ศึก AI จีนรอบใหม่ ผู้ชนะ อาจไม่ใช่บริษัทที่คนส่วนใหญ่คุ้นชื่อ

ศึก AI จีนรอบใหม่ ผู้ชนะ อาจไม่ใช่บริษัทที่คนส่วนใหญ่คุ้นชื่อ

ศึก AI จีนรอบใหม่ ผู้ชนะ อาจไม่ใช่บริษัทที่คนส่วนใหญ่คุ้นชื่อ /โดย ลงทุนแมน
รู้หรือไม่ว่า ในบรรดาหุ้นเทคจีนที่โตเร็วที่สุดตอนนี้ กว่าครึ่งไม่ได้จดทะเบียนอยู่ในฮ่องกงเลย
หลายชื่อไปกระจุกตัวอยู่ในกระดาน STAR Market และ ChiNext ที่นักลงทุนต่างชาติแทบไม่เคยได้ยินชื่อ ทั้งที่บริษัทเหล่านี้ อาจเป็นผู้ที่กำลังรับรายได้เป็นกอบเป็นกำที่สุดจากคลื่น AI จีนรอบนี้
ชื่อที่คนคุ้นเคยอย่าง Alibaba, Tencent, Xiaomi หรือ Meituan ล้วนอยู่ในตลาดหุ้นฮ่องกง และเป็นบริษัทที่อยู่หน้าฉากของโลก AI
แต่จริง ๆ แล้ว ยังมีอีกหลากหลายบริษัทจีนที่อยู่ในโลกเบื้องหลัง และกำลังเติบโตไปกับเทรนด์ AI
มีอะไรซ่อนอยู่ในตลาดอื่น ๆ ของจีนอีก ?
แล้วมีอะไรในเบื้องหลังของโลก AI จีน ที่หลายคนมองข้ามไป ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
หลายคนอาจเข้าใจว่า AI จีน คือแอปพลิเคชันหรือแพลตฟอร์มที่ใช้งานกันทุกวัน
แต่ความจริงแล้ว AI หนึ่งระบบ ทำงานไม่ได้เลยถ้ามีแค่ซอฟต์แวร์
เพราะการสร้าง AI ก็ไม่ต่างจากการสร้างเมืองขึ้นมาสักเมือง
แอปพลิเคชันและแพลตฟอร์ม คือตึกสวยงามที่ทุกคนมองเห็น และเดินเข้าไปใช้งาน
แต่เบื้องหลังตึกเหล่านั้น ต้องมีโครงสร้างภายใน มีระบบไฟฟ้า มีท่อน้ำ คอยหล่อเลี้ยงอยู่ตลอดเวลา แม้บางสิ่งจะมองไม่เห็น แต่ขาดไม่ได้เลยสักวัน
แล้วเม็ดเงิน AI ที่เอกชนยักษ์ใหญ่ รวมถึงภาครัฐจีนได้ลงทุนไป กำลังไหลไปกองอยู่ตรงไหนกันแน่ ?
รายงานประเมินอุตสาหกรรม AI จากบริษัทวิจัยระดับโลกอย่าง Sequoia Capital และหลักทรัพย์ชั้นนำหลายแห่ง บอกว่าในช่วงเริ่มต้นของยุค AI สัดส่วนเงินลงทุน (CapEx) ของบริษัทเทคยักษ์ใหญ่ทั่วโลก กว่า 70-80% ถูกทุ่มไปกับโครงสร้างพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นชิปประมวลผล เซิร์ฟเวอร์ อุปกรณ์เครือข่าย และระบบระบายความร้อนใน Data Center
ขณะที่รายได้ฝั่งซอฟต์แวร์หรือแอปพลิเคชัน (Generative AI) ยังคิดเป็นสัดส่วนน้อยกว่ามากเมื่อเทียบกับเม็ดเงินที่ไหลเข้าไปในฝั่งฮาร์ดแวร์
หรือก็คือคนที่รับรายได้เป็นกอบเป็นกำในตอนนี้ คือผู้สร้างโครงสร้างพื้นฐาน ไม่ใช่ผู้เขียนแอปพลิเคชัน
แต่ตำแหน่งผู้สร้างโครงสร้างพื้นฐานเอง ก็ไม่ได้ง่ายหรือสบายจนเป็นเสือนอนกินได้ตลอด
เพราะเบื้องหลังทุกก้าวของฮาร์ดแวร์ ต้องอาศัยงบวิจัยและพัฒนา (R&D) ที่ทุ่มไม่หยุด เพื่อรักษาระยะห่างทางเทคโนโลยีจากคู่แข่งเอาไว้ให้ได้อยู่เสมอ
คำถามคือ จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าบริษัทหนึ่งที่เคยยิ่งใหญ่ระดับโลก กลับเลือกที่จะชะลอหรือหยุดลงทุนกับการวิจัยและพัฒนา ?
