุตสาหกรรมทองคำก็จะสามารถดึงดูดเม็ดเงินเข้าสู่ประเทศได้อีกมาก
แต่เรื่องนี้ ก็อาจพูดได้ว่า สิงคโปร์กำลังท้าชนกับสถานะของประเทศไทยที่ต้องการเป็นศูนย์กลางซื้อขายทองคำในภูมิภาค จากการมีปริมาณการซื้อขายอันดับต้น ๆ ของโลก
คำถามคือ แล้วไทยจะสามารถเป็นศูนย์กลางการซื้อขายทองคำในภูมิภาคนี้ได้ไหม หรือต้องปล่อยให้เค้กทองคำนี้ชิ้นโตไปให้กับสิงคโปร์แทน ?
ต้องบอกว่า จริง ๆ แล้วไทยมีความพร้อมหลายอย่างอยู่แล้วในการเป็นศูนย์กลางการซื้อขายทองคำในภูมิภาคนี้ได้
เพราะไทยไม่ได้มีแค่ร้านทองจำนวนมากเท่านั้น แต่ยังมีผู้ประกอบการท้องถิ่นที่พัฒนาระบบซื้อขายทองออนไลน์ ระบบออมทองดิจิทัล การเชื่อมต่อราคาแบบเรียลไทม์ และระบบหลังบ้านที่รองรับธุรกรรมจำนวนมากได้อย่างรวดเร็ว จึงทำให้การซื้อขายทองคำในไทยเป็นเรื่องที่ทำได้สะดวกมากขึ้น
แถมผู้ประกอบการเหล่านี้ ก็ยังมีระบบตรวจสอบตัวตนทางกฎหมาย KYC/CDD ที่ทำให้การซื้อขายทองคำเป็นไปตามกฎหมายที่กำหนดเอาไว้
แต่ความท้าทายสำคัญจริง ๆ ของไทยที่จะเป็นศูนย์กลางการซื้อขายทองคำของภูมิภาค อาจเป็นเรื่องการทำงานร่วมกันระหว่างภาคธุรกิจหรือภาครัฐ ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาเริ่มเข้ามาควบคุมและกำกับดูแลอุตสาหกรรมทองคำมากขึ้น
เริ่มตั้งแต่ธนาคารแห่งประเทศไทย ด้วยการจำกัดวงเงินซื้อหรือขายทองคำไม่เกินด้านละ 50 ล้านบาทต่อคนต่อแพลตฟอร์ม ตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา
รวมไปถึงการกำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติม เช่น ต้องจ่ายเงินเต็มจำนวนเมื่อซื้อขายบนแพลตฟอร์ม
เงื่อนไขทั้งหมดนี้ ก็เพื่อให้สามารถจำกัดธุรกรรมการซื้อขายทองคำมากขึ้น จนส่งผลให้ค่าเงินบาทในช่วงที่ผ่านมามีความผันผวนลดลง
แต่ล่าสุดภาพการที่ภาครัฐเข้ามากำกับดูแลนี้ไม่ได้หยุดอยู่ที่ ธปท. เท่านั้น แต่กำลังขยายเป็นการควบคุมทั้งระบบของรัฐ โดยไล่ตั้งแต่ ธปท. ปปง. ก.ล.ต. กรมสรรพากร ไปจนถึงกรมศุลกากร เพื่อเชื่อมข้อมูลเส้นทางเงินทองคำ คริปโท ภาษี และการนำเข้าส่งออกให้เห็นภาพเดียวกัน
- ปปง. ที่เข้มเรื่องนอมินีและธุรกรรมต้องสงสัย
- ก.ล.ต. ที่ยกระดับ KYC/CDD เพื่อตรวจสอบและยืนยันตัวตนลูกค้าทางกฎหมาย
