
Corning บริษัทแก้ว 175 ปี เบื้องหลังหลอดไฟเอดิสัน จนถึงดาตาเซนเตอร์ AI
Corning บริษัทแก้ว 175 ปี เบื้องหลังหลอดไฟเอดิสัน จนถึงดาตาเซนเตอร์ AI /โดย ลงทุนแมน
เบื้องหลังเทคโนโลยีเปลี่ยนโลกทุกยุคสมัย ตั้งแต่ หลอดไฟของเอดิสัน, กระจกยานอวกาศของ NASA, เส้นใยแก้วนำแสงที่เป็นรากฐานของอินเทอร์เน็ต, iPhone ของสตีฟ จอบส์
เบื้องหลังเทคโนโลยีเปลี่ยนโลกทุกยุคสมัย ตั้งแต่ หลอดไฟของเอดิสัน, กระจกยานอวกาศของ NASA, เส้นใยแก้วนำแสงที่เป็นรากฐานของอินเทอร์เน็ต, iPhone ของสตีฟ จอบส์
จนมาถึง Data Center ยุค AI ตอนนี้
มีชื่อของบริษัทผลิตแก้วรายหนึ่ง ที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1851 หรือ 175 ปีที่แล้ว ซ่อนอยู่เบื้องหลัง
ซึ่งหากไม่มีบริษัทนี้ เราอาจไม่ได้เห็นเทคโนโลยีเปลี่ยนโลกที่พูดมานี้เกิดขึ้นจริง
บริษัทที่ว่านี้ชื่อว่า Corning
บริษัทที่ว่านี้ชื่อว่า Corning
จากหลอดไฟสู่ Data Center
Corning กลายเป็นเบื้องหลังเทคโนโลยีเปลี่ยนโลกทุกยุคได้อย่างไร ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
Corning กลายเป็นเบื้องหลังเทคโนโลยีเปลี่ยนโลกทุกยุคได้อย่างไร ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
ผู้ก่อตั้ง Corning ไม่ใช่นักประดิษฐ์ ไม่ใช่วิศวกร แต่เป็นพ่อค้าชาวอเมริกันชื่อ Amory Houghton ที่เริ่มต้นลงทุนในโรงงานกระจกชื่อ Bay State Glass Company ในรัฐแมสซาชูเซตส์
ปี 1864 เขาซื้อกิจการโรงหล่อแก้วชื่อ Brooklyn Flint Glass Company ในรัฐนิวยอร์ก และอีก 4 ปีต่อมา ย้ายโรงงานไปยังเมืองเล็ก ๆ ทางตะวันตกของรัฐนิวยอร์กชื่อว่า Corning เพราะเป็นทำเลที่ขนส่งสินค้าและเชื้อเพลิงได้สะดวก
และชื่อเมืองนี้ก็กลายเป็นที่มาของชื่อบริษัทที่ใช้มาถึงปัจจุบัน
ในช่วงแรก Corning เป็นเพียงโรงงานกระจกธรรมดา มีสินค้าขึ้นชื่อคือโคมไฟสีสำหรับสัญญาณรถไฟ
แต่ทุกอย่างเปลี่ยนไปในปี 1879 เมื่อทอมัส เอดิสัน เดินเข้ามาหา
แต่ทุกอย่างเปลี่ยนไปในปี 1879 เมื่อทอมัส เอดิสัน เดินเข้ามาหา
เอดิสันกำลังพัฒนาหลอดไฟฟ้าที่ใช้งานได้จริง และต้องการหลอดแก้วที่ดีพอจะห่อหุ้มไส้คาร์บอนไว้ข้างในได้
Corning ตกลงรับงานนั้น และได้สิทธิ์เป็นผู้ผลิตหลอดแก้วเพียงรายเดียวให้กับเอดิสัน
Corning ไม่ได้คิดค้นหลอดไฟ แต่องค์ความรู้ในการผลิตหลอดแก้ว ทำให้หลอดไฟเกิดขึ้นจริงได้
จากจุดนั้น Corning เดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์แก้วอย่างต่อเนื่อง และกลายเป็นชื่อที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังเทคโนโลยีสำคัญของโลกหลายยุคหลายสมัย
ปี 1915 คิดค้น Pyrex วัสดุแก้วทนความร้อนที่กลายเป็นมาตรฐานของห้องแล็บและเครื่องครัวทั่วโลกมาจนปัจจุบัน
ปี 1935 ผลิตกระจกที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางกว่า 200 นิ้ว สำหรับกล้องโทรทรรศน์ Hale ที่เปลี่ยนความเข้าใจของมนุษย์เกี่ยวกับจักรวาล
ปี 1961 ผลิตหน้าต่างกระจกกันความร้อนสำหรับยานอวกาศ ตั้งแต่โครงการ Mercury ไปจนถึง Apollo และกระสวยอวกาศของ NASA
ปี 1972 ผลิตตัวกรองเซรามิกดักจับมลพิษจากไอเสียรถยนต์ ที่กลายเป็นมาตรฐานของอุตสาหกรรมยานยนต์ทั่วโลก
แต่นวัตกรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของ Corning เกิดขึ้นในปี 1970 จากการพัฒนาเส้นใยแก้วนำแสง ที่ใช้งานได้จริงสำเร็จ
เส้นใยแก้วนำแสงของ Corning สามารถรับส่งข้อมูลได้มากกว่าสายทองแดงถึง 65,000 เท่า กลายเป็นรากฐานที่สำคัญของอินเทอร์เน็ตและเครือข่ายโทรคมนาคมสมัยใหม่ทั้งหมด
แม้จะคิดค้นอะไรหลายอย่าง ที่พลิกโฉมโลกมามากมาย
แต่เส้นทางของ Corning กลับไม่ได้สวยหรู..