ประเด็นนี้ เคสของ Intel ให้คำตอบได้ดีที่สุด..
Intel เคยเป็นผู้ผลิตชิปอันดับ 1 ของโลก ผูกขาดตลาดคอมพิวเตอร์พีซีมาอย่างยาวนาน
แต่ในช่วงทศวรรษ 2010 Intel เลือกชะลอความเสี่ยงในการวิจัยเทคโนโลยีการผลิตขั้นสูง และมีการนำกระแสเงินสดจำนวนมาก ไปทำ Share Buyback เพื่อพยุงราคาหุ้นในระยะสั้นแทน จนประสบปัญหาความล่าช้าในการพัฒนาเทคโนโลยีต่ำกว่า 10 นาโนเมตร
ผลคือ Intel ถูกคู่แข่งอย่าง TSMC จากไต้หวัน แซงหน้าไปในแง่การผลิต และ AMD ในแง่การออกแบบ
พอโลกหมุนเข้าสู่ยุค AI เต็มตัว Intel กลับไม่ติดโผส่วนแบ่งตลาดชิปที่ใช้ประมวลผล AI โดยเฉพาะระดับ Data Center เลยด้วยซ้ำ ขณะที่ Nvidia ครองส่วนแบ่งกว่า 80-85% และ AMD ไล่ตามมาที่ราว 5-7%
ส่วน Gaudi ชิป AI รุ่นก่อนหน้าของ Intel เองก็ไปไม่ถึงฝัน จนบริษัทต้องปลดพนักงานกว่า 21,000 ตำแหน่งในปี 2025 เพื่อปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่ ก่อนจะเดินหน้าพัฒนาชิป AI รุ่นใหม่อย่าง Crescent Island หวังไล่ตามคู่แข่งให้ทันภายในปลายปี 2026
เรื่องราวของ Intel เป็นตัวอย่างที่ชัดเจน ว่าต่อให้บริษัทมีขนาดใหญ่แค่ไหน ก็ไม่ได้การันตีตำแหน่งผู้ชนะตลอดไป ถ้าหยุดหรือชะลอการลงทุนกับสิ่งที่มองไม่เห็น
แล้วในจีน มีใครกำลังทุ่ม R&D ไปกับสิ่งที่มองไม่เห็นและมีแต่ความเสี่ยงอยู่บ้าง ?
หากลองไปดูในกระดาน STAR Market ของเซี่ยงไฮ้ จะพบว่ามีบริษัทชื่อ Cambricon ผู้บุกเบิกชิปสำหรับ AI โดยเฉพาะ (NPU) รายแรก ๆ ของจีน
และหากลองไปดูงบ R&D ของบริษัทนี้ พบว่า
ปี 2022 รายได้ 3,616 ล้านบาท งบ R&D 7,554 ล้านบาท (คิดเป็น 209% ของรายได้)
ปี 2023 รายได้ 3,517 ล้านบาท งบ R&D 5,555 ล้านบาท (คิดเป็น 158% ของรายได้)
ปี 2024 รายได้ 5,823 ล้านบาท งบ R&D 6,051 ล้านบาท (คิดเป็น 104% ของรายได้)
ปี 2025 รายได้ 32,288 ล้านบาท งบ R&D 6,706 ล้านบาท (คิดเป็น 21% ของรายได้)
จะเห็นว่าในช่วงหนึ่ง บริษัทนี้ทุ่มงบวิจัยและพัฒนาในสัดส่วนที่สูงมากเมื่อเทียบกับรายได้ เพื่อเร่งการลดระยะห่างทางเทคโนโลยีกับคู่แข่งระดับโลกในกลุ่มคลาวด์และหุ่นยนต์
จนในปี 2025 สัดส่วน R&D ก็ลดลง ซึ่งไม่ใช่เพราะบริษัทลดงบตรงส่วนนี้
แต่เป็นเพราะเทคโนโลยีและนวัตกรรมต่าง ๆ ที่มี ดันรายได้ให้เติบโตขึ้นแบบก้าวกระโดดนั่นเอง
แต่ R&D ก็ไม่ใช่ทางเดียวที่ทำให้บริษัทจีนไล่ตามทันในสนามนี้