- กรมสรรพากรที่เริ่มมองข้อมูลธุรกรรมและฐานภาษี
- กรมศุลกากรที่เริ่มศึกษาภาษีนำเข้าทองคำ
- ก.ล.ต. ที่ยกระดับ KYC/CDD เพื่อตรวจสอบและยืนยันตัวตนลูกค้าทางกฎหมาย
- กรมสรรพากรที่เริ่มมองข้อมูลธุรกรรมและฐานภาษี
- กรมศุลกากรที่เริ่มศึกษาภาษีนำเข้าทองคำ
แน่นอนว่า การเพิ่มกำกับดูแลแบบนี้ก็เพื่อแก้ปัญหาการทำธุรกรรมผิดกฎหมายอย่างสแกมเมอร์ แต่พอมีหลายหน่วยงานเข้ามาเกี่ยวข้อง ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่กฎกติกาของหน่วยงานรัฐใดหน่วยงานหนึ่ง
แต่คือการที่ไทยยังไม่มีเจ้าภาพกลางที่มองทั้งห่วงโซ่และชั่งน้ำหนัก 3 เรื่องพร้อมกัน ทั้งเสถียรภาพ ความโปร่งใส และความสามารถแข่งขัน
ในโลกของภาคธุรกิจ สิ่งที่ต้องการไม่ใช่การยกเว้นกฎหมาย แต่คือการที่ภาครัฐต้องวางแผนร่วมกับผู้เล่นจริงก่อนออกมาตรการ เพื่อให้กฎใหม่ปิดช่องผู้เล่นนอกระบบที่ทำผิดกฎหมายได้จริง โดยไม่ทำลายผู้ประกอบการที่ทำถูกต้อง ซึ่งมีระบบตรวจสอบ มีลูกค้าองค์กร มีสภาพคล่อง และมีเทคโนโลยีที่ไทยสร้างขึ้นมาเอง
แต่หากขั้นตอนจากหน่วยงานรัฐต่าง ๆ ทั้งหมดนี้ กลายเป็นเพียงการเพิ่มด่านตรวจ เพิ่มแบบฟอร์ม และเพิ่มต้นทุนให้ผู้เล่นที่อยู่ในระบบ ผลลัพธ์ที่ได้ก็อาจไม่ได้แก้ปัญหาตรงจุด เพราะหลายปัญหาในตลาด เช่น สแกมเมอร์ เงินเทา หรือธุรกรรมที่ตรวจสอบยาก มักเกิดจากผู้เล่นที่อยู่นอกระบบกำกับดูแลตั้งแต่แรก
กลายเป็นว่า ผู้ประกอบการที่ทำถูกต้อง มีใบอนุญาต มีระบบตรวจสอบตัวตนทางกฎหมาย KYC/CDD มีข้อมูลให้ตรวจสอบและพร้อมร่วมมือกับรัฐ กลับต้องรับภาระมากขึ้น ขณะที่ผู้เล่นนอกระบบยังหลบเลี่ยงกติกา ย้ายช่องทางและทำธุรกิจได้คล่องกว่าเดิม
นี่คือผลย้อนกลับที่อันตราย เพราะแทนที่กติกาใหม่จะดึงตลาดเข้าสู่ระบบ กลับอาจทำให้ผู้เล่นในระบบเสียเปรียบ และเปิดพื้นที่ให้ผู้เล่นนอกระบบแข่งขันได้มากขึ้น
แต่สมมติว่า ถ้าเราใช้ข้อมูลเดียวกันเพื่อสร้างช่องทางรายงานเดียว แยกผู้เล่นตามความเสี่ยง และให้เลนพิเศษกับผู้ประกอบการที่ผ่านมาตรฐานจริง ไทยก็จะสามารถปิดช่องผู้เล่นนอกระบบได้ตรงจุด โดยไม่ทำลายผู้เล่นคุณภาพที่ควรเป็นฐานศูนย์กลางการซื้อขายทองคำของประเทศ
