
จากล่มสลาย สู่การเกิดใหม่ จากกรุงศรีอยุธยา สู่กรุงเทพฯ มหานคร 244 ปี
จากล่มสลาย สู่การเกิดใหม่ จากกรุงศรีอยุธยา สู่กรุงเทพฯ มหานคร 244 ปี /โดย ลงทุนแมน
ปี พ.ศ. 2310 อาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่ง ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งยืนหยัดมาได้ 417 ปี ล่มสลายลง
ไฟจากสงคราม ได้เผาผลาญพระราชวัง วัดวาอาราม ไปจนถึงบ้านเรือนของผู้คน ในกรุงศรีอยุธยา จนวอดวาย
ผู้คนที่อยู่ในพระนครแห่งนั้น มีทั้งถูกกวาดต้อน และต้องหลบหนี พลัดถิ่นฐานบ้านเกิดเมืองนอนของตัวเอง กระจัดกระจายไปทั่ว เพื่อรักษาชีวิตให้ยังรอดพ้นไปอีกวัน
นั่นไม่ใช่จุดจบ ที่สร้างยุคมืดในกาลต่อมา แต่กลับเป็นปฐมบทแห่งการเริ่มต้นอาณาจักรใหม่ ที่มีเมืองหลวงแห่งใหม่ สืบอายุต่อมาได้ถึง 244 ปีแล้ว
เมืองที่ว่านั้น ก็คือ “กรุงเทพฯ” เมืองหลวงของประเทศไทย และมหานครที่ถอดแบบการสร้างมาจากกรุงศรีอยุธยานั่นเอง
หากสงสัยว่า เรื่องราวจุดกำเนิดของมหานครแห่งนี้ เป็นมาอย่างไร และเมืองนี้ต้องผ่านอะไรมาบ้าง ?
ลงทุนแมนจะพาย้อนรอยไปด้วยกัน..
เรื่องราวเริ่มต้นจากจุดที่ต่ำที่สุด หลังจากกรุงศรีอยุธยาแตก บ้านเมืองระส่ำระสาย ทุกอย่างได้พังพินาศในชั่วข้ามคืน
นั่นคือภาพของสยาม ในปี พ.ศ. 2310
โชคดีที่ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทรงตีฝ่าวงล้อมออกมาได้ก่อนที่เมืองจะแตก พร้อมกับไพร่พลเพียงหยิบมือเดียว
จากจุดนั้น พระองค์ใช้เวลา 3 ปี ในการกวาดล้างก๊กต่าง ๆ ที่แตกออกเป็นเสี่ยงทั่วแผ่นดิน และสามารถรวบรวมอาณาจักรให้กลับมาเป็นหนึ่งเดียวกันได้อีกครั้ง
แต่การจะกลับไปกอบกู้เมืองอยุธยาให้ฟื้นคืนมาได้ ก็แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย
เพราะเมืองเต็มไปด้วยซากปรักหักพัง จนแทบจะเป็นเมืองร้าง เหลือไว้แต่เพียงความอดอยากแร้นแค้นที่เห็นได้ทั่วไป ซ้ำผู้คนที่รอดมาได้ ก็ยังหนีกันกระจัดกระจายออกไปคนละทิศละทาง
เรียกได้ว่า อาณาจักรที่เคยยิ่งใหญ่มา 417 ปีนี้ ไม่สามารถฟื้นฟูบนพื้นที่เดิม ได้อีกต่อไปแล้ว..
พระองค์จึงได้ตัดสินใจหยุดมองย้อนหลังถึงอดีตที่เคยรุ่งเรือง และเลือกตั้งราชธานีใหม่ที่กรุงธนบุรี ซึ่งอยู่ใกล้ปากน้ำ ห่างจากอยุธยาลงมาทางใต้
เพื่อต่อไป หากมีศึกสงครามมาอีก ข้าศึกที่จะยกทัพมาตามเส้นทางเดิม ก็จะผ่านเข้ามาได้ยากกว่า
แต่เรือสินค้าจากจีนและนานาชาติ กลับสามารถเข้าออกได้สะดวก ทำให้ช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจของอาณาจักร กลับมาได้อย่างรวดเร็ว
นั่นคือสิ่งที่อาณาจักรใหม่นี้ ที่เพิ่งเริ่มต้นขึ้นมาจากเศษเถ้าถ่านเมืองเก่า จำเป็นต้องทำมากที่สุดในตอนนั้น..
