4 ก๊กเอเชีย ศึกแย่งชิงบัลลังก์ชิปโลก ที่ต่อสู้ยาวนาน เพื่อเส้นทางสู่อำนาจ

4 ก๊กเอเชีย ศึกแย่งชิงบัลลังก์ชิปโลก ที่ต่อสู้ยาวนาน เพื่อเส้นทางสู่อำนาจ

4 ก๊กเอเชีย ศึกแย่งชิงบัลลังก์ชิปโลก ที่ต่อสู้ยาวนาน เพื่อเส้นทางสู่อำนาจ /โดย ลงทุนแมน
หากดินแดน คือจุดเริ่มต้นของการทำสงครามโบราณ
ชิป ก็กลายเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามเทคโนโลยีในเอเชียยุคนี้
มันสมองที่โลกต้องการ ไม่ได้อยู่ในกำมือของสหรัฐฯ ที่ก้าวล้ำแค่อย่างเดียว แต่อยู่ที่กำลังการผลิตของ 4 ก๊กแห่งเอเชีย นั่นคือ จีน ไต้หวัน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้
เรื่องนี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่มันเป็นเส้นทางประวัติศาสตร์ที่ถูกขีดไว้ และกลายมาเป็นมหากาพย์การต่อสู้เพื่อแย่งชิงผู้นำการผลิตชิปมานานถึงปัจจุบัน
การแย่งชิงอำนาจ
การพลิกเกม
การวางหมากยุทธศาสตร์
สามอย่างนี้ คือ สิ่งที่จีน ไต้หวัน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ขับเคี่ยวกันมายาวนาน จนกลายเป็นผู้ควบคุมการผลิตเทคโนโลยีโลกแทนที่โลกตะวันตก
มหากาพย์สงครามชิป 4 ก๊กในเอเชียดุเดือดแค่ไหน ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
จุดเริ่มต้นการเติบโต
ก๊กญี่ปุ่นผงาดพุ่งทะยาน
ก๊กญี่ปุ่นสะดุดล้ม ก๊กเกาหลีใต้แย่งชิง ก๊กไต้หวันตั้งไข่
ก๊กญี่ปุ่นโดนรุม ก๊กไต้หวันเติบโต
ก๊กจีนพุ่งทะยาน ก๊กที่เหลือรักษาตำแหน่ง
นี่คือมหากาพย์ 5 ยุคในสงครามชิปเอเชีย ยาวหน่อย
ถ้าใครกลัวอ่านไม่จบ กดแชร์ไว้ก่อนได้เลย
เริ่มต้นมหากาพย์แรก
“จุดเริ่มต้นการเติบโต”
ทศวรรษ 1960-1970 ในยุคที่ซิลิคอนแวลลีย์เริ่มต้นขึ้น
บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่อย่าง Fairchild, Texas Instruments และ Intel เจอปัญหากระแทกหน้าอย่างจัง เพราะเจออุปสรรคต้นทุนการผลิตชิปที่แพงมากเกินไป จากค่าแรงที่สูง
ดังนั้นถ้าอยากผลิตชิปต้นทุนถูกลง ก็ต้องไปหาแหล่งผลิตที่มีค่าแรงถูก
ออกจากซานฟรานซิสโก ที่ตั้งของซิลิคอนแวลลีย์ไปทางขวา ก็จะเจอกับมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งข้ามมหาสมุทรที่กว้างใหญ่นี้ไป ก็จะเจอกับทวีปเอเชียนั่นเอง
ที่นั่นมีแรงงานมหาศาลที่พร้อมประกอบและทดสอบชิป ซึ่งต้องใช้ทั้งมือและสายตาที่มีความประณีตสูง โดยไต้หวันและฮ่องกง กลายเป็นพื้นที่เริ่มต้นการผลิตชิปแห่งแรก ๆ ของเอเชีย
ในขณะที่ไต้หวันและจีนกำลังเติบโตจากการเป็นฐานประกอบและทดสอบชิปของเอเชีย
ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ก็กำลังสร้างจุดตั้งต้นในวงการชิปของตัวเองอยู่เงียบ ๆ
สมัยนั้นชิปถูกใช้ในอุตสาหกรรมการทหารเป็นส่วนใหญ่
แต่ยังไม่ได้ถูกใช้ในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทั่วไป ญี่ปุ่นเป็นชาติแรก ๆ ที่มองเห็นโอกาสตรงนี้
