
อีก 14 ปี เศรษฐกิจเวียดนาม อาจใหญ่กว่าไทย “เท่าตัว” ถ้าอัตราเติบโตเป็นแบบนี้
ถ้าบอกว่า อีก 14 ปีข้างหน้า เศรษฐกิจไทย จะเป็นแค่ “ครึ่งหนึ่ง” ของเวียดนาม
เราจะเชื่อไหม ?
รู้ไหมว่า เมื่อ 10 ปีก่อน เศรษฐกิจของเวียดนามเริ่มเติบโต เพราะเป็นปีที่เวียดนามเริ่มตั้งไข่ จากการเริ่มต้นเป็นฐานการผลิตสินค้าให้กับธุรกิจต่างชาติ
ในตอนนั้นขนาดเศรษฐกิจ หรือ GDP ของเวียดนาม ยังคงเป็นครึ่งหนึ่งของประเทศไทย
และรายได้เฉลี่ยต่อหัวของเวียดนาม คิดเป็นเพียง 1 ใน 3 ของรายได้เฉลี่ยต่อหัวของคนไทย
และรายได้เฉลี่ยต่อหัวของเวียดนาม คิดเป็นเพียง 1 ใน 3 ของรายได้เฉลี่ยต่อหัวของคนไทย
แต่ในตอนนี้ ภาพนั้นเปลี่ยนไป เศรษฐกิจเวียดนามกับเศรษฐกิจไทย กำลังวิ่งด้วย Pace ที่ต่างกัน
เพราะเศรษฐกิจเวียดนาม กำลังเติบโตในระดับ 7-10% ต่อปี
เพราะเศรษฐกิจเวียดนาม กำลังเติบโตในระดับ 7-10% ต่อปี
ส่วนไทยเราตอนนี้ยังอยู่ที่ 2-3% ต่อปีเท่านั้น
ด้วยระดับนี้ ทำให้ GDP ของเวียดนามกำลังไล่ตามไทยมาติด ๆ
โดยปี 2026 GDP ประเทศไทย อยู่ที่ 580,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ส่วน GDP ประเทศเวียดนาม อยู่ที่ 527,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
โดยปี 2026 GDP ประเทศไทย อยู่ที่ 580,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ส่วน GDP ประเทศเวียดนาม อยู่ที่ 527,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
จากตัวเลขนี้ ก็แน่นอนแล้วว่า GDP ของเวียดนามกำลังจะแซงไทยในไม่ช้า
และที่ตลกร้ายคือ ถ้าเศรษฐกิจไทยโตเฉลี่ย 2% ส่วนเศรษฐกิจเวียดนามโตเฉลี่ย 7% ไปเรื่อย ๆ อีก 14 ปี เศรษฐกิจไทยจะมีขนาดเป็นครึ่งหนึ่ง.. ของเศรษฐกิจเวียดนามแทน
ซึ่งการที่เวียดนามจะเติบโตในระดับนี้ ก็คงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เพราะด้วยปัจจัยต่าง ๆ ภายในประเทศ ไม่ว่าจะเป็น
- เรื่องประชากรภายในประเทศที่มีมากถึง 102 ล้านคน แถมโครงสร้างประชากรก็ยังอยู่ในวัยทำงานถึง 70%
และมีประชากรวัยเด็ก ซึ่งเป็นกำลังสำคัญและเป็นผู้บริโภคหลักในวันข้างหน้า ที่สัดส่วนประมาณ 20%
ในขณะที่ประชากรผู้สูงอายุ (อายุ 65 ปีขึ้นไป) มีอยู่เพียงแค่ประมาณ 10% เท่านั้น
- นโยบายต่าง ๆ ที่ได้รับการผลักดันจากผู้นำและรัฐบาล มีเป้าหมายที่จะให้เวียดนาม ก้าวไปสู่ประเทศที่มีรายได้สูง ภายในปี 2045 หรือในอีก 19 ปีต่อจากนี้
ซึ่งการที่เวียดนาม จะประกาศว่าเป็นประเทศรายได้สูงนั้น ไม่ใช่เรื่องที่ผู้นำเขาจะพูดขึ้นมาลอย ๆ โดยรัฐบาลเวียดนาม ได้ดำเนินการตั้งแต่
- ลดขนาดระบบราชการ เหมือนที่ญี่ปุ่นเคยทำ
เวียดนาม ได้ยุบกระทรวงที่ไม่จำเป็นออก 5 กระทรวง
ลดจำนวนจังหวัดลง 50% หรือครึ่งหนึ่ง เพื่อประหยัดงบประมาณ ที่จะนำไปลงในแต่ละจังหวัด