อย่างไรก็ตาม กรุงธนบุรีก็มีอายุสั้นเพียง 15 ปีเท่านั้น
เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ขึ้นครองราชย์ เป็นปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี ในปี พ.ศ. 2325 หรือ 15 ปีให้หลังจากกรุงศรีอยุธยาแตก
พระองค์มองเห็นปัญหาของกรุงธนบุรีชัดเจนมาก โดยปัญหาแรกสุดคือ เรื่องพื้นที่พระราชวัง ถูกวัดขนาบไว้ทั้งสองข้างทาง ทำให้เมืองไม่สามารถขยายออกไปได้อีกเลย
แต่ปัญหาที่หนักกว่านั้น คือเรื่องการป้องกันเมือง เพราะมีแม่น้ำเจ้าพระยาผ่ากลางเมือง หากเมื่อใดที่ข้าศึกยกทัพมาตามลำน้ำ ก็มีโอกาสสามารถตีเข้าถึงใจกลางพระนคร ได้โดยง่ายเช่นเดียวกัน
พูดให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือ กรุงธนบุรีเป็นได้แค่เมืองชั่วคราว ที่เหมาะสำหรับช่วงฉุกเฉินเท่านั้น เพราะช่วยให้อาณาจักรใหม่ ตั้งตัวได้เร็ว ป้องกันพอได้ แต่ยังไม่ใช่เมืองที่จะเติบโตได้อย่างมั่นคงในระยะยาว
พระองค์จึงทรงมีพระราชดำริว่า ฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยาเหมาะสมกว่า เพราะเป็นพื้นที่หัวแหลม มีแม่น้ำล้อมรอบอยู่ถึง 3 ด้าน เป็นปราการโดยธรรมชาติ
เพียงแค่ขุดคูคลองเพิ่มทางด้านเหนือและตะวันออกอีกเล็กน้อย เมืองทั้งเมืองก็จะกลายเป็นเกาะที่ข้าศึกจะยกทัพเข้ามาตีได้ยากมาก..
และที่สำคัญกว่านั้น ที่ตรงนี้เองก็ไม่ใช่พื้นที่รกร้างว่างเปล่า แต่มีชุมชนตั้งรกรากมาตั้งแต่สมัยอยุธยาแล้ว
โดยหลังจากที่มีการขุดคลองลัดแม่น้ำเจ้าพระยาในสมัยอยุธยา บริเวณบางกอกก็กลายเป็นจุดพักเรือของนานาประเทศ
ผู้คนตั้งหลักแหล่งแลกเปลี่ยนสินค้า จนกลายเป็นชุมชนเมืองมาตั้งแต่ตอนนั้น
ยิ่งไปกว่านั้นเอง ในรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ก็ยังมีการสร้างป้อมปืนใหญ่ขึ้นทั้งสองฝั่งแม่น้ำ เพราะทรงเห็นว่า บางกอกเป็นเมืองด่านสำคัญทางการค้า และมีชัยภูมิสำคัญทางยุทธศาสตร์
ดังนี้เอง พื้นที่แห่งนี้จึงมีทั้งชุมชน เส้นทางการค้า และโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการป้องกัน สั่งสมมายาวนานเป็น 100 ปี
รัชกาลที่ 1 ไม่ได้สร้างเมืองบนพื้นที่เปล่า แต่เลือกสร้างบนรากฐานที่มีอยู่ก่อนแล้ว และยกระดับมันขึ้นไปอีกขั้น..
