
Dark Factory โรงงานไร้มนุษย์ อาวุธใหม่ของจีน พลิกโฉมการผลิตโลก
Dark Factory โรงงานไร้มนุษย์ อาวุธใหม่ของจีน พลิกโฉมการผลิตโลก /โดย ลงทุนแมน
ภาพจำโรงงานของโลกที่เน้นค่าแรงถูกของจีน กำลังกลายเป็นเพียงอดีต
ภาพจำโรงงานของโลกที่เน้นค่าแรงถูกของจีน กำลังกลายเป็นเพียงอดีต
เพราะจุดขายหลักของจีนในวันนี้ เปลี่ยนจากการเป็นผู้ผลิตแบบเน้นปริมาณ มาเป็นเน้นคุณภาพและเทคโนโลยีแทน
โดยมีหัวใจสำคัญ คือการรวมเทคโนโลยีขั้นสูงอย่างโรงงานไร้มนุษย์ และหุ่นยนต์ที่มีสมองเข้าไว้ด้วยกัน
แล้วเรื่องนี้ จะเข้ามาพลิกโฉมอุตสาหกรรมโลกอย่างไร ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
หากพูดถึงโรงงานผลิตสินค้า เราคงนึกถึงภาพคนงานจำนวนมาก ยืนเรียงรายอยู่ตามสายพานการผลิต
บางโรงงานที่มียอดผลิตสูง ๆ ก็อาจแบ่งช่วงเวลาทำงานเป็น 2-3 กะ ครอบคลุมทุกช่วงเวลา โดยที่แต่ละกะก็มีช่วงเวลาหยุดพัก เพื่อให้พนักงานไปกินข้าวหรือพักผ่อน
แต่ที่โรงงานผลิตรถยนต์ของแบรนด์ ZEEKR แห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ในเมืองหนิงโปของจีน กลับมีลักษณะเป็น Dark Factory ซึ่งแปลตรง ๆ ก็คือโรงงานมืดที่แทบไม่ได้เปิดไฟ
นั่นก็เพราะโรงงานแห่งนี้ แทบจะไม่มีคนจริง ๆ ทำงานอยู่เลย แต่รันด้วยระบบอัตโนมัติที่สามารถทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมง 7 วันต่อสัปดาห์ โดยไม่ต้องพักกินข้าวเลย
ตัวอย่างเช่น ในสายการประกอบและเชื่อมชิ้นส่วนรถยนต์ของโรงงาน มีการใช้หุ่นยนต์แขนกลมากถึง 885 ตัว ทำงานอย่างต่อเนื่องกัน
ผลลัพธ์ที่ได้คือสายการผลิตนี้ สามารถปล่อยรถคันใหม่ออกมาได้ 1 คัน ในทุก ๆ 2 นาที
โดยที่ในระหว่างกระบวนการผลิตนั้น ก็แทบไม่เกิดส่วนประกอบค้างหรือ Work in Process (WIP) อยู่ในสายการผลิตเลย ซึ่ง WIP ถือเป็นต้นทุนของโรงงานทั่วโลกมานาน
เพื่อให้เห็นภาพ ลองไปเปรียบเทียบกับค่ายรถยนต์บางแห่ง ที่การจะผลิตรถให้ได้ 490,000 คันนั้น อาจต้องใช้คนงานสูงถึง 60,000 คน
แต่ที่ ZEEKR การผลิตรถระดับ 300,000 คัน กลับใช้คนเพียงแค่ 1,600 คนเท่านั้น
มาถึงตรงนี้ บางคนอาจคิดว่าพวกหุ่นยนต์แขนกลที่อยู่ในโรงงานก็มีมานานแล้ว แม้แต่โรงงานหลายแห่งในประเทศไทยเอง
แต่สิ่งที่ทำให้โรงงานอุตสาหกรรมในจีน ก้าวขึ้นไปอีกขั้นได้นั้น ก็คือ AI
ต้องบอกก่อนว่าโรงงานแบบดั้งเดิมนั้น มีจุดอ่อนสำคัญคือถูกออกแบบมาเพื่อผลิตสินค้ารุ่นเดียว หรือโมเดลเดียวในปริมาณมาก ที่เรียกว่า Mass Production
แม้จะกดต้นทุนให้ต่ำลงได้ แต่ก็ทำให้สายการผลิตขาดความยืดหยุ่น
