62% ของหุ้นโลกตอนนี้ จริง ๆ แล้วคือหุ้นสหรัฐฯ

62% ของหุ้นโลกตอนนี้ จริง ๆ แล้วคือหุ้นสหรัฐฯ

62% ของหุ้นโลกตอนนี้ จริง ๆ แล้วคือหุ้นสหรัฐฯ /โดย ลงทุนแมน
หากลองเปิดพอร์ตการลงทุนของตัวเองดู หลายคนอาจจะพบว่า มีกองทุนหรือดัชนีที่เขียนว่าหุ้นโลกอยู่ด้วย
แต่ความจริงที่ไม่ค่อยได้สังเกตกันคือ เงินกว่า 62% ในกองทุนนั้น อยู่ในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ประเทศเดียว
ส่วนที่เหลือของโลกทั้งใบ แบ่งกันเพียง 38%
ตรงนี้ก็ไม่แปลกอะไร เพราะสหรัฐฯ เป็นประเทศที่มีมูลค่าตลาดหุ้นใหญ่ที่สุดในโลกอยู่แล้ว
แต่คำถามที่ควรถามต่อคือ ถ้าตั้งใจจะถือพอร์ตนี้ไประยะยาวอีกสิบปีหรือยี่สิบปี สัดส่วนแบบนี้ ยังนับว่าเป็นการกระจายความเสี่ยงได้จริงหรือเปล่า ?
ตลาดอื่น ๆ ในโลก ที่ไม่ใช่สหรัฐฯ ยังมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจโลกอยู่หรือไม่ ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
ที่จริงแล้ว นักลงทุนแต่ละคนมักกระจุกตัวหนักกว่าตัวดัชนีเสียอีก
เพราะแม้แต่นักลงทุนสหรัฐฯ เอง ก็ยังมีอคติในการลงทุน (Home Bias) โดยถือหุ้นในประเทศตัวเองเฉลี่ยสูงราว 80% ของพอร์ต ทั้งที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ มีน้ำหนักจริงในตลาดโลกเพียงแค่ 62% เท่านั้น
เหตุผลไม่ได้ลึกลับอะไร
หุ้นที่คนคุ้นชื่อ มักได้รับความสนใจ และเงินลงทุน มากกว่าหุ้นที่ไม่มีใครรู้จัก
บริษัทอย่าง NVIDIA หรือ Apple ปรากฏอยู่ในหน้าฟีดข่าวแทบทุกวัน ปีนี้ยังมีชื่อของ Micron และ SanDisk ผู้ผลิตชิปหน่วยความจำที่กลายเป็นคอขวดของอุตสาหกรรม AI เข้ามาเพิ่มอีก
ยิ่งชื่อไหนถูกพูดถึงซ้ำ ๆ เงินก็ยิ่งไหลตามไปทางนั้น
คำถามที่น่าคิดกว่าคือ สิ่งที่ถูกพูดถึงบ่อยที่สุด จำเป็นต้องเป็นสิ่งที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกมากที่สุดเสมอไปหรือเปล่า ?
เพราะโรงงานผลิตชิปขั้นสูงที่ทั้งอุตสาหกรรม AI ต้องพึ่งพา เกือบ 70% ของส่วนแบ่งตลาดทั่วโลกอยู่ในมือ TSMC จากไต้หวัน ไม่ใช่บริษัทสหรัฐฯ สักแห่ง
หน่วยความจำที่ศูนย์ข้อมูลทั่วโลกขาดไม่ได้ ก็ผลิตโดย Samsung และ SK Hynix สองบริษัทเกาหลีใต้ ที่รวมกันครองส่วนแบ่งตลาดเกือบ 2 ใน 3 ของโลก
จะเห็นว่าฟันเฟืองที่ทรงอิทธิพลที่สุดของอุตสาหกรรมที่ทุกคนพูดถึง กลับไม่ได้อยู่ในสหรัฐฯ เสียด้วยซ้ำ
การถือหุ้นสหรัฐฯ ล้วน ๆ จึงไม่ใช่เรื่องผิด เพียงแต่อาจเป็นการเดิมพันหนักไปทางเดียว โดยที่หลายคนไม่รู้ตัว
แล้วถ้าตลาดที่ถูกมองข้ามเหล่านี้ จะกลายเป็นผู้นำรอบต่อไปล่ะ ?