เพราะบางครั้ง การอยู่ถูกที่ถูกเวลา ก็สำคัญต่อความสำเร็จของธุรกิจด้วยเช่นกัน
อีกตัวอย่างในกระดานเดียวกัน ก็ยังมี Hygon Information Technology ผู้ผลิตชิปที่ใช้ประมวลผล AI โดยเฉพาะ และชิปประมวลผลหลักสำหรับ Data Center
Hygon มีจุดแข็งคือ Know-How และเทคโนโลยี ที่สั่งสมมาจนพร้อมรองรับความต้องการตอนที่หน่วยงานรัฐและรัฐวิสาหกิจจีน ต้องเปลี่ยนมาใช้อุปกรณ์ไอทีในประเทศพอดี ทำให้รายได้เติบโตก้าวกระโดดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
โดยผลประกอบการ 4 ปีล่าสุดของ Hygon Information Technology คือ
ปี 2022 รายได้ 25,445 ล้านบาท กำไร 3,988 ล้านบาท
ปี 2023 รายได้ 29,810 ล้านบาท กำไร 6,265 ล้านบาท
ปี 2024 รายได้ 45,434 ล้านบาท กำไร 9,573 ล้านบาท
ปี 2025 รายได้ 71,325 ล้านบาท กำไร 12,598 ล้านบาท
นอกจากสายลุยเดี่ยวด้วยงบวิจัย หรือการมีนวัตกรรม ที่พร้อมรับจังหวะนโยบายแล้ว
บางบริษัทก็ก้าวขึ้นมาเป็นผู้ชนะ เพียงเพราะเป็นชิ้นส่วนที่ขาดไม่ได้ในโครงสร้างพื้นฐานทั้งระบบ เหมือนไฟฟ้าและท่อน้ำของเมือง
หากลองขยับไปดูที่กระดาน ChiNext ของเซินเจิ้น จะเจอกับ Zhongji Innolight
บริษัทนี้ไม่ใช่แค่ผู้เล่นระดับประเทศ แต่คือผู้เล่นระดับโลก ครองส่วนแบ่งตลาดอันดับต้น ๆ ในกลุ่มอุปกรณ์แปลงและรับส่งสัญญาณแสงความเร็วสูง (Optical Transceiver) ซึ่งเป็นซัปพลายเออร์หลักให้ Data Center ของบริษัทเทคยักษ์ใหญ่ทั้งในสหรัฐฯ และเอเชีย
หรืออีกบริษัทในกระดานเดียวกันคือ Eoptolink Technology หนึ่งในผู้นำ Top 5 ของโลกด้าน Optical Modules ซึ่งเติบโตเป็นเงาตามตัวไปกับยอดขายชิป AI ของสหรัฐฯ เพราะรายได้หลักมาจากการส่งออกอุปกรณ์ที่ทุก Data Center ทั่วโลกต้องใช้เป็นตัวเชื่อมเพื่อส่งข้อมูลให้ทันความเร็วของชิปประมวลผล
และสุดท้าย ยังมี CATL เบอร์ 1 ของโลกตัวจริงด้านแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า ครองส่วนแบ่งตลาดโลกระดับ 36-37% ทิ้งห่างอันดับ 2 กว่าเท่าตัว
ซึ่ง CATL ยังเป็นผู้นำระบบกักเก็บพลังงานสะอาดที่เป็นเสมือนหัวใจในการสำรองไฟและจ่ายพลังงานให้กับ Data Center ยุค AI รวมถึงโรงงานขนาดใหญ่ทั่วโลก
จะเห็นว่าทั้ง 5 บริษัทนี้ ไม่มีใครเป็นแอปพลิเคชันที่คนใช้งานทุกวันเลยสักบริษัท แต่ทุกบริษัท คือฟันเฟืองที่ทำให้อุตสาหกรรม AI และเทคโนโลยีจีน ทำงานได้จริง
แล้วที่ผ่านมา ทำไมนักลงทุนถึงมักมองข้ามฝั่งนี้ไป ?
