Black Monday วิกฤติตลาดหุ้นครั้งประวัติศาสตร์ ได้ให้กำเนิด ETF กองแรก

Black Monday วิกฤติตลาดหุ้นครั้งประวัติศาสตร์ ได้ให้กำเนิด ETF กองแรก

Black Monday วิกฤติตลาดหุ้นครั้งประวัติศาสตร์ ได้ให้กำเนิด ETF กองแรก /โดย ลงทุนแมน
19 ตุลาคม 1987 ดัชนี Dow Jones ร่วงลง 22.6% ภายในวันเดียว หนักที่สุดในประวัติศาสตร์ตลาดหุ้นสหรัฐฯ
โลกจดจำวันนั้นในชื่อ Black Monday
แต่สิ่งที่น่าสนใจที่สุดของเรื่องนี้ ไม่ได้อยู่ที่ตลาดหุ้นล่มสลายวันนั้น
แต่เป็นกองทุน ซึ่งเปลี่ยนโลกการลงทุนไปตลอดกาล..
แล้วเรื่องมันเป็นมาอย่างไร ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง ผ่านซีรีส์คอนเทนต์ ETF Hunter
หนึ่งในต้นตอสำคัญของวิกฤติวันนั้น มาจากสถาบันการเงินขนาดใหญ่ ที่ใช้กลยุทธ์ที่เรียกว่า Portfolio Insurance คือการตั้งโปรแกรมขาย Stock Index Futures โดยอัตโนมัติทันทีที่ตลาดร่วงลงถึงระดับหนึ่ง เพื่อป้องกันความเสี่ยง
สถาบันจำนวนมากเทขาย Futures พร้อมกันในเช้าวันที่ 19 ตุลาคม
ปัญหาคือ มีแต่คนขาย แต่แทบไม่มีใครรับซื้อ
ราคา Futures จึงต่ำกว่าราคาหุ้นจริงอย่างมาก
ส่วนต่างนี้กระตุ้นให้โปรแกรมเทรดเข้าเทขายหุ้นจริงตามไปด้วย ความปั่นป่วนจึงลามจากตลาด Futures เข้าสู่ตลาดหุ้น กลายเป็นวิกฤติทางการเงินที่ไม่มีใครสามารถควบคุมได้
ส่วนนักลงทุนรายย่อย ที่ถือกองทุนรวมอยู่ ก็เจอปัญหาอีกแบบ เพราะกองทุนรวมคำนวณและซื้อขายที่มูลค่าทรัพย์สินสุทธิเพียงวันละครั้งตอนปิดตลาด ทำให้ระหว่างวันที่ตลาดกำลังพังทลาย แทบไม่มีใครรู้เลยว่าเงินของตัวเองเหลืออยู่เท่าไร..
หลังวิกฤติผ่านไป สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์สหรัฐฯ หรือ SEC ใช้เวลาหลายเดือนสอบสวนหาสาเหตุ ก่อนออกรายงานชื่อว่า The October 1987 Market Break
ซึ่งรายงานฉบับนี้ ได้ไปตกอยู่บนโต๊ะทำงานของชายวัย 74 ปี ชื่อคุณ Nathan Most รองประธานฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ของตลาดหลักทรัพย์ American Stock Exchange หรือ AMEX
ตอนนั้น AMEX ไม่ได้อยู่ในสถานะที่จะไปเปลี่ยนโลกอะไรได้เลย เพราะเป็นตลาดหุ้นอันดับ 3 ของสหรัฐฯ ตามหลัง NYSE และ Nasdaq และมีบริษัทในดัชนี S&P 500 มาจดทะเบียนอยู่เพียงหยิบมือเดียวเท่านั้น
คุณ Arthur Levitt ประธาน AMEX ในตอนนั้น จึงมอบหมายให้คุณ Most กับทีมพัฒนาผลิตภัณฑ์เพียง 2 คน ซึ่งมีคุณ Steven Bloom นักเศรษฐศาสตร์ที่เพิ่งจบปริญญาเอกจาก Harvard ร่วมทีมด้วย ไปหาผลิตภัณฑ์อะไรก็ได้ ที่จะทำให้ AMEX ยังมีที่ยืนอยู่ในตลาด
ทั้งคู่อ่านรายงานทั้งเล่มอย่างละเอียด เพราะต้องหาไอเดียให้เจอจริง ๆ จนไปสะดุดกับข้อความหนึ่งที่ SEC ให้ความเห็นไว้ว่า หากตลาดมีผลิตภัณฑ์เพียงตัวเดียวที่ใช้ซื้อขายตะกร้าหุ้นแทนดัชนีทั้งตลาดได้ ความเสียหายจากวิกฤติครั้งนี้ อาจไม่รุนแรงเท่าที่เกิดขึ้นจริง
นั่นคือไอเดียที่ AMEX ต้องการพอดี..
