
ทำไมตลาดแรงงานถึงจุดเปลี่ยน เมื่อเจอวิกฤติเศรษฐกิจ ?
ไตรมาสแรกปีนี้ ประเทศไทยมีผู้ว่างงานเพิ่มขึ้น 390,000 คน เพิ่มขึ้นกว่า 10% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
สัดส่วนกว่า 60% คือคนที่เคยมีงานทำมาก่อน ส่วนใหญ่มาจากสาขาการผลิต รวมทั้งการค้าส่งและค้าปลีก
สัดส่วนกว่า 60% คือคนที่เคยมีงานทำมาก่อน ส่วนใหญ่มาจากสาขาการผลิต รวมทั้งการค้าส่งและค้าปลีก
ประเด็นที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด คงหนีไม่พ้นผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง แนวโน้มการว่างงานแฝง รวมทั้งการมาของเทคโนโลยี AI และความต้องการของผู้บริโภคที่ไม่เหมือนเดิม
อย่างไรก็ตาม แม้ในช่วงเวลานี้จะยังพูดไม่ได้เต็มปากว่าเกิดวิกฤติ แต่ถ้าสังเกตตลาดแรงงานไทย หนึ่งในประโยคที่ได้ยินอยู่บ่อยครั้งในช่วงเวลานี้ ก็คงจะเป็น..
“วันนี้แค่ยังไม่ถูกเลิกจ้าง ก็ถือว่าโชคดีแล้ว”
ประโยคที่ฟังดูแล้วบั่นทอนจิตใจ แต่ถ้าลองย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์เศรษฐกิจไทย
ปฏิเสธไม่ได้ว่า ตลาดแรงงาน มักได้รับผลกระทบซ้ำแล้วซ้ำเล่า แทบจะทุกครั้งที่เกิดวิกฤติ
ปฏิเสธไม่ได้ว่า ตลาดแรงงาน มักได้รับผลกระทบซ้ำแล้วซ้ำเล่า แทบจะทุกครั้งที่เกิดวิกฤติ
ทำไมถึงเป็นแบบนั้น
แล้วสภาพตลาดแรงงานตอนนี้ เป็นอย่างไร ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
แล้วสภาพตลาดแรงงานตอนนี้ เป็นอย่างไร ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
กว่า 3 ทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศไทยเคยผ่านวิกฤติมาแล้วถึง 3 ครั้ง คือ
- วิกฤติต้มยำกุ้ง
- วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์
- วิกฤติโรคระบาด
- วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์
- วิกฤติโรคระบาด
และถ้านับการมาของ AI รวมถึงปัญหาเศรษฐกิจไทยที่ทับถมกันมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องหนี้ครัวเรือน และ GDP เติบโตต่ำ ก็อาจจะกลายเป็นวิกฤติครั้งที่ 4 ของไทยด้วยก็ได้
จริง ๆ แล้ววัฏจักรของการเกิดวิกฤติ มักจะเกิดขึ้นคล้ายกัน เริ่มต้นจากเหตุการณ์ไม่คาดฝันเข้ามากระแทกเครื่องยนต์เศรษฐกิจ จนส่งผลให้กำลังซื้อหดตัวจากการชะลอการใช้จ่าย และทำให้ธุรกิจมีรายได้ลดลง
พอเป็นแบบนี้ เพื่อความอยู่รอดทางธุรกิจ ผู้ประกอบการจำเป็นต้องปรับตัวตามสถานการณ์ เช่น การประหยัดต้นทุน, การตัดงบลงทุน, ลดงบการตลาด เพื่อบริหารกระแสเงินสด คล้ายกับการตัดอวัยวะเพื่อรักษาชีวิต
หนักไปกว่านั้น ถ้าลดงบแล้วก็ยังไม่สามารถประคองตัวได้
หลายธุรกิจจำเป็นต้องหันไปพึ่งพากลยุทธ์การปรับโครงสร้างหรือ Restructuring เช่น การควบรวมตำแหน่ง รวมไปถึงการเลิกจ้าง หรือ Layoff
หลายธุรกิจจำเป็นต้องหันไปพึ่งพากลยุทธ์การปรับโครงสร้างหรือ Restructuring เช่น การควบรวมตำแหน่ง รวมไปถึงการเลิกจ้าง หรือ Layoff
จุดนี้เองคือ เหตุผลว่าทำไมทุกครั้งที่เกิดวิกฤติ ตลาดแรงงานมักจะต้องถึงจุดเปลี่ยนตามไปด้วย
ทีนี้ลองมาดูกันว่า วิกฤติที่ผ่านมาส่งผลต่อตลาดแรงงานอย่างไรกันบ้าง..