สาเหตุก็เพราะเงินลงทุนส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในหุ้นกลุ่มอินเทอร์เน็ตและอีคอมเมิร์ซ ที่จดทะเบียนในฮ่องกงเป็นหลัก เพราะเป็นชื่อที่คุ้นเคยและถูกพูดถึงบนหน้าสื่อบ่อยที่สุด
ขณะที่หุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ การผลิตขั้นสูง หรือพลังงานใหม่ ในกระดาน STAR Market และ ChiNext กลับเป็นพื้นที่ที่นักลงทุนต่างชาติมักให้น้ำหนักน้อย แต่กลุ่มนี้คือกำลังหลักที่รัฐบาลจีน กำลังอัดฉีดเม็ดเงินสนับสนุนอยู่เต็มที่
คำถามต่อมาคือ อะไรคือตัวชี้วัดว่า ใครจะเป็นผู้ชนะรอบต่อไป ?
McKinsey และ BCG เคยศึกษาเรื่องนี้ไว้ในหลายรายงาน และมีข้อสรุปตรงกันคือ บริษัทไฮเทคที่ทุ่มงบวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง มักเติบโตเร็วกว่า และให้ผลตอบแทนผู้ถือหุ้นในระยะยาวสูงกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม
ตรงข้ามกับบริษัทที่เลือกหั่นงบวิจัย เพื่อรักษากำไรระยะสั้นเอาไว้ก่อน
พูดง่าย ๆ คือ เรื่องของ Intel ไม่ใช่กรณีพิเศษ แต่คือรูปแบบที่เกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าในโลกธุรกิจไฮเทค
และไม่ว่าจะชนะด้วยงบวิจัย จังหวะนโยบาย หรือตำแหน่งที่ขาดไม่ได้ในห่วงโซ่อุปทาน
พื้นฐานของทั้งหมดนี้ ล้วนมาจากการไม่หยุดลงทุนใน สิ่งที่มองไม่เห็น ทั้งสิ้น
ทุกวันนี้ ผู้ชนะของสมรภูมิเทคจีนรอบใหม่ จึงไม่ได้มีแค่คนสร้างแอปพลิเคชันที่เราเห็นชื่อบ่อยที่สุด
แต่ยังมีคนผลิตชิป คนส่งข้อมูล คนจ่ายพลังงาน ที่ชนะด้วยการทุ่มวิจัย ความพร้อมรับจังหวะ หรือตำแหน่งที่ขาดไม่ได้ในห่วงโซ่ AI ซึ่งอยู่คนละกระดานกับที่นักลงทุนส่วนใหญ่คุ้นเคย..
หมายเหตุ : บทความนี้จัดทำขึ้นในวันที่ 20 กรกฎาคม 2026 โดยวิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูล จากข้อมูลสาธารณะของบริษัท และบทความนี้ไม่ได้มีเจตนาแนะนำให้ซื้อหรือขายหลักทรัพย์ใด ๆ ทั้งสิ้น การลงทุนมีความเสี่ยง โปรดศึกษาข้อมูลให้ครบถ้วนก่อนตัดสินใจลงทุน
—--------------------------------
และถ้าอยากลงทุนในบริษัท AI และเทคโนโลยีจีน ตอนนี้มีกองทุนไทยที่ลงทุนในกลุ่มนี้แบบกระจายอยู่ในหลายตลาดทั่วทั้งประเทศจีน
TLCNTECH100-X กองเดียว เก็บครบเมกะเทรนด์ TECH จีน ค่าจัดการ 0.59%
ไม่ว่าเราจะลงทุนกองทุน หรือลงทุนตรงในฮ่องกง เราอาจเข้าถึงบริษัทเทคจีน ได้เพียงบริษัทแพลตฟอร์มขนาดใหญ่ เช่น Tencent, Alibaba, Xiaomi และ Meituan แต่เราจะพลาดหุ้น Hard Tech ที่อยู่เบื้องหลัง AI และอุตสาหกรรมใหม่ของจีนอีกจำนวนมาก..