ผลิตภัณฑ์ที่ซื้อขายบนกระดานได้เหมือนหุ้นตัวหนึ่ง แต่ข้างในถือหุ้นเป็นตะกร้าเหมือนกองทุนรวม ต่างจากทุกอย่างที่ NYSE และ Nasdaq มีอยู่ในมือ
และนี่คือจุดกำเนิดของสิ่งที่ภายหลังจะถูกเรียกว่า ETF หรือ Exchange Traded Fund กองทุนที่ข้างในถือครองหุ้นหรือสินทรัพย์หลายตัวพร้อมกัน เหมือนกองทุนรวมทั่วไป แต่หน่วยลงทุนกลับซื้อขายเปลี่ยนมือบนกระดานหุ้นได้ทันทีแบบ Real-Time เหมือนหุ้นตัวหนึ่ง ไม่ต้องรอราคาปิดตอนสิ้นวันแบบกองทุนรวม
คุณ Most, คุณ Bloom และทนายความ คุณ Kathleen Moriarty ออกแบบโครงสร้างกองทุนนี้ขึ้นมา ตั้งชื่อว่า SPDR ย่อมาจาก Standard and Poor's Depositary Receipts
และ AMEX อยากดึงสถาบันขนาดใหญ่ มาช่วยสร้างสภาพคล่อง จึงออกแบบให้สถาบันที่เรียกว่า Authorized Participant นำตะกร้าหุ้นมาแลกเป็นหน่วยลงทุนได้โดยตรง
กองทุนจึงไม่ต้องกอดเงินสด และไม่ต้องถูกบีบให้เทขายหุ้นเวลาตลาดผันผวนหนัก ๆ แบบที่กองทุนรวมเจอในวัน Black Monday
แต่ต่อให้ออกแบบโครงสร้างเสร็จ ก็ยังต้องมีสถาบันการเงินที่เชี่ยวชาญเรื่องคัสโตเดียนขนาดใหญ่ มารับหน้าที่ถือครองหุ้นทั้ง 500 ตัวแทนกองทุนจริง ๆ ทุกวัน
AMEX จึงไปทาบทาม State Street Bank สถาบันคัสโตเดียนยักษ์ใหญ่ที่เชี่ยวชาญเรื่องการบริหารดัชนีอยู่แล้ว ให้เข้ามาเป็น Trustee ของกองทุนนี้
คุณ Most และคุณ Bloom ยื่นขออนุมัติจาก SEC ตั้งแต่ปี 1989 แต่เพราะ SEC เพิ่งผ่านวิกฤติตลาดหุ้นครั้งใหญ่มาหมาด ๆ
แถมนี่ยังเป็นโครงสร้างกองทุนแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน กระบวนการอนุมัติจึงยืดเยื้อนานกว่า 4 ปี..
แต่ระหว่างที่ AMEX ยังติดอยู่กับ SEC
ตลาดหลักทรัพย์โทรอนโตของแคนาดา กลับเปิดตัวผลิตภัณฑ์ลักษณะเดียวกันไปก่อนแล้วตั้งแต่ปี 1990 ชื่อว่า TIPS 35
แต่ TIPS 35 ไปได้ไม่ไกล สุดท้ายถูกควบรวมเข้ากับ iShares ในปี 2000
ส่วนกองทุนที่ AMEX กำลังจะสร้าง แม้ต้องฝ่าด่านหินของ SEC มากมาย แต่สุดท้ายก็กลายเป็นโครงสร้างที่แข็งแรงพอ จนถูกใช้เป็นต้นแบบให้กับอุตสาหกรรม ETF ทั่วโลก..
โดยเดือนมกราคม 1993 กองทุน SPDR S&P 500 ETF Trust หรือ SPY ได้เริ่มซื้อขายบน AMEX อย่างเป็นทางการ นับเป็น ETF กองแรกที่จดทะเบียนซื้อขายในสหรัฐฯ
ช่วงแรกที่เปิดตัว SPY ก็ไปได้ไม่หวือหวานัก นักลงทุนกลุ่มแรกที่เข้าซื้อจริงจังกลุ่มหนึ่ง กลับเป็นกองทุนบำนาญจากออสเตรเลีย ที่มองว่าซื้อผ่านตลาดหุ้นโดยตรง สะดวกกว่าการกรอกใบสมัครกองทุนรวมแบบเดิมมาก
แต่เมื่อเวลาผ่านไป SPY ก็กลายเป็น ETF ที่มีมูลค่าซื้อขายต่อวันสูงที่สุดในโลก และเป็นต้นแบบให้ ETF อีกนับพันกองทุนทยอยตามมา
จนถึงวันนี้ State Street Global Advisors ยังคงเป็น Trustee ของ SPY และดูแลกองทุนตระกูล SPDR ทั้งหมด ซึ่งเติบโตจนมีสินทรัพย์รวมกันเกือบ 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ กลายเป็นผู้ให้บริการ ETF รายใหญ่อันดับ 3 ของโลก รองจาก iShares ของ BlackRock และ Vanguard
และตั้งแต่เดือนมกราคม 2026 กองทุนนี้ยังเปลี่ยนชื่อทางการเป็น State Street SPDR S&P 500 ETF Trust สะท้อนความผูกพันระหว่าง State Street กับกองทุนที่ตัวเองดูแลมาตั้งแต่วันแรก
ทั้งนี้ SPY คือกองทุน ETF ที่อิงตามดัชนี S&P 500 ด้วยวิธี Full Replication คือถือหุ้นครบทั้ง 500 ตัว ตามสัดส่วนน้ำหนักจริงในดัชนี
