
ชาวเกาหลีใต้ จากฝันอยากเป็นเศรษฐีเหมือนแชโบล สู่นักลงทุนที่เกือบหมดตัว
อี แจ-ยง ประธาน Samsung Electronics มีทรัพย์สินสุทธิ พุ่งขึ้นเป็น 3 เท่าภายในเวลาแค่ 1 ปี จนมีมูลค่ารวมกว่า 856,000 ล้านบาท ติดโผ 100 อันดับมหาเศรษฐีที่รวยที่สุดในโลก
และในบรรดามหาเศรษฐี 50 อันดับแรกของเกาหลีใต้ปีนี้ มากกว่าครึ่งหนึ่งไม่ได้สร้างเนื้อสร้างตัวเอง แต่ได้รับมรดกทอดมาจากรุ่นพ่อ
นี่คือภาพของ "แชโบล" ตระกูลธุรกิจยักษ์ใหญ่ ที่คนเกาหลีใต้เกือบทั้งประเทศ เติบโตมาพร้อมความฝันอยากเป็นแบบพวกเขาสักครั้งในชีวิต..
แต่สำหรับคนธรรมดาที่ไม่ได้เกิดมาในตระกูลแชโบล หนทางที่ดูใกล้ที่สุดที่จะรวยเร็วแบบนั้น คือการทุ่มเงินทั้งหมดที่มี บวกเงินกู้อีกก้อน ไปกับหุ้นของบริษัทแชโบลที่ร้อนแรงที่สุดในตลาด
และนั่นคือสิ่งที่นักลงทุนรายย่อยเกาหลีใต้หลายคนเพิ่งทำไป ก่อนจะพบว่าตัวเองเกือบหมดตัวภายในเวลาไม่ถึง 2 เดือน..
เรื่องราวความฝันใหญ่ สู่ฝันร้ายของนักลงทุนรายย่อยชาวเกาหลี เกิดขึ้นได้อย่างไร ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
คนเกาหลีใต้มีคำเรียกความเหลื่อมล้ำทางฐานะที่ตัวเองคุ้นเคยดี ว่าทฤษฎีช้อนชนชั้น (Spoon Class Theory)
ซึ่งแบ่งคนตั้งแต่เกิดออกเป็นกลุ่มที่มี "ช้อนทอง" คือพ่อแม่รวยระดับตระกูลแชโบล
ไปจนถึงกลุ่มที่มี "ช้อนดิน" คือครอบครัวธรรมดาที่ต้องดิ้นรนเอง
ไปจนถึงกลุ่มที่มี "ช้อนดิน" คือครอบครัวธรรมดาที่ต้องดิ้นรนเอง
งานวิจัยของสถาบันพัฒนาเกาหลี (KDI) พบว่า ในกลุ่มคนหนุ่มสาวอายุ 20-39 ปีด้วยกันเอง ครัวเรือนรวยที่สุด 20% แรก มีทรัพย์สินสุทธิเฉลี่ยมากกว่าครัวเรือนจนที่สุด 20% ล่างถึง 40 เท่า
และสาเหตุหลักมาจากการรับมรดกและเงินให้เปล่าจากครอบครัว ไม่ใช่ความสามารถส่วนตัว
ความรู้สึกว่า ต่อให้ทำงานหนักแค่ไหน ก็ไล่ตามไม่ทันนี่เอง คือเชื้อไฟที่ทำให้เกิดคำศัพท์ยอดฮิตในหมู่คนหนุ่มสาวเกาหลีใต้อย่าง "영끌" หรือรวบรวมเงินทุกบาททุกสตางค์แม้ต้องขายวิญญาณ และ "빚투" หรือกู้เงินมาลงทุน เพื่อพยายามย่นระยะเวลาไล่ตามความมั่งคั่งให้เร็วที่สุด