เครื่องคิดเลขและวิทยุ เป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์แรก ๆ ที่ใส่ชิปลงไปโดยญี่ปุ่น และกลายเป็นจุดเริ่มต้นให้ก๊กญี่ปุ่น ยิ่งใหญ่ในทศวรรษต่อมา
ส่วนฝั่งเกาหลีใต้ ก๊กนี้ยังอยู่ในช่วงก่อร่างสร้างประเทศหลังสงครามเกาหลีสิ้นสุดลง กลุ่มทุนใหญ่ของประเทศอย่างแชโบล เช่น Samsung เพิ่งเข้าสู่อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์เท่านั้น
มหากาพย์ยุคสอง
“ก๊กญี่ปุ่นผงาดพุ่งทะยาน”
หลังจากญี่ปุ่นเริ่มเข้าใจเทคโนโลยีชิปขั้นต้น ญี่ปุ่นก็ก้าวหน้าขึ้นไปอีกขั้น ด้วยการพัฒนาการผลิตชิปหน่วยความจำแข่งกับสหรัฐฯ ในช่วงปี 1980
การแข่งขันนี้ ก๊กญี่ปุ่นสร้างความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชน โดยกระทรวงการค้าระหว่างประเทศและอุตสาหกรรม (MITI) เป็นหัวหอกหลักที่อัดฉีดเงินลงไป
การอัดฉีดเงินลงไปพร้อมกับการวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
ทำให้ญี่ปุ่นเตะสหรัฐฯ ออกไป แล้วขึ้นครองส่วนแบ่งตลาดชิปหน่วยความจำ NAND แทน
6 บริษัทระดับโลกจาก 10 แห่งที่ครองตลาดชิปหน่วยความจำนี้ มาจากญี่ปุ่นแทบทั้งหมด นั่นคือ NEC, Toshiba, Hitachi, Fujitsu, Mitsubishi และ Matsushita
6 บริษัททั้งหมดนี้ ครองส่วนแบ่งตลาดมากถึง 38%
ก๊กญี่ปุ่นยังหวังเติบโตในอุตสาหกรรมชิปมากขึ้น ด้วยการพยายามสร้างเครื่องผลิตชิปของตัวเอง โดยมีหัวเรือใหญ่เอกชนที่เชี่ยวชาญเรื่องเลนส์อย่าง Nikon และ Canon
ที่ต้องใช้หัวเรือใหญ่จากสองบริษัทนี้ ก็เพราะว่าเลนส์เป็นส่วนสำคัญในเครื่องผลิตชิป และความเชี่ยวชาญของสองบริษัทนี้ทำให้ญี่ปุ่นสร้างเครื่องผลิตชิปสำเร็จในเวลาต่อมา
ทศวรรษนี้ ก๊กญี่ปุ่นยิ่งใหญ่ทั้งการครองตลาดชิปหน่วยความจำและเครื่องผลิตชิป ความยิ่งใหญ่นี้บดบังก๊กอื่น ๆ ในเอเชียอย่างจีน เกาหลีใต้ ไต้หวันให้ด้อยลงไปเลยทันที
แต่ความยิ่งใหญ่นี้ก็ไม่ได้อยู่ไปตลอดกาล สหรัฐฯ เริ่มมองเห็นการเติบโตของก๊กญี่ปุ่น และหาทางเตะตัดขาไม่ให้ยิ่งใหญ่ไปมากกว่านี้
มหากาพย์ยุคสาม
“ก๊กญี่ปุ่นสะดุดล้ม ก๊กเกาหลีใต้แย่งชิง ก๊กไต้หวันตั้งไข่”
การครองตลาดชิปหน่วยความจำของญี่ปุ่นถูกเตะตัดขาโดยสหรัฐฯ ซึ่งอ้างว่าญี่ปุ่นทุ่มตลาดนี้ด้วยต้นทุนต่ำกว่าความเป็นจริง จนบริษัทอเมริกันล้มละลายไม่เป็นท่า
ญี่ปุ่นถูกมัดมือให้เซ็นข้อตกลงการค้าชิปสหรัฐฯ-ญี่ปุ่น หรือ 1986 U.S.-Japan Semiconductor Agreement เพื่อยุติการที่ญี่ปุ่นทุ่มตลาดชิปในราคาต่ำกว่าทุน
ข้อตกลงนี้ ทำให้บริษัทญี่ปุ่นที่เคยผลิตชิปหน่วยความจำก็ต้องลดกำลังการผลิตลงกะทันหัน จนชิปหน่วยความจำได้หายไปจากตลาดโลกเลยในทันที
แต่ปัญหาคือ ความต้องการใช้สินค้าอิเล็กทรอนิกส์อย่างคอมพิวเตอร์ที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
สหรัฐฯ จำเป็นต้องหาแหล่งผลิตชิปใหม่ที่ไม่ใช่ญี่ปุ่นเพื่อป้องกันการผูกขาด
