รายได้ถึงเกณฑ์เสียภาษี แต่ไม่รู้วิธีจัดการภาษี = เสียเงินก้อนโต ควรทำอย่างไร สรุปให้ในโพสต์เดียว

รายได้ถึงเกณฑ์เสียภาษี แต่ไม่รู้วิธีจัดการภาษี = เสียเงินก้อนโต ควรทำอย่างไร สรุปให้ในโพสต์เดียว

รายได้ถึงเกณฑ์เสียภาษี แต่ไม่รู้วิธีจัดการภาษี = เสียเงินก้อนโต ควรทำอย่างไร สรุปให้ในโพสต์เดียว /โดย ลงทุนแมน
รู้หรือไม่ ? ถ้าเราไม่รู้วิธีจัดการภาษี ใช้เพียงการหักค่าใช้จ่าย 100,000 บาท และลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาทแล้ว
- มีรายได้ 30,000 บาทต่อเดือน จะเสียภาษีปีละ 2,500 บาท
- มีรายได้ 50,000 บาทต่อเดือน จะเสียภาษีปีละ 21,500 บาท
- มีรายได้ 70,000 บาทต่อเดือน จะเสียภาษีปีละ 54,500 บาท
- มีรายได้ 100,000 บาทต่อเดือน จะเสียภาษีปีละ 125,000 บาท
จะเห็นว่ายิ่งรายได้สูง ภาษีก็ยิ่งโตกระโดด ซึ่งถ้าไม่จัดการภาษี อาจทำให้เราเหมือนทำงานฟรีเป็นเดือนได้เลย
กลับกันหากเราจัดการภาษีเป็น ต่อให้มีรายได้หลักแสนบาทต่อเดือน ภาษีก็อาจอยู่ที่เพียงหลักหมื่นบาทเท่านั้น
คนที่มีรายได้ถึงเกณฑ์เสียภาษี ควรรู้อะไรบ้าง และทำอย่างไร ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
การบริหารภาษีไม่ใช่เรื่องของการซิกแซ็กหรือหลบเลี่ยง แต่คือการใช้สิทธิประโยชน์ที่กฎหมายมอบให้อย่างชาญฉลาด ดังนั้นถ้าเราสามารถประหยัดภาษีได้ ก็ควรจะทำ เพื่อให้เซฟเงินได้มากที่สุด
ซึ่งวิธีจัดการภาษี เริ่มต้นได้จากการคำนวณหาเงินได้สุทธิต่อปี
ด้วยการคิดรายได้ทั้งปี หักกับค่าใช้จ่าย
ตัวอย่างเช่น เรามีเงินเดือน 70,000 บาท เราจะมีรายได้ต่อปี = 70,000 x 12 = 840,000 บาท
หักค่าใช้จ่าย 50% ของรายได้ แต่สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท จะเหลือ 840,000 - 100,000 = 740,000 บาท
ซึ่ง 740,000 บาท จะมีฐานภาษีที่ 15% ดูได้จากอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
- เงินได้สุทธิ 150,000 บาทแรก ไม่เสียภาษี
- เงินได้สุทธิ 150,001 - 300,000 บาท อัตราภาษี 5%
- เงินได้สุทธิ 300,001 - 500,000 บาท อัตราภาษี 10%
- เงินได้สุทธิ 500,001 - 750,000 บาท อัตราภาษี 15%
- เงินได้สุทธิ 750,001 - 1,000,000 บาท อัตราภาษี 20%
- เงินได้สุทธิ 1,000,001 - 2,000,000 บาท อัตราภาษี 25%
- เงินได้สุทธิ 2,000,001 - 5,000,000 บาท อัตราภาษี 30%
- เงินได้สุทธิ 5,000,001 บาทขึ้นไป อัตราภาษี 35%
ทีนี้ ถ้าเราอยากเสียภาษีให้น้อยลง ก็จำเป็นต้องใช้ลดหย่อน