ดังนั้นสิ่งที่ไทยควรทำหลังจากนี้ คือการเอาจุดแข็งของสิงคโปร์ที่สร้างความน่าเชื่อถือให้กับนักลงทุน มาพัฒนาตลาดลงทุนทองคำของไทยให้ชัดเจนมากขึ้น
โดยเฉพาะการป้องกันไม่ให้ทองคำกลายเป็นที่ฟอกเงินหรือสแกมเมอร์ สิงคโปร์ก็มีตัวอย่างกลไกอย่างกฎหมายผู้ค้าอัญมณีและโลหะมีค่า เพื่อมาใช้กับเรื่องนี้ไว้อยู่แล้ว
กฎหมายนี้ กำหนดให้ผู้ค้าทองคำ ต้องตรวจสอบตัวตนลูกค้าสำหรับธุรกรรมเงินสดที่เกินกว่า 20,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ และต้องรายงานธุรกรรมที่น่าสงสัย รวมถึงผู้ค้าทองคำทุกรายจำเป็นต้องลงทะเบียนกับหน่วยงานในกำกับกระทรวงยุติธรรม
ซึ่งถ้าไทยสร้างจุดแข็งด้านความน่าเชื่อถือแบบสิงคโปร์ได้ บวกกับปริมาณซื้อขายทองคำของไทยที่สูงอยู่แล้ว ก็ยิ่งผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางทองคำของภูมิภาคได้ไม่ยาก
วันนี้เรายังมีโอกาสที่จะปฎิเสธการยกเค้กทองคำชิ้นโตนี้ให้กับสิงคโปร์ และเลียนแบบความรู้ความเข้าใจอุตสาหกรรมทองคำแบบสิงคโปร์ ที่มีการวางระบบร่วมกัน ทั้งสร้างระบบชำระราคา โครงสร้างพื้นฐานคลังเก็บทอง มาตรฐานกำกับดูแล และผลิตภัณฑ์ลงทุนใหม่ ๆ เพื่อดึงบทบาทศูนย์กลางทองคำมาไว้กับตนเอง
ไทยที่มีจุดตั้งต้นดีกว่า ทั้งฐานผู้ซื้อขายขนาดใหญ่ ผู้ประกอบการที่มีเทคโนโลยี ระบบหลังบ้านที่พัฒนาเอง และสถานะที่เราเป็นตลาดทองคำสำคัญของภูมิภาคอยู่บ้างแล้ว
สิ่งที่อาจเติมเต็มให้ไปเราไปถึงจุดนั้นได้สมบูรณ์และมั่นคงกว่าเดิม คือการที่ภาครัฐหันมาวางยุทธศาสตร์ร่วมกันกับภาคเอกชนที่เป็นผู้เล่นจริง แทนที่จะมาตรการแบบแยกส่วนจากหน่วยงานภาครัฐต่าง ๆ ที่จะทำให้เราค่อย ๆ สูญเสียบทบาทในภูมิภาคนี้ไปโดยไม่รู้ตัว
เพราะในโลกที่ไม่มั่นคงขึ้นเรื่อย ๆ ประเทศที่เข้าใจบทบาทของทองคำก่อน จะไม่ได้ชนะเพราะถือทองมากกว่า แต่จะชนะเพราะถือความเชื่อมั่น สภาพคล่อง และอำนาจต่อรองของภูมิภาคไว้ก่อนใคร เพื่อสร้างเป็นอุตสาหกรรมใหม่ให้กับประเทศแบบสิงคโปร์
โจทย์ใหญ่ของไทยในตอนนี้ จึงไม่ใช่การเลือกระหว่าง เสถียรภาพค่าเงินและการป้องกันสแกมเมอร์ หรือการเป็นศูนย์กลางทองคำ
แต่อาจเป็นการสร้างถนนสายดิจิทัลที่แข็งแรงมากพอที่จะให้รถบรรทุกทองคำวิ่งผ่านได้ โดยที่ไม่ทำให้อุตสาหกรรมอื่นต้องสะเทือนนั่นเอง..