และเรื่องราวที่เข้มข้นที่สุด ก็เริ่มมาตั้งแต่ปี 2025 ที่ อี แจ-มยอง ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีเกาหลีใต้ หาเสียงด้วยคำสัญญาที่หลายคนมองว่าเป็นไปได้ยาก คือการพาดัชนี KOSPI ของตลาดหุ้นเกาหลีใต้ ขึ้นไปแตะ 5,000 จุด ทั้งที่ตอนนั้นดัชนียังอยู่แถว 2,700 จุดเท่านั้น
แต่หลังเข้ารับตำแหน่งเดือนมิถุนายน 2025 รัฐบาลใหม่ภายใต้การนำของเขา ก็ได้เดินหน้าปฏิรูปตลาดทุนอย่างจริงจัง ซึ่งเป็นช่วงที่พอดีกับตอนที่โลกทั้งใบต้องการชิปหน่วยความจำ HBM สำหรับสร้างเซิร์ฟเวอร์ AI มากขึ้นทุกวัน
ทำให้ Samsung และ SK Hynix สองบริษัทแชโบลเจ้าของชิปหน่วยความจำรายใหญ่ของโลก กลายเป็นดาวเด่นของตลาด ที่ขับเคลื่อนตลาดหุ้นเกาหลีใต้ให้พุ่งทะยานขึ้นเรื่อย ๆ
ต่อมา ดัชนี KOSPI ได้ทะลุ 5,000 จุดครั้งแรกในประวัติศาสตร์ วันที่ 27 มกราคม 2026 และพุ่งต่อเนื่อง จนเมื่อครบหนึ่งปีที่อี แจม-ยอง ดำรงตำแหน่ง ดัชนีก็ปิดที่ 8,639 จุด เติบโตกว่า 3 เท่าภายในปีเดียว..
ความมั่งคั่งของตระกูลแชโบล ก็โตตามไปด้วย ทรัพย์สินของอี แจ-ยง จาก Samsung เพิ่มขึ้นกว่า 3 เท่าในเวลาเดียวกัน จนแซงหน้ามหาเศรษฐีในหลายประเทศแบบขาดลอย
ส่วนคนธรรมดาที่เฝ้ามองข่าวนี้ทุกวัน จึงเริ่มคิดว่า ถ้าเข้าไปมีส่วนในหุ้นแชโบลตัวเดียวกันนี้ให้เร็วและแรงที่สุด บางทีอาจย่นระยะทางไปสู่ความมั่งคั่งแบบนั้นได้บ้าง..
แต่ท่ามกลางกระแสตลาดกระทิง สถานการณ์กับซับซ้อนและเข้มข้นเข้าไปอีก เมื่อหน่วยงานกำกับดูแลเกาหลีใต้ เปิดตัวผลิตภัณฑ์การเงินใหม่ เพื่อยกระดับตลาดทุนให้ทันสมัยขึ้น
ในวันที่ 27 พฤษภาคม 2026 ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ เริ่มให้ซื้อขาย Single-Stock Leveraged ETF ที่ให้ผลตอบแทน 2 เท่าของการเคลื่อนไหวรายวันของหุ้นอ้างอิง เช่น หุ้น Samsung และ SK Hynix
เมื่อเห็นตลาดหุ้น และราคาหุ้น โดยเฉพาะ Samsung และ SK Hynix พุ่งขึ้นต่อเนื่อง จนเกิดเป็นปาฏิหาริย์ที่ไม่เคยมีใครคาดคิดมาก่อน
ซึ่งก็มาพร้อมกับความโลภ ที่ปกคลุมทั่วทั้งตลาด..
นักลงทุนรายย่อยเกาหลีใต้ จึงแห่เข้าซื้อ Leveraged ETF ทันที
ซึ่งภายในเวลาไม่ถึง 1 เดือน ก็มีเงินไหลเข้าสุทธิพุ่งไปถึง 14 ล้านล้านวอน หรือ 3.3 แสนล้านบาท
ซึ่งก็มาพร้อมกับความโลภ ที่ปกคลุมทั่วทั้งตลาด..