โดยสำรวจตัวเองก่อนว่า มีสิ่งใดบ้างที่สามารถนำมาลดหย่อนภาษี ด้วยการดูในหมวดหมู่ค่าลดหย่อนส่วนตัวและครอบครัว
เช่น ถ้าเลี้ยงดูพ่อแม่ จะลดหย่อนได้คนละ 30,000 บาท
แต่ถ้าเรามีพี่หรือน้อง อาจจะต้องตกลงกันว่าให้คนที่มีรายได้สูงที่สุด ได้ใช้สิทธิส่วนนี้ไป เพื่อจะได้ประหยัดภาษีอย่างคุ้มค่าที่สุด
ต่อมาคือการเปลี่ยนรายจ่าย เป็นค่าลดหย่อน
ทุกครั้งที่ต้องใช้เงิน ลองเช็กว่ารายจ่ายนั้นสามารถนำมาลดภาษีได้หรือไม่ เพราะทุก ๆ ปีจะมีค่าใช้จ่ายบางอย่างที่เอามาลดหย่อนได้ อย่างปีล่าสุดก็มีทั้ง
- Easy E-Receipt ที่ให้สิทธิเรานำค่าใช้จ่ายจากการซื้อสินค้าหรือบริการ มาหักลดหย่อนภาษีได้สูงสุดถึง 50,000 บาท
- เที่ยวดีมีคืน ที่ให้เรานำค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยวมาลดหย่อน โดยเมืองหลักลดหย่อนสูงสุด 20,000 บาท เมืองรองลดหย่อนสูงสุด 30,000 บาท
- ค่าสร้างบ้านใหม่ ใช้ลดหย่อนได้สูงสุด 100,000 บาท
ดังนั้นอีกหนึ่งสิ่งที่ควรทำคือ การขอใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบให้เป็นนิสัย เพราะจะช่วยให้เรามีเงินคืนบางส่วนตอนสิ้นปี
จากตัวอย่าง แค่เราใช้ Easy E-Receipt และเที่ยวดีมีคืนในเมืองหลัก ก็มีค่าลดหย่อนถึง 70,000 บาทแล้ว
สุดท้ายคือการลงทุน ที่นอกจากสามารถสร้างความมั่งคั่งได้แล้ว ยังลดหย่อนภาษีได้ด้วย
แต่ก่อนที่เราจะซื้อกองทุน RMF และกองทุน ThaiESG ให้ลองดูสวัสดิการของบริษัทตัวเองก่อนว่า มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือ PVD อยู่หรือไม่
เพราะกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 500,000 บาท แต่ไม่เกิน 15% ของค่าจ้าง
และถ้าเป็นรูปแบบที่เงินสมทบจากบริษัทเท่ากับที่เราจ่าย
เช่น เราออม 3% บริษัทสมทบ 3%
เราออม 5% บริษัทสมทบ 5%
เราออม 10% บริษัทสมทบ 10%
ซึ่งถ้าเป็นกรณีนี้ เราควรจะออมให้เท่ากับเพดานที่กำหนดไว้ เพื่อจะได้รับประโยชน์สูงสุด
จะเห็นได้ว่า เป็นทางเลือกที่น่าสนใจกว่ากองทุน RMF และกองทุน ThaiESG ตรงที่ได้เงินสมทบจากบริษัทด้วย ทำให้มีโอกาสสร้างความมั่งคั่งได้เร็วขึ้น
สำหรับข้าราชการ ถึงแม้จะไม่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ แต่ก็มีกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ หรือ กบข. ที่รัฐฯ จ่ายสมทบให้ถึง 5% และนำมาลดหย่อนภาษีได้เช่นกัน ตามที่จ่ายจริง สูงสุด 500,000 บาท