และแล้ววันที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2325 พระฤกษ์ยกเสาหลักเมืองกรุงเทพมหานคร ก็ได้ถูกกระทำขึ้น
พระนครแห่งใหม่นี้ ได้รับพระราชทานชื่อเต็มว่า
“กรุงเทพมหานคร บวรรัตนโกสินทร์ มหินทรายุธยา มหาดิลกภพ นพรัตนราชธานีบูรีรมย์ อุดมราชนิเวศน์มหาสถาน อมรพิมานอวตารสถิต สักกะทัตติยวิษณุกรรมประสิทธิ์”
ซึ่งต่อมาได้รับการบันทึกในกินเนสส์บุ๊กว่า เป็นชื่อเมืองที่ยาวที่สุดในโลก
หากเราสังเกตให้ดี จะเห็นว่า ชื่อของเมืองใหม่นี้ ถูกบรรจุคำว่า “อยุธยา” เอาไว้ด้วย เสมือนการประกาศให้โลกได้รู้ว่า อาณาจักรใหม่นี้ก็คือทายาทของอาณาจักรอยุธยา ไม่ใช่แค่เพียงผู้รอดชีวิต..
และเมื่อพระองค์ทรงออกแบบพระนครใหม่ ก็ไม่ได้เริ่มต้นจากกระดาษเปล่าแต่อย่างใด
หากแต่หยิบแบบแปลนของกรุงศรีอยุธยา ขึ้นมาตั้งเป็นต้นแบบ ทั้งผังพระราชวัง วัดพระแก้ว กำแพงเมือง และคลองรอบพระนคร
ทั้งหมดนี้ ล้วนจำลองโครงสร้างมาจากอยุธยาแทบทั้งสิ้น แต่ก็มีการเสริมให้ปิดทุกจุดอ่อน ที่เคยทำให้อาณาจักรเดิมล่มสลาย ไว้เรียบร้อยแล้ว
ซึ่งเมืองใหม่แห่งนี้ ก็ไม่ได้ถอดแบบมาแค่เพียงแบบแปลน แต่ยังมีการนำบางสิ่งจากอยุธยา มาใช้ในการก่อร่างสร้างอาณาจักรต่อไปด้วย
โดยรัชกาลที่ 1 ทรงให้รื้อกำแพงเมืองอยุธยาเดิม แล้วขนผ่านเรือล่องมาตามลำน้ำ ก่อขึ้นเป็นกำแพงพระนครแห่งใหม่ ได้ยาวถึง 7 กิโลเมตร
ราวกับทรงต้องการจะบอกว่า ความยิ่งใหญ่ของอยุธยา ยังไม่ได้ตายไปกับเปลวไฟ แต่กำลังจะอุบัติขึ้นอีกครั้ง บนอีกฝั่งของแม่น้ำสายเดิม..
การวางรากฐานที่มั่นคงนี้ ส่งผลให้ในรัชกาลต่อ ๆ มา เมืองนี้ค่อย ๆ เติบโตขึ้นเป็นชั้น ๆ ตามยุคสมัย
ในรัชกาลที่ 3 การค้าทางเรือเฟื่องฟูมาก จนมีชาวจีนหลั่งไหลเข้ามาตั้งถิ่นฐาน ทำให้ย่านการค้าก่อตัวขึ้นตามริมคลองและแม่น้ำ
ชีวิตของผู้คนในเมือง จึงผูกติดอยู่กับสายน้ำเป็นหลัก จะเดินทางไปไหน ก็เลยต้องใช้เรือแทบทั้งนั้น
พอมาถึงสมัยรัชกาลที่ 4 ก็เริ่มเกิดจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ หลังการลงนามในสนธิสัญญากับชาติตะวันตก ความเจริญจึงเริ่มย้ายขึ้นมาทางบกมากขึ้น
ถนนเจริญกรุง ถูกตัดขึ้นเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2404 ด้วยเทคนิคแบบตะวันตก โดยชาวต่างชาติในสมัยนั้นเรียกมันว่า “New Road”
ถนนสายใหม่นี้ นำพาความเจริญในรูปแบบใหม่ เข้ามาสู่พระนครแห่งนี้ อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
พอถึงสมัยรัชกาลที่ 5 ก็ถึงจุดที่กรุงเทพฯ ได้พลิกโฉมหน้าครั้งใหญ่ที่สุด ด้วยการเร่งเปลี่ยนแปลงตัวเอง ให้ทันกับกระแสที่โลกฝั่งตะวันตกพาเข้ามา
- มีถนนเพิ่มขึ้นมากมาย
- รถรางสายแรก เริ่มวิ่งให้บริการในปี พ.ศ. 2431 โดยในช่วงแรกยังใช้ม้าลากถึง 8 ตัว
ก่อนที่ต่อมาจะพัฒนาเป็นรถรางไฟฟ้า ซึ่งทำให้สยาม เป็นประเทศแรกในเอเชีย ที่มีรถรางไฟฟ้าใช้
- มีการใช้งานโทรเลขเกิดขึ้น
- ถนนราชดำเนิน ถูกออกแบบให้สวยงาม เทียบเท่าถนนช็องเซลีเซในปารีส
- และผู้คนก็เริ่มเปลี่ยนพฤติกรรม มาใช้ชีวิตนอกบ้านในยามค่ำคืน
นับตั้งแต่ตอนนั้น กรุงเทพฯ จึงกลายมาเป็นมหานคร ที่ไม่เคยหลับใหล..