นักลงทุนรายย่อยเกาหลีใต้ จึงแห่เข้าซื้อ Leveraged ETF ทันที
ซึ่งภายในเวลาไม่ถึง 1 เดือน ก็มีเงินไหลเข้าสุทธิพุ่งไปถึง 14 ล้านล้านวอน หรือ 3.3 แสนล้านบาท
มากกว่านักลงทุนต่างชาติที่ซื้อสุทธิเพียง 2 ล้านล้านวอน หรือ 4.7 หมื่นล้านบาท
จนในที่สุด มูลค่าตลาด (Market Cap.) ของกองทุน ETF กลุ่มนี้ พุ่งขึ้นแตะจุดสูงสุดที่ประมาณ 52,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 1.8 ล้านล้านบาท ในวันที่ 22 มิถุนายน 2026
แต่จุดที่นักลงทุนจำนวนมากไม่เข้าใจคือ ETF เหล่านี้ต้องคงสัดส่วนการลงทุนไว้ที่ 2 เท่าของเงินกองทุนเสมอ และต้องปรับสัดส่วนใหม่ทุกสิ้นวัน ซึ่งกลไกนี้เองที่ซ่อนระเบิดเวลาไว้ข้างใน..
ลองดูตัวอย่างง่าย ๆ
สมมติ ETF ราคา 100 วอน จะถือหุ้นอ้างอิงมูลค่า 200 วอน (กู้มาอีก 100 วอน เพื่อให้ได้สัดส่วน 2 เท่า)
สมมติ ETF ราคา 100 วอน จะถือหุ้นอ้างอิงมูลค่า 200 วอน (กู้มาอีก 100 วอน เพื่อให้ได้สัดส่วน 2 เท่า)
วันหนึ่ง หุ้นอ้างอิงตก 10% เหลือ 180 วอน ทำให้ ETF เหลือมูลค่า 80 วอน (180 ลบหนี้ 100)
เพื่อให้กลับมาคงสัดส่วน 2 เท่าของเงินกองทุนใหม่ (80 x 2 = 160) กองทุนต้องขายหุ้นอ้างอิงออกอีก 20 วอนทันที
เพื่อให้กลับมาคงสัดส่วน 2 เท่าของเงินกองทุนใหม่ (80 x 2 = 160) กองทุนต้องขายหุ้นอ้างอิงออกอีก 20 วอนทันที
การขายนี้เอง ที่กดราคาหุ้นให้ตกลงต่อ และเมื่อกองทุนอื่น ๆ ต้องขายตามด้วยเหตุผลเดียวกัน ราคาก็ยิ่งตกหนักขึ้นเรื่อย ๆ เป็นวงจรที่เร่งตัวเองไม่หยุด..
และแล้ว ก็ถึงช่วงเวลาที่ฝันดี ถูกเปลี่ยนเป็นฝันร้าย ก็มาถึง..
เพราะต้นเดือนกรกฎาคม 2026 หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีทั่วโลกเริ่มสะเทือน ทำให้เกิดการปรับฐานของราคาหุ้น จากความกังวลเรื่องความสามารถทำกำไรของธุรกิจ AI สหรัฐฯ
ผสมกับข่าวบริษัทชิปหน่วยความจำจีนอย่าง CXMT ระดมทุน IPO กว่า 8,550 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 2.9 แสนล้านบาท เพื่อขยายกำลังผลิตไล่ตาม Samsung และ SK Hynix
ทำให้วันที่ 28 กรกฎาคม ดัชนี KOSPI ร่วง -10.84% ปิดที่ 6,023 จุด
หุ้น Samsung ร่วง -13% และ SK Hynix ร่วง -14% ในวันเดียว
หุ้น Samsung ร่วง -13% และ SK Hynix ร่วง -14% ในวันเดียว
วันถัดมา ตลาดหุ้นเกาหลีใต้เกิด Circuit Breaker ติดต่อกัน 2 วัน เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์
ดัชนีปิดที่ 5,663 จุด ซึ่งเพียงเดือนเดียว ดัชนีร่วงลงไปแล้วกว่า -33%
ดัชนีปิดที่ 5,663 จุด ซึ่งเพียงเดือนเดียว ดัชนีร่วงลงไปแล้วกว่า -33%
แต่สิ่งที่น่าสนใจที่สุดคือ หุ้นแชโบลตัวจริงยังไม่ได้พังราบขนาดนั้น หุ้น Samsung ร่วงจากจุดสูงสุดไปราว 41% ส่วน SK Hynix ร่วงไปราว 48% หนักมากแต่ทั้งสองบริษัท ก็ยังเป็นบริษัทระดับโลกที่มีรายได้จริง กำไรจริงอยู่เหมือนเดิม
ในขณะที่ ETF เลเวอเรจที่คนธรรมดาแห่ซื้อ เพื่อหวังพารวยเร็วเท่าตระกูลแชโบล กลับร่วงไปมากกว่านั้นมาก คือราว 75-80% จากจุดสูงสุด..