ไม่มีใครตอบได้ล่วงหน้า แต่ประวัติศาสตร์เคยให้คำตอบไว้แล้วว่า ไม่มีผู้ชนะรายใดครองบัลลังก์ได้ตลอดกาล
ทศวรรษ 2000 ดัชนี S&P 500 ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยติดลบ 0.95% ต่อปี ตลอดสิบปีเต็ม จนถูกเรียกว่าทศวรรษที่สูญหาย ขณะที่ตลาดหุ้นนอกสหรัฐฯ กลับไปได้ดีกว่าในช่วงเวลาเดียวกัน
สิบปีถัดมา สถานการณ์กลับตาลปัตร สหรัฐฯ กลับมาเป็นผู้นำแบบทิ้งห่างคู่แข่งทั่วโลก
ยังไม่นับตลาดหุ้นญี่ปุ่นที่เคยขึ้นนำโลกมาก่อนหน้านั้นอีกรอบ ก่อนจะเผชิญกับฟองสบู่แตกในเวลาต่อมา
แพตเทิร์นแบบนี้ไม่ได้เกิดแค่ครั้งเดียว สิ่งที่ทำให้บทบาทสลับกันไปมา ส่วนหนึ่งอธิบายได้ด้วยเรื่องราคา
เมื่อวัดด้วยเกณฑ์ราคาต่อกำไรระยะยาว หรือ CAPE Ratio จะเห็นเลยว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ วันนี้ซื้อขายกันแพงกว่าตลาดพัฒนาแล้วนอกสหรัฐฯ เกือบเท่าตัว
โดยหุ้นสหรัฐฯ อยู่ในระดับสูงถึงราว 40 เท่า ซึ่งสูงเกือบเท่ากับยุคฟองสบู่ดอตคอม ในขณะที่หุ้นนอกสหรัฐฯ ยังซื้อขายกันด้วยระดับราคาประมาณ 19 เท่า ซึ่งถูกกว่ามาก
สินทรัพย์ที่ราคาแพงมาก มักเหลือช่องว่างให้เติบโตน้อยกว่าสินทรัพย์ที่ยังไม่แพง เมื่อเวลาผ่านไปนานพอ ราคาก็มักไหลกลับเข้าหาความสมดุล นี่คือกลไกที่อยู่เบื้องหลังการสลับขั้วของผู้นำตลาดในแต่ละรอบ
แต่ถึงจะรู้ว่าควรถือทั้งสองฝั่ง แล้วถือแบบไหนถึงจะเรียกว่ากระจายจริง ?
เพราะการถือของสองอย่างที่ทำหน้าที่เหมือนกัน ก็ไม่ต่างจากการถือของชิ้นเดียวกันสองชิ้น
ลองนึกภาพทีมที่ส่งกองหน้าตัวเก่งลงสนามพร้อมกันทั้ง 11 คน ต่อให้แต่ละคนยิงประตูเก่งแค่ไหน ทีมนี้ก็ยังไม่ใช่ทีมที่แข็งแกร่งที่สุด เพราะไม่มีใครอยู่คอยป้องกันประตูฝั่งตัวเองเลยสักคน
ทีมที่แข็งแกร่งจริง ต้องมีผู้เล่นคนละตำแหน่ง ทำหน้าที่ต่างกัน ทั้งเกมรุกและเกมรับ ถึงจะประคองทั้งเกมได้ตลอด 90 นาที
พอร์ตการลงทุนก็ไม่ต่างกัน
ฝั่งหนึ่งจับโอกาสจากตลาดที่คุ้นเคยและมีสภาพคล่องสูงที่สุดในโลก
อีกฝั่งจับโอกาสจากจุดที่ห่วงโซ่เศรษฐกิจโลกพึ่งพาอยู่จริง แต่ยังไม่ถูกจับตามากพอ
เมื่อสองฝั่งไม่ได้ทำหน้าที่ซ้ำกัน พอร์ตถึงจะเรียกว่าสมบูรณ์ขึ้นจริง ไม่ใช่แค่มีตัวเลขเยอะขึ้น
จุดนี้ตอบเรื่องตัวเลข 62% ได้อย่างดี เพราะตัวเลขนี้ไม่ได้บอกแค่ว่าใครกำลังเป็นผู้ชนะอยู่ตอนนี้
แต่อาจกำลังบอกว่า พอร์ตส่วนใหญ่กำลังเดิมพันกับผู้ชนะเพียงรายเดียว มากกว่าที่ตัวเลขในหน้าจอจะทำให้รู้สึกปลอดภัย
คำถามที่ควรถามพอร์ตตัวเองจึงไม่ใช่ว่าสหรัฐฯ ยังน่าลงทุนอยู่ไหม
แต่คือ ถ้าผู้ชนะรอบต่อไปของโลก ไม่ได้เกิดขึ้นที่สหรัฐฯ พอร์ตของเรา มีผู้เล่นตำแหน่งอื่นพร้อมลงสนามหรือยัง..
________________________________________
กองทุนไทยกองแรก ลงทุน VXUS ซีรีส์ X ค่าจัดการต่ำ มาแล้ว
การลงทุนที่ทรงพลัง คือการไม่พลาดผู้ชนะ ไม่ว่าเขาคนนั้น จะเกิดขึ้นที่มุมไหนของโลก..