และแล้วกาลเวลาก็ผ่านไป พร้อมกับเมืองที่มีการพัฒนาขึ้นไปให้ทันตามยุคสมัยใหม่
ในช่วงทศวรรษ 2500 รถยนต์เริ่มมีการใช้อย่างแพร่หลาย ทำให้มีการพัฒนาขยายถนนออกไปทุกทิศทาง
จากเดิม ย่านสวนลุมพินี, สีลม ไปจนถึงสุขุมวิท ในอดีต เคยเป็นทุ่งนา และสวนผลไม้ริมคลอง ก็ค่อย ๆ เปลี่ยนสภาพกลายมาเป็นย่านธุรกิจสำคัญ
รถรางที่เคยวิ่งมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ถูกยกเลิกในปี พ.ศ. 2511 เพราะสู้ความเร็วของรถยนต์ไม่ได้
และคลองหลายสาย ที่เคยมีความสำคัญต่อพระนคร ก็ถูกถมกลายมาเป็นถนน
ภาพของเมืองแห่งสายน้ำ ที่ถูกก่อร่างมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 จึงได้เริ่มจางหายไปทีละน้อย ๆ
เมื่อถึงปี พ.ศ. 2540 ผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง ได้ดับฝันภาพความรุ่งเรืองที่คนส่วนใหญ่ในยุคนั้นตั้งความหวังเอาไว้
โครงการก่อสร้างที่เร่งสร้างมาตลอด ต้องหยุดชะงัก จนเราได้เห็นเศษซาก ของบางโครงการที่ยังทำไม่เสร็จ ถูกทิ้งไว้
อย่างไรก็ตาม กรุงเทพฯ เมืองมหานครแห่งนี้ ก็ไม่เคยหยุดนิ่งนานพอ ที่จะยอมแพ้ เพราะพอหลังประเทศไทยเริ่มฟื้นตัวจากวิกฤติ
ในปี พ.ศ. 2542 รถไฟฟ้า BTS สายแรกของประเทศ ก็เปิดให้บริการ โดยที่ต่อมา วิถีทางในการเดินทางแบบนี้ จะพัฒนามาเป็นสิ่งสำคัญ ให้ผู้คนที่อยู่ในเมืองนี้ ใช้กันเป็นประจำแทบทุกวัน และถูกขยายออกไปอีกหลายสาย
ซึ่งหากเราสังเกตกันสักหน่อย จะพบว่า ตามแนวรถไฟฟ้า ได้กลายมาเป็นตัวกำหนดทิศทางการเติบโตของมหานครแห่งนี้ ไปเรียบร้อยแล้ว
ที่ดินริมสถานี มีมูลค่าเติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด และเราก็ได้เห็นการเกิดขึ้นของตึกสูง ๆ มากมาย พร้อมกับมีศูนย์การค้าขนาดใหญ่ ครอบคลุมไปทั่วทุกแห่งหนในกรุงเทพฯ
ย่านที่เคยเงียบสงบ อย่างอารีย์, ทองหล่อ และพระโขนง ก็เริ่มเลื่อนขั้นมาเป็นย่านที่คึกคัก เจริญรอยตามพื้นที่ส่วนอื่น ๆ ดังที่ได้กล่าวมา
อ่านมาถึงตรงนี้ ก็ขอให้พวกเราลองนึกภาพตามกันดูว่า ในช่วงเวลา 244 ปีมานี้ พื้นที่ที่เคยเป็นแค่ชุมชนชาวสวนริมแม่น้ำ วันนี้ได้เติบโตขึ้นเป็นมหานครที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคแล้ว
ทุกยุคทุกสมัยที่ผ่านไป ได้เหลือทิ้งร่องรอยของเมืองนี้ ไว้เป็นชั้น ๆ ซ้อนทับกันมาตลอด
ลึกลงไปใต้สุด คือคลองเก่าของยุครัชกาลที่ 1
เหนือขึ้นมาอีกหน่อย คือถนนที่สร้างสมัยรัชกาลที่ 5
และเหนือสุดที่เป็นในปัจจุบันนี้ ก็คือบรรดารถไฟฟ้าที่เพิ่มความสะดวกสบายในการเดินทาง กำลังวิ่งข้ามหัวพวกเรา อยู่ในทุกวัน