พูดอีกแบบ คือความฝันที่จะย่นระยะทางความมั่งคั่ง กลับกลายเป็นตัวขยายความเสียหายให้แรงกว่าที่ควรจะเป็นเกือบ 2 เท่า
แล้วความเสียหายมากแค่ไหน ?
วันที่ 29 กรกฎาคม 2026 Citi Global Markets ประเมินว่า นักลงทุนรายย่อยเกาหลีใต้ขาดทุนรวมจาก ETF เลเวอเรจไปแล้วราว 58 ล้านล้านวอน หรือประมาณ 1.3 ล้านล้านบาท
แต่ยอดหนี้มาร์จิ้นที่นักลงทุนกู้มาซื้อหุ้นในตลาด KOSPI และ KOSDAQ ยังอยู่ที่ระดับสูงถึง 32.7 ล้านล้านวอน ลดลงจากจุดสูงสุด 38.6 ล้านล้านวอนไม่มากนัก
หมายความว่า ยังมีนักลงทุนอีกจำนวนมากที่แบกภาระหนี้อยู่..
มีเรื่องราวของพนักงานธนาคารคนหนึ่ง ที่ได้เปิดเผยผ่านฟอรัม Blind ว่า เขาเริ่มลงทุนด้วยเงิน 200 ล้านวอน (4.7 ล้านบาท) จนพอร์ตโตขึ้นเป็น 550 ล้านวอน (12.9 ล้านบาท) ก่อนทุ่มหนักขึ้นอีกด้วยเงินกู้มาร์จิ้นและ ETF เลเวอเรจ รวมกว่า 700 ล้านวอน (16.4 ล้านบาท)
แต่ผ่านไปแค่ 1 เดือน พอร์ตของเขาเหลือเพียง 220 ล้านวอน (5.1 ล้านบาท)
เขาเคยฝันว่าจะรวยเร็วแบบตระกูลแชโบล สุดท้ายกลับเหลือเงินไม่ถึง 1 ใน 3
เขาเคยฝันว่าจะรวยเร็วแบบตระกูลแชโบล สุดท้ายกลับเหลือเงินไม่ถึง 1 ใน 3
แม้แต่นักการเมืองเกาหลีใต้ ก็โดนไปด้วย โดยมีสมาชิกพรรคฝ่ายค้านคนหนึ่งเปิดเผยว่า กำไรจากหุ้น Samsung ที่สะสมมา 200 ล้านวอน หายวับไปกับ ETF เลเวอเรจ..