ทำให้สหรัฐฯ สนับสนุนเกาหลีใต้ และบริษัทเกาหลีใต้อย่าง Samsung และ Hyundai เลยเข้ามาผลิตชิปพวกนี้แทน
ในตอนที่ก๊กญี่ปุ่นกำลังรุ่งเรือง Samsung เข้าสู่ตลาดชิปแบบเงียบ ๆ ในทศวรรษ 1970 ด้วยการเข้าซื้อบริษัทผู้ผลิตชิป Hankook Semiconductor ที่กำลังจะล้มละลาย
หลังจากซื้อบริษัทเข้ามา ก็นำเข้าเทคโนโลยีผลิตชิปหน่วยความจำจาก Micron Technology จากสหรัฐฯ และ Sharp Corporation จากญี่ปุ่นมาต่อยอด
จนในที่สุด Samsung ก็สามารถผลิตชิปหน่วยความจำ NAND ได้แบบญี่ปุ่น
ซึ่งเมื่อก๊กญี่ปุ่นสะดุดลง ตัวเองก็เข้าไปเสียบแทนบริษัทญี่ปุ่นที่เคยครองตลาดอยู่ทันที
ส่วน Hyundai มีบริษัทในเครือที่ชื่อว่า Hyundai Electronics ที่มีธุรกิจผลิตชิปหน่วยความจำอยู่ในนั้น
ซึ่งปัจจุบันธุรกิจนี้ไปควบรวมกับบริษัทผลิตชิปในเครือ LG Semiconductor เกิดเป็นชื่อบริษัทใหม่อย่าง Hynix
ก่อนที่ Hynix จะมีผู้ถือหุ้นใหญ่คนใหม่อย่าง SK Group ยักษ์ใหญ่ธุรกิจคมนาคมเกาหลีใต้ จนกลายมาเป็น SK Hynix ผู้ผลิตชิปหน่วยความจำรองจาก Samsung ที่กำลังเติบโตในปัจจุบันนั่นเอง
ในวันที่ก๊กเกาหลีใต้กำลังเสียบแทนก๊กญี่ปุ่นในตลาดชิปหน่วยความจำ
ก๊กไต้หวัน ก็กำลังสร้างการเติบโตของตัวเอง ในฉบับที่แตกต่างไปจากคนอื่น
ปี 1987 ก๊กไต้หวันตัดสินใจสร้างโรงงานรับจ้างผลิตชิปที่ชื่อ TSMC โมเดลนี้ได้แนวคิดจากมอร์ริส จาง ที่ต้องการให้ไต้หวันรับจ้างผลิตชิปจากใครก็ได้ที่เป็นลูกค้า
แต่โรงงานที่ต้องใช้เงินทุนที่สูงมาก ทำให้รัฐบาลไต้หวันต้องร่วมทุนกับ Philips จากเนเธอร์แลนด์ จนสามารถสร้างโรงงานผลิตชิปได้สำเร็จในเวลาต่อมา
แม้ในช่วงแรกจะไม่มีลูกค้าเข้ามาเลย แต่ผ่านไปราว 2-3 ปี ลูกค้าบริษัทอเมริกันหันไปโฟกัสกับการวิจัยชิป แล้วส่งออร์เดอร์มหาศาลมาให้ TSMC ผลิตให้แทน
ยิ่งมีคำสั่งผลิตอย่างมหาศาล TSMC ก็ยิ่งได้เปรียบด้านต้นทุนการผลิตต่อหน่วยที่ถูกลง แถมการได้หุ้นส่วนอย่าง Phillips เข้ามา ก็ยิ่งทำให้ TSMC ได้เปรียบกว่าบริษัทอื่นไปอีก
เพราะต่อไป Philips นี่แหละ ที่จะเป็นผู้ร่วมให้กำเนิดบริษัทสร้างเครื่องผลิตชิปขั้นสูงอย่าง ASML ซึ่งมาโค่นบริษัทญี่ปุ่นอย่าง Nikon และ Canon ในภายหลัง
มหากาพย์ยุคสี่
“ก๊กญี่ปุ่นโดนรุม ก๊กไต้หวันเติบโต”
Philips พยายามปลุกปั้น ASML ในช่วงแรก เพื่อสร้างเครื่องผลิตชิปที่มีคุณภาพสูงมากขึ้น แต่ปัญหาคือ มันต้องใช้เงินเยอะมาก จนนำไปสู่การขาดทุนหนักแทน
เมื่อเงินไม่พอ ก็ต้องหาพันธมิตรเพิ่มเติม จนมาเจอกับสหรัฐฯ ที่กำลังกังวลกับการที่ญี่ปุ่นครองตลาดเครื่องผลิตชิปในช่วงทศวรรษ 1990 อยู่พอดี
สหรัฐฯ ตั้งกลุ่มวิจัยเฉพาะกิจจากหลายบริษัทรวมกัน นำโดย Intel เพื่อพัฒนาเครื่องผลิตชิปที่ใช้เทคโนโลยี
แสงอัลตราไวโอเลตสุดขั้วเพื่อผลิตชิปจิ๋วระดับนาโนเมตร
แล้วทำไมต้องรวมตัวกัน ?