แต่เส้นทางของ Corning กลับไม่ได้สวยหรู..
ช่วงปลายทศวรรษ 1990 ยุคอินเทอร์เน็ตบูม เส้นใยแก้วนำแสงกลายเป็นกระดูกสันหลัง และมีความต้องการเพิ่มขึ้นสูงมาก
ราคาหุ้น Corning ไต่จาก 10 ดอลลาร์สหรัฐในปี 1998 ขึ้นไปแตะ 113 ดอลลาร์สหรัฐในปี 2000 หรือเติบโตกว่า 11 เท่าในเวลาเพียง 2 ปี
แต่สุดท้ายก็กลายเป็นฟองสบู่ เพราะบริษัทโทรคมนาคมต่าง ๆ แห่กันวางเส้นใยแก้วนำแสงมากเกินไป จนเกิดภาวะ Overcapacity เกินความต้องการใช้งานจริงในขณะนั้นไปหลายเท่า ประกอบกับบริษัทดอตคอมเริ่มล้มละลาย
โดยช่วงวิกฤติฟองสบู่ดอตคอมในปี 2002 ราคาหุ้น Corning ร่วงลงกว่า 98% จากจุดสูงสุด เหลือเพียง 2 ดอลลาร์สหรัฐต่อหุ้น
บริษัทผ่านพ้นวิกฤติครั้งนั้นมาได้ ด้วยการปรับโครงสร้างและลดกำลังการผลิต
และสุดท้าย Corning ก็เป็นอีกหนึ่งบริษัทที่เจอกับฟ้าหลังฝน
ปี 2007 สตีฟ จอบส์ กำลังพัฒนา iPhone และพบปัญหาว่า เครื่องต้นแบบใช้ฝาครอบพลาสติก แต่เมื่อจำลองการใช้งาน กลับพบว่าการเอา iPhone ใส่กระเป๋าเสื้อ ทำให้หน้าจอเต็มไปด้วยรอยขีดข่วน
จอบส์สั่งเปลี่ยนเป็นกระจก แต่ทีมงานของ Apple ประเมินว่าต้องใช้เวลา 3-4 ปีในการพัฒนา
แต่ iPhone กำลังจะถึงกำหนดเปิดตัวในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ทำให้เขาโทรตรงไปหา CEO ของ Corning
เรื่องนี้ กลายเป็นจุดเริ่มต้นของ Gorilla Glass กระจกแข็งแกร่งกันรอยขีดข่วน ที่เปิดตัวพร้อมกับ iPhone รุ่นแรกในปี 2007
นับแต่นั้น Gorilla Glass ก็กลายเป็นกระจกมาตรฐานของสมาร์ตโฟน แท็บเล็ต และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์จากหลายสิบแบรนด์ทั่วโลก
ความสำเร็จครั้งนี้ เข้าตำราความสำเร็จเดิมของ Corning
ที่พวกเขาไม่ได้คิดค้นสมาร์ตโฟน แต่นวัตกรรมของ Coring คือสิ่งที่ทำให้หน้าจอสัมผัสของสมาร์ตโฟนกลายเป็นจริงขึ้นมาได้
ที่พวกเขาไม่ได้คิดค้นสมาร์ตโฟน แต่นวัตกรรมของ Coring คือสิ่งที่ทำให้หน้าจอสัมผัสของสมาร์ตโฟนกลายเป็นจริงขึ้นมาได้
และตอนนี้ เรื่องไม่ได้จบแค่ Gorilla Glass กับ iPhone
เพราะโอกาสที่กำลังเกิดขึ้นในอนาคตต่อไปนี้ ก็น่าจะเป็นเรื่องตื่นเต้นไม่แพ้ประวัติศาสตร์ตลอด 170 กว่าปีที่ผ่านมา ของ Corning เลยก็ว่าได้
ต้นเรื่อง มาจากการฝึก AI Model ที่ไม่ใช่แค่ใช้ GPU แค่ตัวเดียว แต่ต้องพร้อมกันหลายหมื่นตัวในคราวเดียว และทุกตัวต้องสื่อสารแลกเปลี่ยนข้อมูลกันอย่างต่อเนื่อง