ความเสียหายที่เป็นวงกว้างนี้ ทำให้มีประชาชนกว่า 35,000 คน ร่วมลงชื่อเรียกร้องให้รัฐเกาหลีใต้เข้าแทรกแซง
จนมีนักลงทุนรายย่อย ไปวางพวงหรีดหน้ารัฐสภาที่กรุงโซล พร้อมข้อความว่า “การสังหารหมู่นักลงทุนรายย่อย” และเรียกร้องให้ถอด Single-Stock Leveraged ETF ออกจากตลาด
ซึ่งที่ผ่านมา หน่วยงานกำกับดูแลการเงินเกาหลีใต้ ได้สั่งระงับการจดทะเบียน ETF เลเวอเรจตัวใหม่ทันที และปรับเงินฝากขั้นต่ำที่ต้องมีก่อนซื้อเพิ่ม จาก 10 ล้านวอน เป็น 30 ล้านวอน
และรัฐมนตรีกระทรวงการคลังของเกาหลีใต้ คู ยุน-ชอล ได้ออกแถลงการณ์ ขอโทษสาธารณะ พร้อมเตรียมมาตรการเพิ่มเติม เช่น จำกัดสัดส่วนการลงทุนใน Single-Stock Leveraged ETF ไม่เกิน 20% ของพอร์ตรวม
และพิจารณาโมเดลเลเวอเรจแบบยืดหยุ่น ตามแบบฮ่องกง ที่ปรับอัตราทวีคูณ (Leverage) ลงเองได้ในช่วงตลาดผันผวนหนัก
ตัดภาพมาที่วันที่ 30 กรกฎาคม 2026 ดัชนี KOSPI พุ่งขึ้นระหว่างวันกว่า 5% เข้าใกล้ 6,000 จุดอีกครั้ง หลัง Samsung แถลงผลประกอบการที่ทำให้ตลาดคลายกังวล แต่สุดท้ายแรงขายกลับมากดดัน ดัชนีพลิกปิดลบ -1.23% ที่ 5,593 จุด
โดยนักลงทุนรายย่อย ยังเป็นฝ่ายขายสุทธิต่อเนื่อง สะท้อนว่าตลาดยังเปราะบาง และยังไม่มีใครกล้าฟันธงว่า จุดต่ำสุดผ่านไปแล้วหรือยัง..
ซึ่งเรื่องราวนี้ ก็ได้ให้อีกมุมมองว่า
ตระกูลแชโบลอย่าง Samsung ไม่ได้ร่ำรวยเพราะแทงพนันสองเท่าในวันเดียว
พวกเขารวยเพราะถือครองและสร้างธุรกิจข้ามรุ่นมาหลายสิบปี ผ่านทั้งช่วงเวลาที่ตลาดขึ้นและตลาดลงนับครั้งไม่ถ้วน
ตระกูลแชโบลอย่าง Samsung ไม่ได้ร่ำรวยเพราะแทงพนันสองเท่าในวันเดียว
พวกเขารวยเพราะถือครองและสร้างธุรกิจข้ามรุ่นมาหลายสิบปี ผ่านทั้งช่วงเวลาที่ตลาดขึ้นและตลาดลงนับครั้งไม่ถ้วน
แต่สิ่งที่ทำให้คนธรรมดา อยากรวยเร็วให้ทันตระกูลแชโบลสักครั้งในชีวิต กลับมักพาไปในทิศทางตรงข้ามเสมอ
เพราะเครื่องมือที่สัญญาว่าจะ "ย่นระยะเวลา" ให้ถึงความมั่งคั่งเร็วขึ้น มักแลกมาด้วยความเสี่ยงที่สูงขึ้นเป็นเงาตามตัว
และเมื่อสถานการณ์พลิกกลับ สิ่งที่หายไปก็ไม่ใช่แค่โอกาสจะรวยเร็ว แต่คือเงินทั้งหมด ที่คนคนหนึ่งใช้เวลาทั้งชีวิตเก็บออมมา.. (และบางคนอาจเป็นหนี้เพิ่มด้วย)
ระหว่างช้อนทองที่ได้มาจากการเกิด
กับช้อนที่สร้างขึ้นเองอย่างช้า ๆ ผ่านการทำงานและลงทุนอย่างมีวินัย
กับช้อนที่สร้างขึ้นเองอย่างช้า ๆ ผ่านการทำงานและลงทุนอย่างมีวินัย
ระยะทางอาจดูต่างกันมาก
แต่อย่างน้อย ช้อนใบหลัง ก็เป็นช้อนที่ไม่มีวันถูกยึดคืนไปในชั่วข้ามคืน..
แต่อย่างน้อย ช้อนใบหลัง ก็เป็นช้อนที่ไม่มีวันถูกยึดคืนไปในชั่วข้ามคืน..