รวมถึงลดตำแหน่งเจ้าหน้าที่ภาครัฐลง 20% เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน
ลดจำนวนจังหวัดลง 50% หรือครึ่งหนึ่ง เพื่อประหยัดงบประมาณ ที่จะนำไปลงในแต่ละจังหวัด
รวมถึงลดตำแหน่งเจ้าหน้าที่ภาครัฐลง 20% เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน
- เมื่อลดหน่วยงานราชการ ก็ทำให้งบประมาณนั้น Lean มากขึ้น ทำให้รัฐบาลเวียดนาม มีงบประมาณมาโฟกัสกับโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ที่จำเป็น
ทั้งการวางโครงข่ายระบบรถไฟฟ้าในมหานครใหญ่ อย่างกรุงฮานอย และโฮจิมินห์
รวมถึงโครงการเมกะโปรเจกต์ อย่างรถไฟความเร็วสูง และสนามบินนานาชาติ
รวมถึงโครงการเมกะโปรเจกต์ อย่างรถไฟความเร็วสูง และสนามบินนานาชาติ
- นอกจากนี้ ในด้านการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากชาวต่างชาติ หรือ FDI
รัฐบาลเวียดนาม ไม่ได้มองว่าตัวเองเป็นแค่โรงงานรับจ้างผลิตชิ้นส่วนธรรมดา ๆ ราคาถูก
แต่รัฐบาลเวียดนาม กำลังจะผลักดันประเทศให้ก้าวเข้าสู่การเป็น ศูนย์กลางอุตสาหกรรมขั้นสูงแห่งอนาคต
แต่รัฐบาลเวียดนาม กำลังจะผลักดันประเทศให้ก้าวเข้าสู่การเป็น ศูนย์กลางอุตสาหกรรมขั้นสูงแห่งอนาคต
เพื่อกินรวบเทคโนโลยีระดับโลก ไม่ว่าจะเป็น การดึงดูด Big Tech อย่าง Samsung และ Apple ให้เข้ามาปักหมุดและใช้ประเทศเวียดนามเป็นฐานการผลิตหลัก
จนปัจจุบันสินค้าส่งออกกว่า 50% ของประเทศ กลายเป็นชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ คอมพิวเตอร์ และสมาร์ตโฟนไปแล้ว
นอกจากนี้ เวียดนามยังดึงดูดกลุ่มทุนต่างชาติ ด้วยสิทธิประโยชน์ทางภาษีมากมาย เช่น การลดภาษีเงินได้นิติบุคคลให้เหลือ 10% ใน 15 ปี และยกเว้นภาษีสูงสุดในช่วง 4 ปีแรก สำหรับบริษัทผลิตชิปและเซมิคอนดักเตอร์
ด้วยนโยบายภาษีที่น่าดึงดูดใจ ทำให้บริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่าง NVIDIA เข้ามาจับมือกับ FPT
ซึ่งเป็นบริษัทเทคโนโลยี และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่มีมูลค่าอันดับ 1 ในเวียดนาม สร้าง AI Factory และศูนย์วิจัยมูลค่ามหาศาล เพื่อเปลี่ยนเวียดนามเป็นฮับ AI ของภูมิภาค
ซึ่งเป็นบริษัทเทคโนโลยี และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่มีมูลค่าอันดับ 1 ในเวียดนาม สร้าง AI Factory และศูนย์วิจัยมูลค่ามหาศาล เพื่อเปลี่ยนเวียดนามเป็นฮับ AI ของภูมิภาค
รัฐบาลเวียดนาม ไม่ได้แค่ดีลบริษัท AI ระดับโลก ให้เข้ามาตั้งฐานการผลิต หรือวิจัยพัฒนาในเวียดนามเท่านั้น แต่รัฐบาลเวียดนามยังได้ผลักดันเรื่อง AI เข้าไปอยู่ในระบบการศึกษา
โดยบรรจุหลักสูตร AI เป็นหลักสูตรภาคบังคับตั้งแต่ระดับประถม เพื่อให้เด็กรุ่นใหม่คุ้นเคยตั้งแต่ยังเล็ก
ซึ่งการบรรจุหลักสูตร AI เป็นภาคบังคับตั้งแต่เด็ก ถือว่าเป็นนโยบายของรัฐบาลเวียดนามที่มองการณ์ไกลมาก ๆ