ปัญหามันอยู่ที่ว่า สายทองแดงที่ใช้กันมาในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์แบบเดิม ไม่สามารถส่งข้อมูลได้ดีพอสำหรับมาตรฐาน AI
เพราะด้วยข้อจำกัดด้านระยะทาง กำลังไฟ และความร้อน ทำให้ทองแดงกลายเป็นอีกหนึ่งคอขวดที่กลายเป็นปัญหาของ Data Center ยุค AI
และนวัตกรรมที่จะเข้ามาแก้ปัญหา ก็คือ เส้นใยแก้วนำแสง ที่ส่งข้อมูลด้วยความเร็วแสงและไม่สูญเสียพลังงานเป็นความร้อน
AI Rack หนึ่งตัว ใน Data Center AI ซึ่งมี GPU หลักหมื่นตัว
ต้องการเส้นใยแก้วนำแสงมากกว่า Server Rack ปกติถึงประมาณ 36 เท่า
ต้องการเส้นใยแก้วนำแสงมากกว่า Server Rack ปกติถึงประมาณ 36 เท่า
ความต้องการเส้นใยแก้วนำแสง ตามมาด้วยอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่ ตัวเชื่อมต่อประสาน, อุปกรณ์เชื่อมต่อแสงระดับชิป และแผ่นกระจกรับชิป
รวมไปถึงนวัตกรรมใหม่ อย่างเช่น Multicore Fiber (ไฟเบอร์ที่รวมช่องแสง 4 ทางไว้ในเส้นเดียว), Bend-Insensitive Fiber (ไฟเบอร์ชนิดโค้งงอได้โดยไม่สูญเสียสัญญาณแสง) เป็นต้น ซึ่งต้องใช้เทคโนโลยีการผลิตหลอดแก้วตั้งต้นขั้นสูง
ถามว่า ความต้องการมันมากขนาดไหน ?
สถานการณ์ตอนนี้ ระยะเวลารอสินค้าที่เคยอยู่ที่ 2-3 เดือน ตอนนี้ยืดออกไปเกือบ 1 ปี
ดันให้ Hyperscaler ในอุตสาหกรรม จากเดิมที่จะซื้อเมื่อต้องการ ก็ต้องมาทำสัญญาจองกับ Corning ล่วงหน้าเป็นปี ๆ
โดยจากข้อมูล 6 เดือนแรกของปี 2026
- Meta มูลค่าสัญญาเกือบ 200,000 ล้านบาท คิวจัดส่งยาวถึงปี 2030
- Amazon ลงนามสัญญาล่วงหน้าไปหลายปี
- และยังมี Hyperscaler อีก 2 รายที่ไม่เปิดเผยชื่อ ได้ทำสัญญาที่มีมูลค่าและระยะเวลาระดับเดียวกับ Meta
- Meta มูลค่าสัญญาเกือบ 200,000 ล้านบาท คิวจัดส่งยาวถึงปี 2030
- Amazon ลงนามสัญญาล่วงหน้าไปหลายปี
- และยังมี Hyperscaler อีก 2 รายที่ไม่เปิดเผยชื่อ ได้ทำสัญญาที่มีมูลค่าและระยะเวลาระดับเดียวกับ Meta
หากลองไปดูผลประกอบการที่ผ่านมาของ Corning พบว่า
ปี 2023 รายได้ 417,900 ล้านบาท กำไร 19,300 ล้านบาท
ปี 2024 รายได้ 435,500 ล้านบาท กำไร 16,800 ล้านบาท
ปี 2025 รายได้ 518,900 ล้านบาท กำไร 52,900 ล้านบาท
ปี 2024 รายได้ 435,500 ล้านบาท กำไร 16,800 ล้านบาท
ปี 2025 รายได้ 518,900 ล้านบาท กำไร 52,900 ล้านบาท
ไตรมาสแรก ปี 2026 รายได้ 137,600 ล้านบาท กำไร 12,300 ล้านบาท
โดยการเติบโตของรายได้ไตรมาสล่าสุดของ Corning หลัก ๆ มาจากกลุ่ม Optical Communications ที่เติบโต 36% จากปีก่อน
ตัวเลข 36% นี้ ซ่อนเรื่องที่น่าสนใจกว่ามากไว้ข้างใน..