แล้วถ้าเราอยากเก็บครบ 100 หุ้นเทคจีน ครบทุกอุตสาหกรรม ครบทุกตลาด ทั้งฮ่องกง เซี่ยงไฮ้ เซินเจิ้น ChiNext และ STAR Market
คำตอบก็คือ กองทุน TLCNTECH100-X ที่จะเข้าไปลงทุนในกองทุนหลัก CNQQ รูปแบบซีรีส์ X ค่าจัดการต่ำ 0.59% (TER 0.787%) บริหารจัดการโดย บลจ. ทาลิส ที่ WealthX โหลดที่ wealthx.co/getapp
✅TECH จีน กองเดียวจบ เก็บครบทุกเมกะเทรนด์
✅ลงทุนในทุกตลาดจีนที่เข้าถึงได้ยาก
✅ซีรีส์ X ค่าจัดการ 0.59% ต่ำในกลุ่มกองทุนจีน
✅ยกเว้นภาษี Capital Gain หุ้นนอก สูงสุด 35% เป็นไปตามกฏหมายภาษีของประเทศไทย
เราลองมาดูรายชื่อ 10 บริษัทแรก ที่กองทุนเข้าไปลงทุนมากสุด (ข้อมูล ณ วันที่ 14 พฤษภาคม 2569) Alibaba, Tencent, CATL, Zhongji Innolight, Xiaomi, Meituan, Cambricon Technologies, Hygon Information Technology, Eoptolink Technology และ NetEase
หากลองนำมาจัดกลุ่ม รายชื่อชุดนี้สะท้อนโครงสร้างพอร์ตได้ชัด
-Alibaba และ Tencent อยู่ในฝั่ง Cloud และ AI Application
-CATL อยู่ในฝั่งแบตเตอรี่และพลังงาน
-Cambricon กับ Hygon อยู่ในฝั่งชิป
-Zhongji Innolight และ Eoptolink อยู่ในฝั่งโครงสร้างพื้นฐานของศูนย์ข้อมูล
ซึ่งน้ำหนักก็ไม่ได้เทไปทางเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับ AI เพียงอย่างเดียว ยังมีอุตสาหกรรมอื่น ๆ เช่นมีสัดส่วนการลงทุนในกลุ่มไบโอเทค 6.3%
กองทุนนี้จะครอบคลุมกว่ากองทุนในธีมเดียวกัน เช่น
-KWEB จะกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มอินเทอร์เน็ต
-CQQQ กระจุกตัวในกลุ่มสื่อและเซมิคอนดักเตอร์
อีกจุดที่น่าสนใจคือ ดัชนีไม่ได้เลือกหุ้นจากขนาดบริษัทอย่างเดียว บริษัทที่จะเข้าดัชนี ต้องผ่านเกณฑ์ R&D ก่อนคัดเหลือ 100 บริษัทที่กำลังเปลี่ยนประเทศจีนอย่างแท้จริง
พูดง่าย ๆ คือ บริษัทใหญ่แต่หยุดลงทุนกับอนาคต อาจแพ้บริษัทที่ยังทุ่มเงินสร้างเทคโนโลยีใหม่อย่างต่อเนื่อง
เท่านั้นยังไม่พอ.. กองทุน TLCNTECH100-X นี้จะเป็นมิติใหม่ของกองทุน TECH จีนที่มีค่าจัดการต่ำมาก โดยจะ IPO ช่วง 20 - 23 ก.ค. 69
พิเศษ ช่วง IPO ค่าธรรมเนียมซื้อลด 10% | ซื้อ 2 ล้านขึ้นไป ฟรีค่าธรรมเนียมซื้อ (ตั้งแต่วันนี้ - 31 ธ.ค. 69)
ผู้ที่สนใจสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ บล.เวลท์เอกซ์ LINE ID: @wealthx โหลดแอป WealthX ที่ wealthx.co/getapp
สนับสนุนโดย บล.เวลท์เอกซ์
กองทุนรวมนี้ลงทุนกระจุกตัวในผู้ออก/หมวดอุตสาหกรรมในบางขณะจึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก กองทุนมีความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาหลักทรัพย์และอัตราแลกเปลี่ยนจากการลงทุน ในตราสารต่างประเทศ ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน ความเสี่ยง ที่ระบุไว้ในคู่มือการลงทุน สิทธิประโยชน์ทางภาษีเป็นไปตามกฎหมายและหลักเกณฑ์ภาษีที่ใช้บังคับ ซึ่งอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ และการปฏิบัติทางภาษีขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงของผู้ลงทุนแต่ละราย ทั้งนี้ บริษัทมีความสัมพันธ์หรือเกี่ยวข้องกับบริษัทจัดการกองทุน และอาจได้รับส่วนแบ่งค่าธรรมเนียมจากการขายกองทุน โดยไม่มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมจากผู้ซื้อ ผู้ลงทุนควรพิจารณาความเหมาะสมและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
จัดทำขึ้น ณ วันที่ 17 ก.ค. 2569
© 2026 Longtunman. All rights reserved. Privacy Policy.
Blockdit Icon