เบลเยียม อดีตแหล่งเงินด่วนเสริมสภาพคล่อง ของสเปน

เบลเยียม อดีตแหล่งเงินด่วนเสริมสภาพคล่อง ของสเปน

เบลเยียม อดีตแหล่งเงินด่วนเสริมสภาพคล่อง ของสเปน /โดย ลงทุนแมน
ฟุตบอลโลกปีนี้ เรากำลังจะได้เห็นทีมชาติเบลเยียม กับทีมชาติสเปนเจอกันในรอบ 8 ทีมสุดท้าย
แต่รู้ไหมว่า สองชาตินี้เคยมีความเกี่ยวข้องกันในประวัติศาสตร์ จนอาจพูดได้ว่า เบลเยียมเคยทำหน้าที่เป็นเหมือนแหล่งเงินด่วนที่คอยช่วยเสริมสภาพคล่องให้สเปนยามขาดมือมาแล้ว
เรื่องราวในอดีตเป็นมาอย่างไร ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
จริง ๆ แล้ว เรื่องนี้เป็นความบังเอิญจากการแต่งงานระหว่างเครือญาติกษัตริย์ยุโรป ที่ทำให้ดินแดนเบลเยียมไปอยู่ภายใต้การปกครองของจักรวรรดิสเปน
เพราะหลังจากที่พระเจ้าการ์โลสที่ 1 ขึ้นเป็นกษัตริย์สเปน ซึ่งเป็นมรดกจากฝั่งแม่
และพระองค์ได้มรดกดินแดนเบลเยียมและเนเธอร์แลนด์จากฝั่งพ่อมาด้วย
อย่างไรก็ตาม แม้มรดกจากแม่จะมีอาณาเขตกว้างขวาง แต่เม็ดเงินเศรษฐกิจที่คึกคักจริง ๆ กลับมาจากฝั่งมรดกจากพ่อ ที่เมืองแถวเบลเยียมในปัจจุบันแทน
ทำไมถึงเป็นแบบนั้น ?
เรารู้กันดีว่า จักรวรรดิสเปนออกไปหาดินแดนไกลถึงทวีปอเมริกาใต้ จนไปพบทองคำและนำกลับมายังดินแดนตัวเองจำนวนมาก
แม้จะนำทองคำกลับมาเยอะแค่ไหนจนดูเหมือนร่ำรวย แต่เศรษฐกิจภายในของดินแดนสเปนยังอ่อนแอ และผลิตสินค้าต่าง ๆ ได้อย่างไม่มีประสิทธิภาพมากนัก
ที่ไม่มีประสิทธิภาพ ก็เพราะว่าในดินแดนสเปนส่วนใหญ่เป็นขุนนางและเกษตรกร แถมก่อนหน้านั้นยังขับไล่กลุ่มพ่อค้ามุสลิมและยิวออกไป จนแทบไม่เหลือคนที่จะพัฒนาไปสู่อุตสาหกรรมแบบมืออาชีพได้
ซ้ำร้ายเมื่อทองคำไหลเข้ามาต่อเนื่อง สิ่งที่ตามมาคือภาวะเงินเฟ้อที่รุนแรง ทำให้ค่าแรงและค่าครองชีพพุ่งสูงขึ้น ถ้าอยากผลิตอะไรก็คงสู้ต้นทุนกับดินแดนอื่นไม่ได้
แต่ความโชคดีของสเปนในยุคนั้นคืออาณาเขตที่กว้างขวาง ซึ่งหนึ่งในนั้นคือบริเวณเบลเยียมปัจจุบัน
บริเวณนี้ในอดีต เริ่มต้นเป็นโรงงานผลิตสำคัญของยุโรปตอนเหนือ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมสิ่งทอที่มีชื่อเสียงไปทั่วยุโรป
โดยวัตถุดิบหลักในการผลิตสิ่งทอก็คือขนแกะ ซึ่งถูกนำมาจากประเทศสเปนในปัจจุบัน เนื่องจากมีการเลี้ยงแกะเมอริโนจำนวนมาก
อุตสาหกรรมสิ่งทอนี้เอง ก็ดึงดูดให้เกิดการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างกัน โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองแอนต์เวิร์ป ในประเทศเบลเยียมปัจจุบัน