จะว่าไปแล้ว เมืองที่เราเรียกว่ากรุงเทพฯ นี้ ก็ไม่ได้เกิดขึ้นมาลอย ๆ
หากแต่เป็นผลลัพธ์ของการที่ผู้คนรุ่นแล้วรุ่นเล่า ช่วยกันตัดสินใจ พยายามจะสร้างสิ่งที่ดีกว่าเดิมขึ้นมา บนซากของสิ่งที่จะต้องพังทลายลงไปตามกาลเวลา
ถึงแม้ว่า อาณาจักรอยุธยา จะล่มสลายไปนานแล้วก็ตาม แต่รากของมัน ก็ไม่ได้ตายลงอย่างสิ้นเชิง
เพราะเป็นแค่การเปลี่ยนรูปร่างใหม่ และกลับมาได้อีกครั้ง ในนามของมหานครที่ชื่อ กรุงเทพฯ..
References
-วาระสุดท้าย “อาณาจักร กรุงศรีอยุธยา” ที่ไม่ค่อยถูกพูดถึง | Back to Basics | EP. 5
-เจตจํานงอันแท้จริง การสถาปนา “กรุงรัตนโกสินทร์” | Back To Basics | EP. 34
-https://www.finearts.go.th/ayutthayahistoricalpark/categorie/history
-https://www.finearts.go.th/chantaburilibrary/view/37762
-https://th.wikipedia.org/wiki/การเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สอง
-https://th.wikipedia.org/wiki/กรุงเทพมหานคร
-https://th.wikipedia.org/wiki/พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช
-https://th.wikipedia.org/wiki/กำแพงเมืองและป้อมปราการกรุงเทพมหานคร
-https://www.silpa-mag.com/history/article_92890
-https://th.wikipedia.org/wiki/รถไฟฟ้าบีทีเอส
-https://www.finearts.go.th/main/view/27426-
-https://www.silpa-mag.com/history/article_27564
-https://th.wikipedia.org/wiki/รถรางกรุงเทพ
-https://www.bot.or.th/th/our-roles/special-measures/Tom-Yum-Kung-lesson.html
-วาระสุดท้าย “อาณาจักร กรุงศรีอยุธยา” ที่ไม่ค่อยถูกพูดถึง | Back to Basics | EP. 5
-เจตจํานงอันแท้จริง การสถาปนา “กรุงรัตนโกสินทร์” | Back To Basics | EP. 34
-https://www.finearts.go.th/ayutthayahistoricalpark/categorie/history
-https://www.finearts.go.th/chantaburilibrary/view/37762
-https://th.wikipedia.org/wiki/การเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สอง
-https://th.wikipedia.org/wiki/กรุงเทพมหานคร
-https://th.wikipedia.org/wiki/พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช
-https://th.wikipedia.org/wiki/กำแพงเมืองและป้อมปราการกรุงเทพมหานคร
-https://www.silpa-mag.com/history/article_92890
-https://th.wikipedia.org/wiki/รถไฟฟ้าบีทีเอส
-https://www.finearts.go.th/main/view/27426-
-https://www.silpa-mag.com/history/article_27564
-https://th.wikipedia.org/wiki/รถรางกรุงเทพ
-https://www.bot.or.th/th/our-roles/special-measures/Tom-Yum-Kung-lesson.html