อย่างไรก็ดี ทุกวันนี้ ETF ที่ตามดัชนีเดียวกันนี้ ไม่ได้มีแค่ SPY เพราะปี 2000 BlackRock ได้เปิดตัว IVV ตามมา และปี 2010 Vanguard ก็เปิดตัว VOO เข้ามาชิงส่วนแบ่งด้วย
จุดต่างสำคัญที่สุดระหว่างทั้ง 3 กอง คือโครงสร้าง โดย SPY ยังคงเป็น Unit Investment Trust แบบเดียวกับตอนก่อตั้งเมื่อ 30 กว่าปีก่อน
ขณะที่ VOO และ IVV ใช้โครงสร้าง Open-End Fund แบบเดียวกับกองทุนรวมทั่วไป
โครงสร้างเก่าของ SPY ทำให้เก็บค่าธรรมเนียม (TER) สูงกว่าที่ 0.0945% ต่อปี
เทียบกับ VOO และ IVV ที่เก็บเพียง 0.03% ต่อปี
แถมเงินปันผลที่ได้รับก็นำไปลงทุนต่อทันทีไม่ได้ ต้องพักเป็นเงินสดรอจ่ายปันผลรายไตรมาส ต่างจาก VOO และ IVV ที่นำเงินปันผลไปลงทุนต่อได้ทันที
แต่ฐานนักลงทุนสถาบันและนักเทรดที่สะสมมากว่า 30 ปี ก็ยังทำให้ SPY มีสภาพคล่องในแต่ละวันที่สูงมาก และมี Bid-Ask Spread แคบที่สุด
แถมมีตลาด Options ซึ่งมีปริมาณการซื้อขายหนาแน่นที่สุดในบรรดา ETF ทั้งหมด
SPY จึงตอบโจทย์นักลงทุนรายใหญ่ นักเทรด และคนที่ใช้ Options ที่ต้องการสภาพคล่องสูงสุด
ขณะที่นักลงทุนระยะยาว มักจะเลือก VOO หรือ IVV เพราะต้นทุนต่ำกว่า
กลับมาที่คุณ Most เขาเกษียณจาก AMEX ในปี 1996 และเสียชีวิตในปี 2004 ในวัย 90 ปี โดยไม่เคยได้รับค่าลิขสิทธิ์แม้แต่บาทเดียวจากไอเดียที่เขาสร้างขึ้น
ซึ่งตอนนั้น เขาไม่ได้ตั้งใจสร้างตำนานอะไร เขาแค่พยายามหาทางให้ตลาดที่ตัวเองทำงานอยู่ ยังมีลมหายใจต่อไปอีกสักปี
แต่เมื่อ SPY พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าไอเดียนี้ใช้ได้จริง ผู้เล่นรายอื่นก็เริ่มทำตามในไม่กี่ปีถัดมา จากที่เคยมีแค่กองเดียวที่ตามดัชนี S&P 500 ก็ขยายไปสู่สินทรัพย์แทบทุกประเภทที่มีอยู่บนโลก ตั้งแต่พันธบัตร ทองคำ หุ้นรายเซกเตอร์ ไปจนถึงคริปโทเคอร์เรนซี
โดมิโนตัวแรกที่ล้มลงในเช้าวันที่ตลาดหุ้นเกือบพังทลาย จึงลามต่อกันเป็นทอด ๆ จนกลายเป็น ETF กว่า 16,000 กองทุนทั่วโลกในวันนี้
ด้วยมูลค่าสินทรัพย์รวมกันเกือบ 22 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 730 ล้านล้านบาท
ในวันนั้น ไม่มีใครในห้องทำงานเล็ก ๆ ของ AMEX รู้เลยว่าตัวเองกำลังผลักโดมิโนตัวแรกของอุตสาหกรรมที่ต่อมาจะใหญ่ระดับนี้
และคงไม่มีใครคาดคิดว่า
จาก Black Monday ที่เคยล้างผลาญความมั่งคั่งของคนทั้งตลาด
ได้กลายเป็นจุดกำเนิดของนวัตกรรม
ที่ช่วยสร้างความมั่งคั่งให้นักลงทุนทั่วโลก มาจนถึงทุกวันนี้..
คำเตือน : บทความนี้เป็นเพียงข้อมูลทั่วไปเพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำทางการลงทุน
ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงที่ระบุไว้ในคู่มือการลงทุน
ผลการดำเนินงานในอดีต มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต
ผู้ลงทุนควรพิจารณาความเหมาะสมและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
กองทุนมีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน เนื่องจากกองทุนไม่ได้ป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนทั้งจำนวน
ผู้ลงทุนอาจขาดทุนหรือได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน หรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้
ข้อมูลเพื่อใช้ประกอบการนําเสนอเท่านั้น ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อแนะนําให้ซื้อหรือขายหลักทรัพย์แต่อย่างใด
© 2026 Longtunman. All rights reserved. Privacy Policy.
Blockdit Icon