พอซื้อขายแลกเปลี่ยนกันมากขึ้น ก็ยิ่งดึงดูดให้นายธนาคารจากอิตาลี ซึ่งสเปนปกครองอยู่บางส่วน เริ่มเข้ามาตั้งสำนักงานในแอนต์เวิร์ป จนทำให้การค้าเป็นไปได้สะดวกมากขึ้น
ลองนึกภาพตามว่า เมื่อก่อนถ้าพ่อค้าอิตาลีอยากซื้อเสื้อผ้าจากพ่อค้าแอนต์เวิร์ป อาจจะต้องพกเงินจำนวนมากเพื่อไว้ซื้อของทั้งหมดนี้
แต่นายธนาคารพวกนี้บอกว่า เรามีตั๋วแลกเงิน ที่ยืนยันว่าจะจ่ายเงินให้ในอนาคต
แทนที่พ่อค้าอิตาลีจะพกเงินมาจ่ายพ่อค้าในแอนต์เวิร์ปทีละมาก ๆ ก็ยื่นแค่กระดาษเปล่า ๆ ใบนี้ให้พ่อค้าแอนต์เวิร์ป แล้วให้เอาไปเบิกเงินที่ธนาคารแทน
เวลาผ่านไป ถ้าพ่อค้าแอนต์เวิร์ปที่ได้กระดาษนี้ไปอยากได้เงินสดทันที ก็อาจจะขายในราคาส่วนลดกับพ่อค้าที่รู้จักกัน เพื่อให้ได้เงินสดไวขึ้นไปอีกได้
เครื่องมือทางการเงินพวกนี้ดังไกลไปจนถึงราชสำนักสเปน ซึ่งตอนนั้นเริ่มเจอปัญหาสภาพคล่องของตัวเอง และรอเงินจากกองทัพเรือที่ขนมาจากทวีปอเมริกาใต้ไม่ไหว
ราชสำนักสเปนเลยตัดสินใจกู้เงินจากเหล่านายธนาคารในเมืองแอนต์เวิร์ปผ่านเงินกู้ระยะสั้นที่เรียกว่า Asiento แลกกับเงินในอนาคตที่จะได้มาจากอเมริกาใต้
ซึ่งนอกจากเงินในอนาคตที่ได้มาจากดินแดนไกลแล้ว ยังอาจรวมถึงภาษีที่ราชสำนักจะเก็บได้ในอนาคตแต่ละปีอีกด้วย
เมื่อราชสำนักสเปนเงินขาดมือเมื่อไร ก็จะวิ่งมาขอกู้เงินสดด่วนจากที่นี่ จนเมืองแอนต์เวิร์ปในดินแดนเบลเยียม แทบไม่ต่างอะไรกับแหล่งเงินด่วนเสริมสภาพคล่องชั้นดีให้กับกษัตริย์สเปน
แต่ปัญหาย้อนแย้งที่หลายคนไม่รู้ก็คือ แม้เบลเยียมจะเป็นแหล่งเงินกู้ยอดเยี่ยม แต่ดินแดนนี้กลับไม่ใช่พื้นที่ที่สร้างรายได้ภาษีหลักให้กับจักรวรรดิสเปนเลยแม้แต่น้อย
บรรดาพ่อค้าและนายธนาคารในแอนต์เวิร์ป ต่างล็อบบีให้ดินแดนแถบนี้ยกเว้นภาษี หรือเก็บภาษีให้น้อยที่สุด เพื่อให้การค้าเสรีมากที่สุด
โดยรายได้ภาษีที่เก็บได้จากดินแดนนี้ คิดเป็นแค่ 9% ของภาษีทั้งหมดที่จักรวรรดิสเปนเก็บได้เท่านั้น
ขณะที่ตัวแบกรายได้ภาษีที่เก็บได้เป็นหลัก มาจากในประเทศสเปนปัจจุบัน ซึ่งคิดเป็น 63% ของรายได้ทั้งจักรวรรดิเลยทีเดียว
แม้แต่ดินแดนที่อยู่ไกลจากสเปนอย่างแถบอิตาลี ก็ยังเก็บภาษีคิดเป็น 24% ของรายได้ทั้งจักรวรรดิ มากกว่าดินแดนที่อยู่ใกล้สเปนอย่างแอนต์เวิร์ปเสียอีก
พูดง่าย ๆ คือ ในแง่ของรายได้ภาษี เบลเยียมทำเงินให้สเปนน้อยมาก แต่ในแง่ของระบบกู้ยืมเงิน เบลเยียมคือแหล่งเงินด่วนเสริมสภาพคล่องที่สเปนขาดไม่ได้
ซึ่งพระเจ้าการ์โลสที่ 1 แห่งสเปน รู้เรื่องนี้เป็นอย่างดี แต่ก็ไม่สามารถบีบเก็บภาษีเพิ่มได้มากนัก เพราะพระองค์เองก็ต้องง้อนายธนาคารพวกนี้ในการกู้เงินมาหมุนเวียน