- วิกฤติต้มยำกุ้ง ปี 2540
นับว่าเป็นวิกฤติการณ์ทางการเงินครั้งใหญ่ของไทย
หลังจากประกาศลอยตัวค่าเงินบาท จนนำไปสู่ช่องว่างของการโจมตีค่าเงินบาท
หลังจากประกาศลอยตัวค่าเงินบาท จนนำไปสู่ช่องว่างของการโจมตีค่าเงินบาท
นำไปสู่วิกฤติเงินทุนสำรองของภาครัฐ
และการล้มละลายของภาคเอกชน หลังจากภาระหนี้ต่างประเทศพุ่งสูงขึ้นเป็นเท่าตัว รวมทั้งการปิดตัวของสถาบันการเงินกว่า 58 แห่ง
และการล้มละลายของภาคเอกชน หลังจากภาระหนี้ต่างประเทศพุ่งสูงขึ้นเป็นเท่าตัว รวมทั้งการปิดตัวของสถาบันการเงินกว่า 58 แห่ง
แม้ความเจริญในช่วงเวลานั้น จะทำให้เกิดคำว่า มนุษย์ทองคำ
แต่ผลกระทบของวิกฤติ ก็ทำให้เกิดการเลิกจ้างแรงงานกะทันหันหลักแสนคน โดยเฉพาะพนักงานออฟฟิศ และบุคลากรในภาคการเงิน
แต่ผลกระทบของวิกฤติ ก็ทำให้เกิดการเลิกจ้างแรงงานกะทันหันหลักแสนคน โดยเฉพาะพนักงานออฟฟิศ และบุคลากรในภาคการเงิน
ช่วงเวลานั้น ทำให้เกิดการปรับตัวของตลาดแรงงานในรูปแบบของโมเดลเปิดท้ายขายของ ตัวอย่างก็เช่น ศิริวัฒน์ แซนด์วิช เป็นต้น
- วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ ปี 2551-2552
วิกฤติที่เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกา แม้ว่าระบบการเงินไทยจะหลีกเลี่ยงผลกระทบโดยตรงของวิกฤติได้ แต่การพึ่งพาการส่งออกสินค้าและบริการของไทย ก็ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง
สังเกตได้จากไตรมาสแรกของปี 2552 พบว่าการส่งออกหดตัว 20% และ GDP ติดลบ 7.1% สะท้อนความรุนแรงใกล้เคียงในช่วงหลังวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 เลยทีเดียว
เพราะเมื่อตลาดโลกหยุดซื้อ ภาคโรงงานและการผลิตไทยเอง ก็ได้รับผลกระทบรุนแรงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยโรงงานจำนวนไม่น้อยต้องลดกำลังการผลิตลง และยังชะลอการจ้างงานตามไปด้วย
จนทำให้เกิดปรากฏการณ์ Reverse Migration
โดยตลาดแรงงานในภาคอุตสาหกรรม ย้ายถิ่นฐานกลับสู่ภาคเกษตรกรรมในต่างจังหวัดกันมากขึ้น
โดยตลาดแรงงานในภาคอุตสาหกรรม ย้ายถิ่นฐานกลับสู่ภาคเกษตรกรรมในต่างจังหวัดกันมากขึ้น
- วิกฤติโรคระบาด ปี 2563-2564
วิกฤติที่ทำให้เครื่องยนต์เศรษฐกิจโลกถูกแช่เย็น และสร้างผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจไทย จากการเป็นเมืองท่องเที่ยว และการเปิดกว้างทางการค้า
ช่วงเวลานั้น เศรษฐกิจไทยถูกประมาณการว่า แม้สถานการณ์คลี่คลายภายใน 6 เดือน
ประเทศไทยยังคงสูญเสียรายได้จากการท่องเที่ยวถึง 7 แสนล้านบาท นักท่องเที่ยวต่างชาติลดลง 13 ล้านคน หรือกว่า 33% จากปีก่อน เลยทีเดียว
ประเทศไทยยังคงสูญเสียรายได้จากการท่องเที่ยวถึง 7 แสนล้านบาท นักท่องเที่ยวต่างชาติลดลง 13 ล้านคน หรือกว่า 33% จากปีก่อน เลยทีเดียว
ซึ่งการปิดตัวของธุรกิจภาคท่องเที่ยวและภาคบริการ ส่งผลกระทบต่อตลาดแรงงานในระบบต้องเข้าสู่แรงงานนอกระบบ หรือ Informal Sector อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่น กลุ่มอาชีพอิสระ, ไรเดอร์ส่งอาหาร, ขายของออนไลน์