ก็เพราะว่าถ้าทำให้ ASML สร้างเครื่องผลิตชิปขั้นสูงนี้ได้สำเร็จ บริษัทวิจัยและพัฒนาชิปของสหรัฐฯ เองก็จะได้ประโยชน์ตามไปด้วย
แน่นอนว่า กลุ่มบริษัทวิจัยเฉพาะกิจนี้ไม่มี Nikon และ Canon ทั้งที่มีความเชี่ยวชาญด้านเครื่องผลิตชิปอยู่แล้ว ซึ่งคงดูออกว่า สหรัฐฯ มองญี่ปุ่นเป็นคู่แข่งจริง ๆ ในตอนนั้น
และถ้าเราลองดูอีกที ก๊กไต้หวัน ก็เหมือนจะได้ประโยชน์จากเรื่องนี้ เพราะ Philips ก็เป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้นของ TSMC ในตอนนั้นด้วย
Philips ที่กำลังปลุกปั้น ASML อยู่ ก็สามารถใช้ข้อมูลและทดลองว่าเครื่องผลิตชิปขั้นสูงทำงานได้ดีหรือไม่ ในโรงงานของ TSMC
ในมุมกลับกัน ถ้า Philips สามารถปลุกปั้น ASML ให้สร้างเครื่องผลิตชิปขั้นสูงสำเร็จ โรงงานของ TSMC ก็สามารถนำเครื่องนี้มาใช้ผลิตชิปได้ล้ำหน้าขึ้นไปอีก
สุดท้าย ASML ก็สามารถสร้างเครื่องผลิตชิปขั้นสูงได้สำเร็จในปี 2011 กลายเป็นบริษัทผูกขาดเครื่องนี้เพียงรายเดียวที่ปัจจุบันยังไม่มีใครสามารถโค่นตำแหน่งลงได้
และมาจนถึงมหากาพย์ยุคที่ห้า
“ก๊กจีนพุ่งทะยาน ก๊กที่เหลือรักษาตำแหน่ง”
ก๊กญี่ปุ่น แม้จะเมาหมัดจากการล้มลงของตลาดชิปหน่วยความจำและเครื่องผลิตชิปที่ตัวเองเคยครองตลาดในช่วงเวลาหนึ่ง แต่ก็ยังอยู่ในตำแหน่งตลาดอื่นแทน ที่มีความสำคัญต่อซัปพลายเชนของอุตสาหกรรมชิป
ก๊กญี่ปุ่นถอยกลับมาอยู่เบื้องหลังการผลิตชิป ด้วยการผลิตสารเคมีและวัสดุในการผลิตชิปแทน โดยสามารถครองส่วนแบ่งตลาดนี้ได้ราว 50-70% ของทั้งโลก
และแม้จะเสียตำแหน่งผู้สร้างเครื่องผลิตชิปขั้นสูงไปให้กับ ASML แล้ว แต่ความรู้ในการสร้างเครื่องผลิตชิปของญี่ปุ่น ทำให้เกิดเป็นบริษัทขายเครื่องทดสอบชิปก่อนเอาไปใช้งานแทน
เช่น บริษัท Advantest ซึ่งเป็นผู้นำโลกจากญี่ปุ่นด้านเครื่องมือทดสอบชิปก่อนนำไปใช้งานจริง
นอกจากนี้ ญี่ปุ่นยังมีบริษัทที่แม้จะไม่ได้เป็นผู้นำของตลาด แต่ก็ยังมีความสำคัญต่อวงการ ไม่ว่าจะเป็น Kioxia ที่ยังเป็นหัวหอกสำคัญของญี่ปุ่นในการผลิตชิปหน่วยความจำปัจจุบันเพียงหนึ่งเดียว
และ Tokyo Electron บริษัทญี่ปุ่นที่มีเครื่องจักรผลิตชิปอันดับ 4 ของโลก เชี่ยวชาญเครื่องกัดกร่อนชิป และเครื่องเคลือบสารเคมีในการผลิตชิป