ขณะที่โรงงานอุตสาหกรรมในจีน การนำ AI เข้ามาช่วย ทำให้ข้อจำกัดที่ว่านี้ถูกปลดล็อกทันที
ตัวอย่างเช่น ในสายการประกอบรถยนต์ของ ZEEKR นั้น ก็ไม่จำเป็นต้องผลิตรถยนต์รุ่นเดียวกันต่อเนื่องกัน เหมือนเมื่อก่อน
เพียงแค่ป้อนคำสั่งไปว่า วันนี้ต้องการจะผลิตรถยนต์รุ่นไหน ระบบก็จะประมวลผล และปรับสายการผลิตเป็นการประกอบรถยนต์รุ่นที่ต้องการได้
โดยที่ไม่ต้องเสียเวลาหยุดสายการผลิตเพื่อปรับแต่งเครื่องมือต่าง ๆ เหมือนในอดีต ซึ่งเวลาที่สูญเปล่าหรือ Idle Time ก็เป็นอีกหนึ่งต้นทุนของโรงงานด้วยเช่นกัน
นั่นทำให้โรงงานอุตสาหกรรมของจีน ถือได้ว่าก้าวเข้าสู่ยุคการผลิตแบบใหม่ที่มีทั้งความเร็ว ลีน (Lean) และยืดหยุ่นสูง
อย่างไรก็ตาม จีนไม่หยุดอยู่เพียงเท่านี้..
แม้ว่าจะล้ำกว่าหลาย ๆ ประเทศไปแล้ว แต่ต้องบอกว่าระบบอัตโนมัติที่ใช้อยู่นั้น ก็ยังเป็นหุ่นยนต์แขนกลที่ถูกยึดติดอยู่ในสายพานการผลิต
เป้าหมายต่อไปของจีนคือ การยกระดับหุ่นยนต์ในสายการผลิต ไปสู่สิ่งที่เรียกว่า Embodied AI หรือพูดง่าย ๆ คือ AI ที่มีร่างกาย
แม้ว่าที่ผ่านมาเราจะคุ้นเคยกับความฉลาดของ AI อย่าง Claude หรือ ChatGPT แต่ความฉลาดเหล่านั้น ยังถูกจำกัดอยู่แค่ในหน้าจอ
โดยที่ยังไม่สามารถออกมาช่วยเราทำงานในโลกความเป็นจริงได้เท่าไรนัก
การพัฒนา Embodied AI ของจีน จึงเป็นการผสานตาและร่างกายของหุ่นยนต์ รวมเข้ากับส่วนสมองซึ่งก็คือ AI
ผลที่ได้ก็คือหุ่นยนต์ Humanoid ที่คิดและตัดสินใจได้เอง
หนึ่งในตัวอย่างที่น่าสนใจคือหุ่นยนต์ Humanoid ที่ชื่อว่า Tien Kung ที่เปลี่ยนภาพหุ่นยนต์ที่เคยต้องรอรับคำสั่ง หรือทำเฉพาะงานซ้ำ ๆ ที่มีการป้อนคำสั่งล่วงหน้า
มาเป็นหุ่นยนต์ที่สามารถคิด วิเคราะห์ และลงมือปฏิบัติงานได้ด้วยตัวเองอย่างเป็นอิสระ
แล้วจีนสร้างหุ่นยนต์ให้เรียนรู้ จนเก่งขึ้นได้อย่างไร ?
คำตอบคือการให้หุ่นยนต์ Humanoid เหล่านี้ เข้าไปฝึกฝนและสร้างสัญชาตญาณในโลกเสมือนจริง ซึ่งช่วยลดระยะเวลาในการลองผิดลองถูก ให้เหลือเพียงไม่กี่ชั่วโมง
นอกจากนี้ สมองของหุ่นยนต์ยังถูกเร่งให้กลายเป็นเหมือนคนงานที่มีประสบการณ์สูง ผ่านการป้อนข้อมูลจากคลังข้อมูลวิดีโอสาธิตการทำงานจริงของหุ่นยนต์ 15%
ขณะที่อีก 85% เป็นข้อมูลจาก RoboMind ซึ่งเป็นฐานข้อมูลแบบ Open Source
พูดให้เห็นภาพ วิธีนี้ก็เหมือนกับเรากำลังฝึกเชฟมือใหม่ ที่กำลังเรียนรู้วิธีทำอาหาร
ด้วยการนั่งดูเทคนิคของเชฟทั่วโลกเป็นล้านคนพร้อมกัน ก่อนที่จะอัปโหลดความฉลาดทั้งหมดนั้น ลงสู่ตัวหุ่นยนต์หน้างานจริง
มาถึงตรงนี้ หลายคนอาจเริ่มหวั่น ๆ ว่าแนวคิดที่หุ่นยนต์จะเข้ามาแย่งงานมนุษย์เกิดขึ้นแล้วใช่หรือไม่ ?