เพราะนี่ไม่ใช่แค่การสอนคอมพิวเตอร์ทั่วไป แต่คือการสร้าง “กองทัพมนุษย์ทองคำ”
ให้กับเด็กเวียดนาม (สัดส่วน 20% ตามที่กล่าวไปด้านบน) ให้พร้อมเติบโตไปกับเทคโนโลยี
ให้กับเด็กเวียดนาม (สัดส่วน 20% ตามที่กล่าวไปด้านบน) ให้พร้อมเติบโตไปกับเทคโนโลยี
และมีโอกาสได้ไปเป็นวิศวกรและนักพัฒนาชั้นยอด ป้อนให้กับบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลกที่ต่อคิวเข้ามาลงทุนในอนาคต
จากนโยบายรัฐทั้งหมด ถือเป็นความทะเยอทะยานของรัฐบาล ที่ต้องการจะผลักดันให้เวียดนาม กลายเป็นประเทศรายได้สูงให้ได้ภายในปี 2045
ซึ่งการที่จะไปถึงระดับนี้ได้ ก็ต้องดันให้ GDP เติบโตระดับ 7-10% ต่อปี
ต่อไปอีกเป็นระยะเวลาไม่ต่ำกว่า 5 ปี ซึ่งถ้าทำสำเร็จ ก็เท่ากับว่าเศรษฐกิจเวียดนาม กำลังจะทิ้งห่างไทยแบบไม่เห็นฝุ่น
ต่อไปอีกเป็นระยะเวลาไม่ต่ำกว่า 5 ปี ซึ่งถ้าทำสำเร็จ ก็เท่ากับว่าเศรษฐกิจเวียดนาม กำลังจะทิ้งห่างไทยแบบไม่เห็นฝุ่น
เมื่อเศรษฐกิจเติบโตมากขึ้น มีการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและแหล่งงานมากขึ้น มีกำลังในการบริโภคจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น ก็จะทำให้บริษัทใหญ่ ๆ นั้นเติบโตไปกับ GDP เวียดนาม
หากเรามองดัชนี SET50 ที่เป็นดัชนีหุ้นภาพสะท้อนของเศรษฐกิจไทยทั้งหมด
ฝั่งเวียดนาม ก็มีดัชนี VN30 ที่เป็นดัชนีหุ้น 30 ตัวแรกที่ใหญ่ที่สุดในเวียดนาม และเป็นภาพสะท้อนของเศรษฐกิจเวียดนามเช่นเดียวกัน
และถ้าหากเรามองภาพอนาคตในอีก 14 ปีข้างหน้า ที่เศรษฐกิจเวียดนาม อาจจะมีขนาดเศรษฐกิจเป็น 2 เท่าของไทย
ถ้าภาพแบบนี้เกิดขึ้นจริง ก็เท่ากับว่าเวียดนามในอนาคต จะมีขนาดตลาดกำลังซื้อของคนในประเทศมากกว่าไทย เป็น 2 เท่า เช่นเดียวกัน
ให้ลองจินตนาการว่า ในวันหนึ่งเมื่อประเทศเวียดนาม เดินมาถึงจุดนั้น
- ห้างค้าปลีกในเวียดนาม มียอดขายมากกว่าห้างค้าปลีกไทย เป็น 2 เท่า
- ร้านสะดวกซื้อในเวียดนาม มียอดขายมากกว่าไทย เป็น 2 เท่า
- อสังหาริมทรัพย์ ที่จะมีขนาดตลาดโตกว่าไทย เป็น 2 เท่า
- ธุรกิจสินเชื่อ ที่จะโตกว่าไทย เป็น 2 เท่า
- สมาร์ตโฟน และเครื่องใช้ไฟฟ้าในเวียดนาม มียอดขายมากกว่าที่ไทย เป็น 2 เท่า
- ศูนย์การค้าในเวียดนาม มีแทรฟฟิกคนเดินมากกว่าไทย และมียอดจับจ่ายใช้สอยมากกว่าไทย เป็น 2 เท่า
- ธุรกิจบริการต่าง ๆ เช่น โรงแรม ร้านอาหาร ก็อาจมีมูลค่ามากกว่าไทย เป็น 2 เท่า
ถ้าภาพเป็นแบบนี้ ก็แน่นอนว่า ผู้ที่ได้อานิสงส์จากการเติบโตของเศรษฐกิจเวียดนาม ก็คงหนีไม่พ้นบริษัทใน VN30 ที่ครองมูลค่าตลาดรวมกันกว่า 75% ของประเทศ และเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น
- Vingroup อาณาจักรธุรกิจขนาดใหญ่ของเวียดนาม ทำตั้งแต่อสังหาริมทรัพย์ ห้างสรรพสินค้า ไปจนถึงรถยนต์ไฟฟ้า
เทียบง่าย ๆ จะคล้าย ๆ กับธุรกิจในเครือ CP Group ของประเทศไทย
