
ค่ารักษาพยาบาลพุ่งขึ้น 10% ความท้าทายระบบสาธารณสุขไทย
ค่ารักษาพยาบาลพุ่งขึ้น 10% ความท้าทายระบบสาธารณสุขไทย /โดย ลงทุนแมน
ค่าเบี้ยประกันสุขภาพแพงขึ้น หรือเวลาไปโรงพยาบาลแต่ละครั้ง จะเห็นว่าค่ารักษาพยาบาลแพงขึ้นกว่าแต่ก่อน
ค่าเบี้ยประกันสุขภาพแพงขึ้น หรือเวลาไปโรงพยาบาลแต่ละครั้ง จะเห็นว่าค่ารักษาพยาบาลแพงขึ้นกว่าแต่ก่อน
คำตอบของเรื่องนี้ซ่อนอยู่ในสิ่งที่เรียกว่า เงินเฟ้อทางการแพทย์ ที่กำลังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
จากรายงาน Global Medical Trends เผยว่า
ปี 2023 อัตราเงินเฟ้อทางการแพทย์สูงขึ้น 9.5%
ปี 2024 อัตราเงินเฟ้อทางการแพทย์สูงขึ้น 10.0%
ปี 2025 อัตราเงินเฟ้อทางการแพทย์สูงขึ้น 10.3%
ปี 2024 อัตราเงินเฟ้อทางการแพทย์สูงขึ้น 10.0%
ปี 2025 อัตราเงินเฟ้อทางการแพทย์สูงขึ้น 10.3%
และสำหรับประเทศไทยของเรานั้น ตัวเลขนี้สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกเล็กน้อย โดยปี 2025 อัตราเงินเฟ้อทางการแพทย์ของไทยอยู่ที่ระดับ 10.8%
ซึ่งหากค่ารักษาพยาบาลในบ้านเราเพิ่มขึ้นในระดับนี้ต่อไปเรื่อย ๆ นั่นหมายความว่า ค่ารักษาพยาบาลจะเพิ่มขึ้น 1 เท่าตัวในทุก ๆ 7 ปีเลยทีเดียว
เรื่องนี้น่าสนใจอย่างไร ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
หากลองลงลึกเข้าไปในส่วนของประเทศไทยจะพบว่า ค่ารักษาพยาบาลแพงขึ้นมาจากหลายปัจจัยด้วยกัน
ปัจจัยแรกคือ ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีทางการแพทย์
ในอดีตโรคร้ายแรงหลายโรคอาจหมายถึงการสิ้นอายุขัย แต่ปัจจุบันด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ทันสมัย ทำให้หลายโรคสามารถบรรเทาหรือรักษาให้หายขาดได้ ช่วยยืดอายุขัยของมนุษย์ออกไปได้ยาวนานขึ้น
ทว่าความก้าวหน้าเหล่านี้ ย่อมแลกมาด้วยต้นทุนที่มหาศาล โรงพยาบาลหลายแห่งจำเป็นต้องลงทุนในเทคโนโลยีระดับสูงอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับศักยภาพการแข่งขันและเพิ่มรายได้
ไม่ว่าจะเป็น ต้นทุนการวิจัยและพัฒนาตัวยาใหม่ ๆ อุปกรณ์ทางการแพทย์ที่เฉพาะเจาะจง มาตรฐานความปลอดภัย รวมถึงการนำหุ่นยนต์เข้ามาช่วยผ่าตัด เพื่อเพิ่มความแม่นยำและลดอาการบาดเจ็บให้แก่คนไข้
ซึ่งต้นทุนมหาศาลเหล่านี้ จะถูกส่งผ่านไปเป็นค่าบริการและค่ารักษาพยาบาลที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
ปัจจัยต่อมาที่สำคัญไม่แพ้กันคือ การเพิ่มขึ้นของค่าตอบแทนบุคลากรทางการแพทย์
หากเราไปดูโครงสร้างต้นทุนของโรงพยาบาล จะพบว่าต้นทุนส่วนใหญ่กว่า 45% ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด ก็คือค่าธรรมเนียมแพทย์ เงินเดือนของทีมพยาบาล และผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง
แม้ประเทศไทยมีจำนวนแพทย์จดทะเบียนกับแพทยสภารวมกว่า 80,000 คน ซึ่งหากดูสัดส่วนรวมทั้งประเทศจะอยู่ที่แพทย์ 1 คนต่อประชากรราว 800 กว่าคน
ซึ่งดูเหมือนจะดีกว่ามาตรฐานขององค์การอนามัยโลก (WHO) ที่กำหนดไว้ที่ 1 ต่อ 1,000 คน
จนอาจทำให้คิดว่าประเทศไทยไม่ได้ขาดแคลนแพทย์ แต่ในความเป็นจริง ปัญหาที่แท้จริงและน่ากลัวกว่าคือ ความเหลื่อมล้ำในการกระจายกำลังคน
เพราะในจำนวนแพทย์ทั้งหมดนั้น มีแพทย์ที่ทำงานอยู่ในระบบโรงพยาบาลรัฐจริง ๆ เพียงประมาณ 21,000 คนเท่านั้น
ขณะที่แพทย์ส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพมหานครและโรงพยาบาลเอกชนขนาดใหญ่