ถึงตรงนี้ สิ่งที่สัมผัสได้อย่างชัดเจนในทุกวิกฤติที่ผ่านมาคือ ความไม่แน่นอนของภาคธุรกิจ และการปรับตัวของภาคบุคลากรทำงาน
เพราะใครจะไปคิดว่า คนที่เคยได้ชื่อว่าเป็น “มนุษย์ทองคำ” วันหนึ่งจะต้องมานั่งเปิดท้ายขายของ
หรือ ธุรกิจที่ได้รับประโยชน์จากความโดดเด่นในการเป็นเมืองท่องเที่ยวของไทย วันหนึ่งกลับโชคร้าย ไม่ใช่แค่รายได้ลด แต่กลับไม่มีรายได้เลยหลายเดือน หลังประกาศใช้มาตรการปิดเมือง หรือ Lockdown
ตลาดแรงงานที่เคยผ่านจุดนี้ คำถามที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้น
คงไม่ใช่การเรียกร้อง Incentive หรือการมองหาสิ่งที่ตนเองต้องการจากผู้ประกอบการธุรกิจ แต่คงเป็นการลงมือช่วยเหลือบนความสามารถที่ตนเองมี
คงไม่ใช่การเรียกร้อง Incentive หรือการมองหาสิ่งที่ตนเองต้องการจากผู้ประกอบการธุรกิจ แต่คงเป็นการลงมือช่วยเหลือบนความสามารถที่ตนเองมี
เพื่อที่ทั้งตนเอง และภาคธุรกิจ จะสามารถอยู่รอดได้ไปพร้อมกัน
สุดท้ายนี้ ถ้าถามว่าเรากำลังอยู่ในวิกฤติครั้งใหม่แล้วหรือยัง คงไม่มีใครกล้าฟันธง
แต่ถ้ามองบริบททั่วโลก ทั้งการมาของ AI ที่ทำให้แม้แต่บริษัท Big Tech ใหญ่ ๆ กำลังปรับลดคนระลอกใหม่
แต่ถ้ามองบริบททั่วโลก ทั้งการมาของ AI ที่ทำให้แม้แต่บริษัท Big Tech ใหญ่ ๆ กำลังปรับลดคนระลอกใหม่
รวมถึงความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์, การเข้าสู่ Super-Aged Society และวิกฤติหนี้ที่สูงจนน่าใจหาย
สะท้อนแล้วว่า เราไม่ได้อยู่ในช่วงเวลาปกติ
เพียงแต่รอเวลาเฉลยว่า ปัจจัยเหล่านี้จะไปกระแทกเครื่องยนต์เศรษฐกิจอย่างรุนแรงเมื่อใด ก็เท่านั้นเอง
เพียงแต่รอเวลาเฉลยว่า ปัจจัยเหล่านี้จะไปกระแทกเครื่องยนต์เศรษฐกิจอย่างรุนแรงเมื่อใด ก็เท่านั้นเอง
ดังนั้น สิ่งสำคัญที่สุดของตลาดแรงงานในช่วงเวลานี้
อย่าลืมทำสิ่งที่อยู่ตรงหน้าให้ดีที่สุด และเตรียมตัวรับการเปลี่ยนแปลงไว้เสมอ..
อย่าลืมทำสิ่งที่อยู่ตรงหน้าให้ดีที่สุด และเตรียมตัวรับการเปลี่ยนแปลงไว้เสมอ..
References
-https://www.nesdc.go.th/
-https://www.bot.or.th/th/our-roles/special-measures/Tom-Yum-Kung-lesson.html
-https://tdri.or.th/2012/09/wb71/
-https://www.bot.or.th/th/research-and-publications/articles-and-publications/bot-magazine-issues/256302TheKnowledge_ThisTimeisDifferent.html
-https://www.krungsri.com/th/newsandactivities/krungsri-banking-news/thai-economy-outlook-2026
-https://www.nesdc.go.th/
-https://www.bot.or.th/th/our-roles/special-measures/Tom-Yum-Kung-lesson.html
-https://tdri.or.th/2012/09/wb71/
-https://www.bot.or.th/th/research-and-publications/articles-and-publications/bot-magazine-issues/256302TheKnowledge_ThisTimeisDifferent.html
-https://www.krungsri.com/th/newsandactivities/krungsri-banking-news/thai-economy-outlook-2026