Optical Communications มีธุรกิจ 2 ส่วนที่ต่างกันสิ้นเชิง
ส่วนแรกคือ Enterprise ที่ขายตรงให้ Data Center
ส่วนที่สองคือ Carrier ที่ขายให้บริษัทโทรคมนาคม
ส่วนที่สองคือ Carrier ที่ขายให้บริษัทโทรคมนาคม
ช่วง 2 ปีที่ผ่านมา Enterprise เติบโตราว 60% ต่อปี ขณะที่ Carrier เติบโตแค่ประมาณ 15%
ผลคือในปี 2025 รายได้ธุรกิจ Enterprise แซงธุรกิจ Carrier เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของบริษัท
ผลคือในปี 2025 รายได้ธุรกิจ Enterprise แซงธุรกิจ Carrier เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของบริษัท
สิ่งที่น่าสนใจกว่านั้นอีกคือ ในไตรมาสแรกของปี 2026 กำไรของ Optical Communications เพิ่มขึ้น 6,200 ล้านบาท ขณะที่กำไรรวมทั้งบริษัทเพิ่มขึ้น 5,810 ล้านบาท จากปีก่อน
หรือก็คือ Optical Communications ทำกำไรเพิ่มมากกว่าส่วนอื่น ๆ ของบริษัทรวมกันเสียอีก
ทั้งนี้ อัตรากำไรสุทธิของ Optical Communications ขยับจากประมาณ 15% เป็น 21% ในปีเดียว
ขณะที่อัตรากำไรจากการดำเนินงานรวมทั้งบริษัทเพิ่มจาก 7% เมื่อ 2 ปีก่อน เป็น 15% ในปัจจุบัน
ขณะที่อัตรากำไรจากการดำเนินงานรวมทั้งบริษัทเพิ่มจาก 7% เมื่อ 2 ปีก่อน เป็น 15% ในปัจจุบัน
พูดได้ว่าตอนนี้ Optical Communications กำลังกลายเป็นเครื่องจักรทำกำไรที่ขับเคลื่อนทั้งบริษัทในยุค AI
แต่ที่น่าสนใจอีกเรื่องคือ ใยแก้วนำแสง ไม่ใช่นวัตกรรมเดียว ที่เป็นอนาคตของบริษัท
เพราะกลางปี 2026 Corning เปิดตัวแผ่นกระจกขนาดเล็กมากที่เรียกว่า GlassBridge
GlassBridge ทำสิ่งที่ไม่เคยทำได้มาก่อน เพราะจากเดิมแสงที่วิ่งผ่านเส้นใยแก้วนำแสง จะถูกแปลงเป็นสัญญาณไฟฟ้า ก่อนที่จะวิ่งผ่านเครือข่ายสายทองแดงเพื่อเชื่อมต่อเข้ากับชิปอีกที
การแปลงจากแสง เป็นไฟฟ้า ทำให้เกิดคอขวด
เพราะไฟฟ้าเดินทางช้ากว่าแสง เมื่อแปลงสัญญาณจากแสงไปเป็นไฟฟ้าแล้ว ความเร็วในการส่งข้อมูลจึงช้าลง
เพราะไฟฟ้าเดินทางช้ากว่าแสง เมื่อแปลงสัญญาณจากแสงไปเป็นไฟฟ้าแล้ว ความเร็วในการส่งข้อมูลจึงช้าลง
อีกทั้งการแปลงสัญญาณสลับไปมา ทำให้เกิดความร้อนขึ้นในชิป และกินไฟมากกว่า เพราะต้องใช้ไฟฟ้าทั้งการแปลงสัญญาณ และใช้ไฟฟ้าไปกับระบบ Cooling คอยระบายความร้อนที่เกิดขึ้น
แต่ GlassBridge จะลัดขั้นตอน โดยจะเป็นตัวเชื่อมที่นำแสงจากเส้นใยแก้วนำแสงวิ่งเข้าไปยังชิปโดยตรง ไม่ต้องผ่านการแปลงสัญญาณใด ๆ