ประกอบกับ การเติบโตของธุรกิจสุขภาพและนโยบาย Medical Hub ยิ่งทำให้โรงพยาบาลเอกชนแข่งขันกันให้ค่าตอบแทนและสวัสดิการที่สูงกว่า เพื่อดึงดูดบุคลากรที่มีศักยภาพสูง
ส่งผลให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญและแพทย์ทั่วไปจำนวนไม่น้อย ตัดสินใจลาออกจากระบบรัฐ เพื่อไปทำงานในโรงพยาบาลเอกชนที่ให้สมดุลชีวิตและรายได้ที่ดีกว่า
ซึ่งต้นทุนด้านบุคลากรตัวนี้ ถือเป็นต้นทุนหลักที่สำคัญในโครงสร้างธุรกิจโรงพยาบาล หากปรับตัวสูงขึ้น ค่ารักษาพยาบาลจึงสูงขึ้นตามด้วย
นอกจากเรื่องเทคโนโลยีและบุคลากรแล้ว อีกหนึ่งประเด็นที่มักจะถูกพูดถึงคือ ราคายาและเวชภัณฑ์ในโรงพยาบาลเอกชน
ที่บางครั้งเห็นได้จากเสียงสะท้อนของคนไข้ ที่ราคาเวชภัณฑ์พื้นฐาน เช่น น้ำเกลือ สำลี หรือปลาสเตอร์ยาปิดแผล ในโรงพยาบาลเอกชนมีราคาสูงกว่าท้องตลาดภายนอกหลายเท่าตัว
ซึ่งสาเหตุสำคัญมาจากข้อจำกัดทางกฎหมายที่กระทรวงสาธารณสุขมีอำนาจกำกับดูแลราคายาเฉพาะในโรงพยาบาลของรัฐผ่านบัญชียาหลักแห่งชาติ แต่ไม่สามารถเข้าไปควบคุมโครงสร้างราคายาของโรงพยาบาลเอกชนได้อย่างเบ็ดเสร็จ
ส่งผลให้การตั้งราคายาและเวชภัณฑ์ของโรงพยาบาลเอกชนขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการของแต่ละแห่งเป็นหลัก
พอเรื่องเป็นแบบนี้ จึงทำให้ค่ารักษาพยาบาลสูงขึ้นตามไปด้วย
และปัจจัยสุดท้ายที่ปฏิเสธไม่ได้เลยคือ รูปแบบของประกันสุขภาพในปัจจุบัน
โดยเฉพาะประกันสุขภาพแบบเหมาจ่าย ซึ่งประกันรูปแบบนี้กลับกลายเป็นตัวเร่งทางอ้อม ที่ทำให้ค่ารักษาพยาบาลพุ่งสูงขึ้น
เพราะเมื่อผู้ป่วยรู้ว่ามีประกันคอยจ่ายให้ตามจริง ทั้งตัวผู้ป่วยและแพทย์ผู้รักษา ก็มีความยืดหยุ่นและกล้าตัดสินใจเลือกใช้ยา วิธีการรักษา หรือตรวจวินิจฉัยด้วยเทคโนโลยีราคาสูง โดยไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย
จนบางครั้งนำไปสู่การใช้บริการหรือรักษาที่เกินความจำเป็น
ท้ายที่สุดแล้ว ปัจจัยทั้งหมดที่กล่าวมานี้ มันไม่เพียงทำให้ประชาชนต้องแบกรับภาระค่ารักษาพยาบาลแพงขึ้น
หรือทำให้บริษัทประกันภัยต้องเผชิญกับยอดเคลมสินไหมที่เพิ่มขึ้น จนต้องหันมาปรับขึ้นเบี้ยประกันภัยกับผู้บริโภคเท่านั้น
แต่ในภาพใหญ่กว่านั้น มันคือความท้าทายครั้งสำคัญของประเทศไทย ท่ามกลางบริบทที่ก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ
ซึ่งคนไทยจำนวนมากที่ไม่ได้มีประกันสุขภาพรองรับ อาจต้องเผชิญกับคำถามสำคัญที่ว่า หากวันหนึ่งเราเจ็บป่วยขึ้นมา เงินออมที่เราเตรียมไว้จะเพียงพอสำหรับค่ารักษาพยาบาลที่แพงขึ้นราวปีละ 10% ได้หรือไม่
รวมถึงระบบสาธารณสุขของไทยทั้งระบบ จะรองรับแรงกดดันจากผู้ป่วยที่ไม่สามารถแบกรับค่าใช้จ่ายของเอกชนได้ไหวอย่างไร
เพราะนี่ไม่ใช่แค่ปัญหากระเป๋าสตางค์ของใครคนใดคนหนึ่ง แต่คือบททดสอบครั้งใหญ่ตั้งแต่โรงพยาบาลเอกชนที่ต้นทุนพุ่งสูง บริษัทประกันภัยที่เริ่มแบกรับยอดเคลมไม่ไหว ไปจนถึงโรงพยาบาลรัฐ ที่อาจกลายเป็นด่านสุดท้ายในการรองรับคลื่นผู้ป่วยระลอกใหญ่ที่สู้ราคาเอกชนไม่ไหว
นี่จึงเป็นโจทย์สำคัญที่ไทยต้องร่วมมือกันจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อเร่งหาทางรับมือตั้งแต่วันนี้
ก่อนที่ฟันเฟืองทุกชิ้นในระบบสาธารณสุขไทยจะตึงตัวจนพังทลายลง และทำให้การเข้าถึงการรักษาพยาบาลที่มีคุณภาพ กลายเป็นเรื่องที่ไกลเกินเอื้อมของคนไทย..