ต่อมาหลังจากพระเจ้าฟิลิปที่ 2 แห่งสเปนขึ้นครองราชย์ ดินแดนแถบนี้ก็เริ่มเจอกับการเก็บภาษีที่เพิ่มขึ้นจากราชสำนักสเปน
จุดเริ่มต้นของเรื่องนี้ เกิดขึ้นเพราะพระองค์ส่งกองทัพพร้อมดยุกแห่งอัลบา ไปปราบกลุ่มกบฏคาลวินในดินแดนแถบนี้
แต่ปัญหาคือ การส่งกองทัพก็มีค่าใช้จ่ายสูง ดังนั้นจึงเรียกเก็บภาษีที่เรียกว่า Tenth Penny ซึ่งเป็นภาษีมูลค่าเพิ่ม ที่เรียกเก็บร้อยละ 10 จากธุรกิจขายสินค้าอุปโภคบริโภคทั้งหมด
บรรดาพ่อค้าเริ่มไม่พอใจ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมสิ่งทอที่ต้องบวกต้นทุนวัตถุดิบเพิ่มจากภาษีนี้ เพราะจะทำให้สิ่งทอจากแอนต์เวิร์ปเริ่มแข่งขันกับคนอื่นได้ยาก
จากความไม่พอใจเรื่องภาษี กลายเป็นสงครามความขัดแย้งยาวนาน จนดินแดนแถบนี้แตกออกเป็นสาธารณรัฐดัตช์ บริเวณเนเธอร์แลนด์ปัจจุบัน และเนเธอร์แลนด์ตอนใต้หรือเบลเยียมในปัจจุบัน
สาธารณรัฐดัตช์แยกตัวออกจากการปกครองของสเปน ในขณะที่ดินแดนแถบเบลเยียมยังอยู่ภายใต้การปกครองของสเปนเช่นเดิม
แต่สภาพของเมืองแอนต์เวิร์ปไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เพราะบรรดาพ่อค้าและนายธนาคารก็เริ่มย้ายออกไปยังเมืองอัมสเตอร์ดัมในสาธารณรัฐดัตช์ ก่อนจะสร้างตลาดหุ้นแห่งแรกของโลกในเวลาถัดมา
ซ้ำร้าย ในปี 1576 กองทัพสเปนที่ไม่ได้รับเงินเดือนจากราชสำนัก เลยเข้าปล้นเมืองแอนต์เวิร์ปเสียเอง ซึ่งทำลายทั้งเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นของเมืองอย่างหนัก
และเมื่อสเปนยึดเมืองคืนได้ในปี 1585 พ่อค้า นายธนาคาร และช่างฝีมือจำนวนมากก็ยิ่งอพยพไปยังอัมสเตอร์ดัมมากขึ้น
ส่งผลให้แอนต์เวิร์ปค่อย ๆ สูญเสียสถานะ แหล่งเงินด่วนเสริมสภาพคล่อง ของราชสำนักสเปน ที่ครั้งหนึ่งเคยคอยค้ำจุนระบบเงินกู้มานาน
ส่วนดินแดนเบลเยียมในเวลาต่อมาราวศตวรรษที่ 18 ก็ตกอยู่ในมือของออสเตรีย ก่อนจะถูกรวมกับเนเธอร์แลนด์
แล้วแยกตัวเป็นประเทศเบลเยียมมาจนถึงปัจจุบัน
ทั้งหมดนี้ ก็เป็นเรื่องราวของเบลเยียม ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นแหล่งพักพิงและเติมเงินสดด่วนให้กับสเปน
แถมยังเป็นดินแดนจุดเริ่มต้นของนวัตกรรมการเงินมากมาย ที่กลายเป็นรากฐานสำคัญให้กับโลกเศรษฐกิจและการเงินมาถึงทุกวันนี้
เรียกได้ว่า ถ้าไม่มีเบลเยียมในวันนั้น โลกการเงินก็คงขาดจิกซอว์ชิ้นสำคัญ ที่ทำให้โลกเราก้าวหน้ามาถึงทุกวันนี้..
© 2026 Longtunman. All rights reserved. Privacy Policy.
Blockdit Icon