ถ้าเปรียบ Data Center เป็นเมือง เส้นใยแก้วนำแสงก็คือทางด่วน และ GlassBridge คือทางออกจากทางด่วนที่ตรงเข้าบ้าน เข้าตึกแต่ละหลังไปเลย โดยไม่ต้องผ่านถนนที่เล็ก หรือทางลูกรัง ซึ่งก็คือสายทองแดงนั่นเอง
ซึ่งข้อดีของ GlassBridge ก็คือ
- ระบบทำงานเร็วขึ้น เพราะสัญญาณเดินทางในรูปแบบแสง เลยไม่ต้องแปลงข้อมูล
- ระบบกินไฟน้อยลง ทั้งจากการใช้ไฟฟ้าเพื่อการแปลงสัญญาณ ซึ่งก็โยงไปถึงระบบระบายความร้อนที่ทำงานน้อยลงเช่นกัน
- ระบบทำงานเร็วขึ้น เพราะสัญญาณเดินทางในรูปแบบแสง เลยไม่ต้องแปลงข้อมูล
- ระบบกินไฟน้อยลง ทั้งจากการใช้ไฟฟ้าเพื่อการแปลงสัญญาณ ซึ่งก็โยงไปถึงระบบระบายความร้อนที่ทำงานน้อยลงเช่นกัน
และต้องบอกว่าจริง ๆ แล้ว GlassBridge ไม่ใช่ก้าวเดียวที่ Corning กำลังเดินเข้าไปในโลกของชิป AI แต่เป็นก้าวที่สามในแผนที่ที่วางไว้แล้ว
ก้าวแรกคือ Glass Carrier กระจกที่ใช้เป็นฐานชั่วคราวระหว่างผลิตชิป ซึ่งเข้าไปอยู่ในกระบวนการ Advanced Packaging ของ TSMC แล้วในวันนี้ เป็นธุรกิจที่มีรายได้จริงอยู่แล้ว
ก้าวที่สองคือ Glass-Core Substrate วัสดุกระจกที่จะเข้าไปแทนที่ฐานที่ชิปวางอยู่ ที่ปัจจุบันใช้เป็นสารอินทรีย์ เพราะกระจกขยายตัวเมื่อร้อนใกล้เคียงกับซิลิคอน ทำให้เกิดการโก่งตัวน้อยกว่า
โดยจากการทดสอบของ TSMC พบว่าลดการโก่งตัวได้ถึง 16% ซึ่งตลาดนี้คาดว่าจะเริ่มผลิตเชิงพาณิชย์ได้ในปี 2027-2030
และก้าวที่สามคือ GlassBridge ซึ่งพัฒนาร่วมกับ GlobalFoundries
ทั้งสามก้าวนี้ ใช้องค์ความรู้เดียวกัน คือเทคโนโลยีการทำแก้วที่ Corning สั่งสมมาตลอดกว่า 170 ปี
ไม่ว่าจะเป็น การดึงแก้วแทบไม่มีของเสียปนเปื้อน การแกะเส้นทางแสงลงบนกระจกด้วย Ion Exchange หรือการทำแก้วแบนราบสุดขีดด้วยกระบวนการ Fusion Draw
โดย Corning ตั้งเป้ารายได้จากโครงสร้างพื้นฐาน AI ทั้งหมด ทั้งเส้นใยแก้วนำแสง, Glass Carrier, Glass-Core Substrate และ GlassBridge ที่ 332,000 ล้านบาท ภายในปี 2030 และมีเป้ารายได้รวมทั้งบริษัทที่ 1,162,000-1,328,000 ล้านบาทต่อปี หรือมากกว่าปัจจุบันเกินกว่า 2 เท่า
และเพื่อรองรับเป้าหมายนั้น Corning กำลังสร้างโรงงานใหม่ 3 แห่งในสหรัฐอเมริกา ร่วมกับ NVIDIA เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตเส้นใยแก้วนำแสง ในสหรัฐฯ กว่า 50%
คำถามต่อมา ทำไม Corning ถึงถูกแทนที่ด้วยคู่แข่งได้ยาก ในยุคที่ Hyperscaler ต้องแข่งกันอัดงบลงทุนใน Data Center ?