และนี่คือเหตุผลที่การลงทุน “ทั่วโลก เว้นสหรัฐฯ”
กองทุนใหม่ ลงทุนใน VXUS ETF รูปแบบซีรีส์ X ค่าจัดการต่ำ ชื่อว่า TLWORLDXUS-X และชนิดลดหย่อนภาษี TLWORLDXUSRMF
✅กองทุนไทยกองแรก ลงทุนใน VXUS ETF
✅กองทุนหลักจัดการโดย Vanguard หนึ่งในบริษัทจัดการกองทุนระดับโลก
✅ร่วมเติบโตไปกับ 8,000 บริษัท นอกสหรัฐฯ
✅กองทุนรวมได้รับการยกเว้นภาษี Capital Gain เป็นไปตามกฎหมายภาษีของประเทศไทย และไม่มีประเด็นภาษีมรดกสหรัฐฯ
โดยกองทุนจะ IPO ช่วง 9 - 14 ก.ค. นี้
พิเศษ ช่วง IPO ค่าธรรมเนียมซื้อลด 10% | ซื้อ 2 ล้านขึ้นไป ฟรีค่าธรรมเนียมซื้อ (ตั้งแต่วันนี้ - 31 ธ.ค. 69)
ซื้อที่ WealthX โหลดแอปที่ WealthX.co/getapp
โลกทั้งใบไม่ได้มีแค่ Wall Street..
-ชิปที่ผู้นำ AI ทั้งโลกต้องใช้ ถูกผลิตโดย TSMC ไต้หวัน
-Memory Chip ที่ Data Center ขาดไม่ได้ ถูกผลิตโดย Samsung และ SK Hynix จากเกาหลีใต้
-แบรนด์หรูที่คนรวยทั่วโลกยอมจ่าย เช่น Louis Vuitton และ Hermès มาจากฝรั่งเศส
-ยารักษาโรคแห่งอนาคต อาจมาจาก Novo Nordisk ในเดนมาร์ก หรือ Roche และ Novartis ในสวิตเซอร์แลนด์
-บริษัทญี่ปุ่นที่ขยายกิจการไปทั่วโลกอย่าง Fast Retailing เจ้าของ Uniqlo
-รถ EV จีนจาก BYD ส่งขายได้ทุกมุมโลก
นี่คือจุดที่ VXUS ETF หรือกองทุนหุ้นโลก 8,000 บริษัท ที่ไม่ได้อยู่สหรัฐฯ เข้ามามีความหมาย
กองทุนนี้ จะพาเราไปถือหุ้นนอกจากสหรัฐฯ ทั้งตลาดพัฒนาแล้ว และตลาดเกิดใหม่ ตั้งแต่ยุโรป ญี่ปุ่น ไต้หวัน เกาหลีใต้ จีน อินเดีย ไปจนถึงอีกหลายประเทศที่เป็นฟันเฟืองสำคัญของเศรษฐกิจโลก
สัดส่วนการลงทุนในแต่ละประเทศของ VXUS ณ วันที่ 2 ก ค. 69 เป็นดังนี้
ญี่ปุ่น 15.1%
ไต้หวัน 8.7%
สหราชอาณาจักร 8.2%
แคนาดา 8.0%
เกาหลีใต้ 7.4%
จีน 7.1%
ฝรั่งเศส 5.0%
สวิตเซอร์แลนด์ 5.1%
เยอรมนี 4.7%
เมื่อเทียบกับ VT กองทุนที่ลงทุนทั่วโลกรวมสหรัฐอเมริกา จะมีการกระจุกตัวที่สหรัฐอเมริกามากถึง 62%
ดังนั้น VXUS ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อแทนที่หุ้นสหรัฐฯ
แต่ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นตัวผสมกับการพอร์ตเดิม เพื่อการกระจายเติมเต็มพอร์ตให้สมบูรณ์
ให้เราไม่พึ่งพาโอกาสจากประเทศเดียวมากเกินไป
สำหรับใครที่มีหุ้นสหรัฐฯ เต็มพอร์ต
และไม่อยากพลาดผู้ชนะจากประเทศอื่น ๆ กองนี้คือคำตอบ
ผู้ที่สนใจสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ บล.เวลท์เอกซ์ LINE ID: @wealthx สนับสนุนโดย บล.เวลท์เอกซ์
กองทุนมีความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาหลักทรัพย์และอัตราแลกเปลี่ยนจากการลงทุน ในตราสารต่างประเทศ ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน ความเสี่ยง ที่ระบุไว้ในคู่มือการลงทุน และกองทุน RMF สิทธิประโยชน์ทางภาษีเป็นไปตามกฎหมายและหลักเกณฑ์ภาษีที่ใช้บังคับ ซึ่งอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ และการปฏิบัติทางภาษีขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงของผู้ลงทุนแต่ละราย ทั้งนี้ บริษัทมีความสัมพันธ์หรือเกี่ยวข้องกับบริษัทจัดการกองทุน และอาจได้รับส่วนแบ่งค่าธรรมเนียมจากการขายกองทุน โดยไม่มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมจากผู้ซื้อ ผู้ลงทุนควรพิจารณาความเหมาะสมและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
จัดทำขึ้น ณ วันที่ 7 ก.ค. 2569
ที่มา Vanguard, Top Holdings as of 2 July 2026
© 2026 Longtunman. All rights reserved. Privacy Policy.
Blockdit Icon