ตัดภาพไปที่ฝั่งก๊กไต้หวัน ก็ยังรักษาตำแหน่งเป็นคนรับจ้างผลิตชิปโดยมีหัวเรือใหญ่อย่าง TSMC
ส่วนฝั่งก๊กเกาหลีใต้ สองหัวเรือใหญ่อย่าง Samsung และ SK Hynix ก็รับผลิตชิปหน่วยความจำรายสำคัญเบอร์ 1 กับ 2 ของโลกมาเรื่อย ๆ
ในขณะที่ก๊กญี่ปุ่น ไต้หวัน เกาหลีใต้ รักษาตำแหน่งที่ทางตลาดของตัวเอง
ก๊กจีน ก็กำลังพุ่งทะยานด้วยความเร็วที่น่าตกใจในเวลาอันสั้น
ชิปหน่วยความจำ ตลาดที่เกาหลีใต้หวงแหนมานาน กำลังถูกท้าทายโดยก๊กจีน นำโดย CXMT ก่อตั้งในปี 2016 จนตอนนี้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้ผลิตชิปหน่วยความจำอันดับ 4 ของโลก
ทำไมถึงไวขนาดนั้น คำตอบก็คือ ทำแบบเดียวกับที่ Samsung เคยทำ ด้วยการซื้อสิทธิบัตรจากบริษัทที่ผลิตชิปหน่วยความจำอยู่ก่อนแล้วมาต่อยอด
CXMT ซื้อสิทธิบัตรและพิมพ์เขียวเทคโนโลยีจาก Qimonda ผู้ผลิตยักษ์ใหญ่ของเยอรมนีที่ล้มละลายไปในปี 2009
การซื้อนี้ทำให้ CXMT ได้ฐานรากของแบบแปลนการออกแบบชิปหน่วยความจำ DRAM มาพัฒนาต่อยอดโดยไม่ต้องเริ่มนับจากศูนย์
ก่อนที่จะเร่งความเร็วการผลิตของตัวเอง จากเม็ดเงินสนับสนุนมหาศาลจากรัฐบาลจีน ไปพร้อมกับการวิจัย พัฒนา และดึงตัวคนเก่ง ๆ ที่เคยทำงานกับ Samsung, SK Hynix และ TSMC เข้ามาร่วมงาน
ส่วนตลาดรับจ้างผลิตชิป ที่ก๊กไต้หวันหวงแหนมานาน ก๊กจีนที่มีหัวเรือใหญ่นำโดย SMIC ที่พยายามพัฒนาตัวเองให้ผลิตชิปให้ซับซ้อนมากขึ้นแบบที่ TSMC ทำได้ในปัจจุบัน
ดังนั้นแล้ว แม้สงครามเย็นที่ 3 ก๊กอย่างไต้หวัน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น จะยังต้องรักษาตำแหน่งตลาดที่ทางของตัวเองแล้ว
ก๊กจีน ได้กำลังทำให้สงครามชิปในเอเชียร้อนแรงอีกครั้ง
ในอนาคต จุดจบของมหากาพย์สงครามชิป ในทวีปเอเชีย จะออกมาเป็นแบบไหน
4 ก๊ก จะยังเป็น 4 ก๊ก อยู่หรือไม่
การแข่งขันในตอนนั้น จะหน้าตาเป็นอย่างไร ใครจะถือไพ่เหนือกว่า
เราคงไม่รู้คำตอบแน่ ๆ ว่ามันจะออกมาหน้าตาเป็นแบบไหน แต่ที่แน่ ๆ ปัจฉิมบทของเรื่องนี้ ก็คงน่าติดตามและตื่นเต้นไม่น้อยเลยทีเดียว เพราะมันอาจกำลังเปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์ของเศรษฐกิจไปตลอดกาล..
© 2026 Longtunman. All rights reserved. Privacy Policy.
Blockdit Icon