คำตอบตรง ๆ ก็คือ.. ใช่
แต่ต้องบอกก่อนว่าในปัจจุบันนี้ ปัญหาที่เกิดขึ้นในประเทศจีน ไม่ใช่การที่ผู้คนกังวลว่าจะถูกหุ่นยนต์แย่งงาน
แต่เป็นการขาดแคลนแรงงาน โดยเฉพาะในโรงงานอุตสาหกรรม
สาเหตุสำคัญมาจาก คนจีนรุ่นใหม่นั้นปฏิเสธการทำงานในโรงงาน จนส่งผลให้อายุเฉลี่ยของแรงงานในโรงงาน ขยับสูงขึ้นไปอยู่ที่ 40 ปีเรียบร้อยแล้ว
การมาของหุ่นยนต์ จึงไม่ได้เป็นการแย่งงานมนุษย์มากอย่างที่คิด แต่เป็นการอุดรอยรั่วของการขาดแคลนแรงงานมากกว่า
ขณะที่แรงงานคนนั้น รัฐบาลจีนก็ได้ผลักดันให้คนเหล่านี้ก้าวขึ้นไปอยู่บนห่วงโซ่ที่สูงขึ้น โดยเฉพาะการสร้างฐานบุคลากรสายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์และคณิตศาสตร์ (STEM) ที่ใหญ่ที่สุดในโลก
โดยมีเด็กจบใหม่สูงถึง 3.5 ล้านคนต่อปี สูงกว่าสหรัฐฯ ถึง 4 เท่า
การปรับตัวของจีนในครั้งนี้ จึงไม่ใช่แค่การดิ้นรนเพื่อเอาตัวรอด หรือพยายามรักษาตำแหน่งโรงงานโลกเอาไว้
แต่มันคือการเปลี่ยนวิกฤติโครงสร้างประชากร ให้กลายเป็นโอกาสทอง ในการนำความเก่งด้านฮาร์ดแวร์ที่เป็นจุดแข็งเดิมของจีน มาผนวกเข้ากับเทคโนโลยีขั้นสูงอย่าง AI
ไม่แน่ว่าในอนาคตจีนอาจถึงขั้นส่งออกแรงงานในรูปของหุ่นยนต์ Humanoid ไปอยู่ในโรงงานหรือแม้แต่ภาคบริการทั่วโลกได้
หันกลับมามองที่ประเทศไทย เราเองก็กำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ โดยภาคอุตสาหกรรมก็ยังคงพึ่งพาแรงงานราคาถูก จากประเทศเพื่อนบ้านเป็นหลัก
ในขณะที่โลกกำลังมุ่งหน้าสู่การผลิตแบบ Dark Factory ที่ขับเคลื่อนด้วย Embodied AI ที่มีประสิทธิภาพสูง
หากเรายังคงหวังพึ่งพาข้อได้เปรียบเรื่องค่าแรงเพียงอย่างเดียว เพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติเหมือนในอดีต
ในวันข้างหน้า คู่แข่งที่น่ากลัวที่สุดของการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมไทย อาจไม่ใช่ประเทศที่มีค่าแรงถูกกว่า..
แต่คือกองทัพหุ่นยนต์ที่ทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่เคยเรียกร้องขอขึ้นค่าแรงเลย แม้แต่บาทเดียว..
Reference
- INSIGHTS ON NEW CHINA ECONOMY EP.2 | โรงงานไร้คน หุ่นยนต์ จีน กำลังเปลี่ยนโลก
- INSIGHTS ON NEW CHINA ECONOMY EP.2 | โรงงานไร้คน หุ่นยนต์ จีน กำลังเปลี่ยนโลก