แต่ถ้าใครไม่มีทั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพและกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ก็ยังมีทางเลือกอื่นนั่นคือ กองทุนลดหย่อนภาษีอย่างกองทุน RMF และกองทุน ThaiESG
นับว่าเป็นตัวเลือกที่ดีในการล็อกเงินไว้ไม่ให้เราเผลอใช้ เพราะมีเงื่อนไขห้ามขายออกภายในระยะเวลาที่กำหนด ส่งผลให้พลังของดอกเบี้ยทบต้นทำงาน ไปพร้อมกับการประหยัดภาษี โดยลดหย่อนได้สูงสุด 800,000 บาทต่อปี
แต่เมื่อพูดถึงกองทุนแล้ว คนจำนวนไม่น้อยมักเข้าใจผิดว่า กองทุนจะลงทุนเฉพาะหุ้นไทยหรือหุ้นกู้ไทยเท่านั้น
ซึ่งเป็นเรื่องจริงสำหรับกองทุน ThaiESG แต่กองทุน RMF จะมีนโยบายการลงทุนที่หลากหลายกว่านั้น มีทั้งลงทุนในทองคำ, หุ้นสหรัฐฯ, หุ้นจีน, หุ้นญี่ปุ่น, กองอสังหาฯ, ตลาดเงินและตราสารหนี้ต่างประเทศ
ดังนั้นใครที่ชื่นชอบ S&P 500, Nasdaq 100 หรือดัชนีหุ้นโลก ก็สามารถลงทุนผ่านกองทุน RMF ได้ทั้งหมด
ข้อดีอีกอย่าง นอกจากสร้างผลตอบแทนตามดัชนีที่เราสนใจและใช้ลดหย่อนภาษีได้แล้ว ยังมีเรื่องของการได้รับการยกเว้นภาษีลงทุนนอก 35% อีก
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่คนลงทุนผ่านกองทุน RMF และกองทุน ThaiESG มักจะพลาดคือ ซื้อช่วงสิ้นปีทีเดียว
ด้วยจำนวนเงินก้อนที่ใหญ่ เลยอาจทำให้ลงทุนไม่ได้เท่าที่ควรจะเป็น
วิธีแก้ปัญหาง่าย ๆ คือบริหารเงินออมให้เหมือนกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพและกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ที่จะหักเงินจากเงินเดือนทุกเดือน เข้ากองทุนทันที หรือก็คือสิ่งที่เรียกว่า DCA นั่นเอง
โดย DCA ดีตรงที่สร้างวินัยทางการเงินและยังทำให้เราไม่ต้องติดตามการลงทุนตลอดเวลา ไม่ต้องหาจังหวะเข้าซื้อ
พอถึงตรงนี้แล้ว เรามาลองคำนวณภาษีอีกครั้ง โดยเรามีเงินเดือน 70,000 บาท แต่ครั้งนี้ใช้ลดหย่อนต่าง ๆ เช่น
- ลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท
- เลี้ยงดูพ่อแม่ รวม 2 คน 60,000 บาท
- Easy E-Receipt และเที่ยวดีมีคืนรวม 70,000 บาท
- มีกองทุนลดหย่อนภาษี 100,000 บาท
ภาษีที่จะเสียเหลือ 22,500 บาท จากเดิมที่ 54,500 บาท
จะเห็นได้ว่า ขนาดยังไม่ใช้ลดหย่อนแบบเต็มที่ ภาษีก็ลดลงแล้วถึง 32,000 บาท ซึ่งเงินก้อนนี้สามารถเอาไปทำอะไรได้หลายอย่างเลยทีเดียว
นี่เลยเป็นเหตุผลว่า ทำไมเราถึงควรรู้เรื่องวิธีการจัดการภาษี เพราะถ้าไม่รู้เลย เราอาจพลาดทำเงินก้อนโตร่วงไปอย่างน่าเสียดาย แทนที่จะได้ใช้เงินอย่างคุ้มค่านั่นเอง..
© 2026 Longtunman. All rights reserved. Privacy Policy.
Blockdit Icon