คำตอบที่ดีที่สุด ก็น่าจะเป็นเทคโนโลยีกระบวนการผลิตที่ยากและซับซ้อนตามที่เล่ามา โดยใช้เวลาสั่งสมมากว่า 170 ปี ซึ่งยากที่ใครจะเลียนแบบได้
ยกตัวอย่าง เส้นใยแก้วนำแสง ซึ่งทำจากแท่งแก้วบริสุทธิ์สูงที่เรียกว่า Preform ก่อนหลอมดึงเป็นเส้น
ซึ่งความสามารถในการทำ Preform ระดับโลกนั้น หาซื้อไม่ได้เพียงแค่ลงทุนเงิน เพราะสิ่งสกปรกเพียงจุดเดียว อุณหภูมิที่คลาดเคลื่อนนิดเดียว ส่งผลต่อคุณภาพเส้นใยแก้วนำแสงหลายสิบกิโลเมตร
หากเส้นใยแก้วนำแสงมีตำหนิแม้แต่นิดเดียว จะเกิดความหน่วง หรือสัญญาณขาดหาย ซึ่งหมายถึงการสร้างความเสียหายร้ายแรงต่อระบบ
เรียกได้ว่า ไม่ใช่เรื่องดีสำหรับ Data Center ที่ความผิดพลาดจากการทำงานต้องเป็นศูนย์เท่านั้น
นั่นเลยแปลว่า การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ของ Corning จึงเหมือนการซื้อความมั่นใจว่า โครงสร้างพื้นฐาน Data Center ที่มีมูลค่ามหาศาลจะทำงานได้อย่างสมบูรณ์แบบและไร้รอยต่อที่สุด
โดยการสร้างสายการผลิต Preform ใหม่ใช้เวลา 18-24 เดือน และยังต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบคุณภาพอีกนาน
นี่จึงเป็นเหตุผลส่วนหนึ่งที่เหล่า Hyperscaler ต้องมาจองล่วงหน้าหลายปีแทนที่จะซื้อตอนต้องการ
โดยทาง Corning กล่าวตรง ๆ ว่า ถ้าผลิตได้มากกว่านี้ ก็ขายได้มากกว่านี้ แถมกำลังการผลิตใหม่ที่กำลังสร้างอยู่ในขณะนี้ ถูกจองเต็มล่วงหน้าด้วยสัญญาที่ปิดดีลไปแล้วทั้งหมด
ถึงตรงนี้ มองย้อนกลับไปแล้ว Corning ไม่เคยเป็นบริษัทที่คนพูดถึงมากที่สุดในแต่ละยุค
ยุคของเอดิสัน คนพูดถึงหลอดไฟ ไม่ใช่หลอดแก้ว
ยุคของ Internet คนพูดถึง Cisco ไม่ใช่เส้นใยแก้วนำแสง
ยุคของ iPhone คนพูดถึงสตีฟ จอบส์ ไม่ใช่ Gorilla Glass
ยุคของ AI คนพูดถึง NVIDIA ChatGPT หรือ Claude ไม่ใช่ Corning
ยุคของ Internet คนพูดถึง Cisco ไม่ใช่เส้นใยแก้วนำแสง
ยุคของ iPhone คนพูดถึงสตีฟ จอบส์ ไม่ใช่ Gorilla Glass
ยุคของ AI คนพูดถึง NVIDIA ChatGPT หรือ Claude ไม่ใช่ Corning
แต่ตลอดกว่า 170 ปีนั้น ผลิตภัณฑ์ของ Corning ก็อยู่เบื้องหลัง ที่เทคโนโลยีเปลี่ยนโลกเหล่านี้ขาดไม่ได้เลย..
สำหรับคนที่สนใจ Corning ตอนนี้มีกองทุนไทยที่ลงทุนใน Photonics หรือเทคโนโลยีการใช้แสง ใครสนใจดูได้ในคอมเมนต์
หมายเหตุ : บทความนี้จัดทำขึ้นในวันที่ 10 กรกฎาคม 2026 โดยวิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูล จากข้อมูลสาธารณะของบริษัท และบทความนี้ไม่ได้มีเจตนาแนะนำให้ซื้อหรือขายหลักทรัพย์ใด ๆ ทั้งสิ้น การลงทุนมีความเสี่ยง โปรดศึกษาข้อมูลให้ครบถ้วนก่อนตัดสินใจลงทุน