- FPT บริษัทเทคโนโลยีแถวหน้าของเวียดนาม ที่ก้าวไปไกลถึงขั้นจับมือกับบริษัทระดับโลกอย่าง NVIDIA เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI
ซึ่งประเทศไทย ก็ยังไม่มีบริษัทไหนที่ทำธุรกิจเทคโนโลยีอย่างจริงจัง จะมีก็แค่บริษัทข้ามชาติ ที่เข้ามาตั้งฐานการผลิตในไทย
- Mobile World ผู้นำค้าปลีกทั้งสินค้าอุปโภคบริโภคและเทคโนโลยี ถ้าคนเวียดนามจะซื้อของใช้ในชีวิตประจำวัน หรือคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ ชื่อของบริษัทนี้ คือหนึ่งในชื่อแรก ๆ ที่คนจำนวนมากนึกถึง
เปรียบเสมือนยักษ์ใหญ่ธุรกิจค้าปลีกไอที อย่าง COM7 และร้านสะดวกซื้ออย่าง CPALL รวมกัน
- Masan Group เป็นผู้นำด้านสินค้า FMCG ที่คนเวียดนามแทบทุกบ้านต้องใช้ เช่น น้ำปลา ซอสถั่วเหลือง และบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป
เปรียบเสมือนธุรกิจในเครือสหพัฒน์ อย่าง TFMAMA ของประเทศไทย
- Vinamilk ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับนมแบบครบวงจร อันดับ 1 ในประเทศ มีผลิตภัณฑ์ตั้งแต่นมสด นมผงเด็ก โยเกิร์ต นมข้นหวาน และไอศกรีม
ถ้าเปรียบเทียบกับธุรกิจในไทยก็คือ นมซีพีเมจิ และดัชมิลล์
- Vietjet สายการบินต้นทุนต่ำสัญชาติเวียดนามที่เติบโตอย่างรวดเร็วระดับโลก ผ่านการขยายฝูงบินและเครือข่ายเส้นทางบินที่ครอบคลุม
เปรียบเทียบกับธุรกิจในไทย ก็คือสายการบิน Thai AirAsia
- Saigon Beer ผู้ผลิตเบียร์ระดับตำนานที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน และครองส่วนแบ่งตลาดอันดับ 1 ในเวียดนาม เทียบเคียงกับธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ระดับต้น ๆ ของประเทศไทย
- Vincom Retail ผู้พัฒนาและบริหารศูนย์การค้าสมัยใหม่ที่ใหญ่และทรงอิทธิพลที่สุดในเวียดนาม
เปรียบเทียบกับ ศูนย์การค้าในเครือเซ็นทรัลพัฒนา ของประเทศไทย
- Hoa Phat ผู้นำอุตสาหกรรมเหล็กของประเทศ ซึ่งเติบโตล้อไปกับโครงการโครงสร้างพื้นฐานของเวียดนาม
เปรียบเทียบได้กับ SCC ในฝั่งวัสดุก่อสร้างในประเทศไทย
รวมถึงกลุ่มธนาคารขนาดใหญ่ของเวียดนาม ที่ได้ประโยชน์จากสินเชื่อ การบริโภค และการลงทุนในประเทศ เมื่อเศรษฐกิจขยายตัว ธนาคารก็มักเป็นหนึ่งในธุรกิจที่โตตามไปด้วย
จะเห็นว่า VN30 ไม่ได้เป็นแค่ดัชนีหุ้นใหญ่ แต่เป็นเหมือนภาพย่อของเศรษฐกิจเวียดนามทั้งประเทศ
มีทั้งอสังหาริมทรัพย์ ค้าปลีก เทคโนโลยี สินค้าอุปโภคบริโภค ศูนย์การค้า ธนาคาร สายการบิน วัสดุก่อสร้าง
มีทั้งอสังหาริมทรัพย์ ค้าปลีก เทคโนโลยี สินค้าอุปโภคบริโภค ศูนย์การค้า ธนาคาร สายการบิน วัสดุก่อสร้าง
ซึ่งธุรกิจเหล่านี้ ก็กำลังวิ่งด้วย Pace ที่ใกล้เคียงกับขนาดเศรษฐกิจของเวียดนาม ที่กำลังจะเติบโต จนอนาคตอาจจะกลายเป็น 2 เท่าของขนาดเศรษฐกิจไทยนั่นเอง..