คนรวยสุดในไต้หวันตอนนี้ ไม่ใช่เจ้าของบริษัทชิป แต่เป็นบริษัททำรางสไลด์

คนรวยสุดในไต้หวันตอนนี้ ไม่ใช่เจ้าของบริษัทชิป แต่เป็นบริษัททำรางสไลด์

คนรวยสุดในไต้หวันตอนนี้ ไม่ใช่เจ้าของบริษัทชิป แต่เป็นบริษัททำรางสไลด์ /โดย ลงทุนแมน
ไต้หวันขึ้นชื่อเรื่องอุตสาหกรรมเทคโนโลยีระดับโลก ไม่ว่าจะเป็น เซมิคอนดักเตอร์ และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์
ทั้ง TSMC เจ้าพ่อผลิตชิป
Foxconn เจ้าพ่อโรงงานประกอบ
หรือ Delta Electronics ผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ระบบจัดการพลังงานและความร้อน
แต่คนที่รวยที่สุดในไต้หวันตอนนี้ กลับไม่ใช่เจ้าของบริษัทเหล่านี้
เขาคือชายวัย 85 ปี ที่จบการศึกษาแค่ชั้นประถม และเริ่มต้นชีวิตด้วยการเป็นเด็กฝึกงานช่างไม้ในโรงงานเฟอร์นิเจอร์
ชายคนนั้นชื่อ Lin Tsung-Chi หรือหลิน ฉงจี
และธุรกิจที่ทำให้เขารวยที่สุดในไต้หวันคือ ธุรกิจผลิตรางสไลด์
ฟังดูเป็นชิ้นส่วนเล็ก ๆ ที่ไม่มีใครสนใจ แต่ตอนนี้ ชิ้นส่วนนี้กลายเป็นกุญแจสำคัญของโครงสร้างพื้นฐาน AI ทั้งโลก
เรื่องนี้เป็นมาอย่างไร ?
รางสไลด์ เกี่ยวอะไรกับ AI ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
เส้นทางชีวิตของ หลิน ฉงจี ต้องออกมารับจ้างเป็นช่างไม้ในโรงงานเฟอร์นิเจอร์ ตั้งแต่อยู่ชั้น ป.4 เพื่อหาเลี้ยงชีพ
หลังจากสั่งสมประสบการณ์งานไม้และการขึ้นรูปโลหะอยู่นานหลายปี
ปี 1977 เขาจึงตัดสินใจเริ่มต้นธุรกิจของตัวเอง โดยเริ่มจากการผลิตมือจับประตู และขยับไปผลิตบานพับประตูที่มีความซับซ้อนมากขึ้น
และในปี 1986 เขาก่อตั้งบริษัท King Slide ขึ้น ที่เมืองเกาสง ทางตอนใต้ของไต้หวัน
ยุคแรก King Slide มุ่งเน้นการผลิตชิ้นส่วนฮาร์ดแวร์สำหรับเฟอร์นิเจอร์เป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็น บานพับ ชิ้นส่วนตู้ และรางสไลด์โลหะสำหรับลิ้นชัก
โดยหน้าที่ของรางสไลด์เหล่านั้นราบเรียบและตรงไปตรงมา คือการช่วยให้ลิ้นชักเฟอร์นิเจอร์ตามบ้านเรือนสามารถเลื่อนเปิดและปิดได้อย่างราบรื่น
แต่เมื่อเวลาผ่านไป ตลาดฮาร์ดแวร์เฟอร์นิเจอร์ดั้งเดิม เริ่มกลายเป็นตลาดที่มีการแข่งขันด้านราคารุนแรง สินค้าทดแทนกันได้ง่าย และอัตรากำไรเริ่มลดลงเรื่อย ๆ
หลิน ฉงจี เลือกทางที่ต่างออกไป เขานำความเชี่ยวชาญด้านรางสไลด์ ไปจับกับอุตสาหกรรมที่ต้องการความแม่นยำสูงกว่านั้นมาก นั่นคือ รางสไลด์สำหรับเซิร์ฟเวอร์
ปี 2000 กลายเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ที่สุดของ King Slide เมื่อบริษัทสามารถคว้าสัญญาส่งมอบรางสไลด์เซิร์ฟเวอร์ให้กับ Compaq ยักษ์ใหญ่คอมพิวเตอร์ในยุคนั้นได้สำเร็จ
จากนั้นรายได้กลุ่มนี้ก็ค่อย ๆ กลายเป็นเส้นเลือดใหญ่ของบริษัท ลูกค้าขยายไปถึง IBM และ Dell ก่อนที่เขาจะนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ไต้หวันในปี 2005
ทุกวันนี้ หลิน ฉงจี ได้ส่งไม้ต่อให้ หลิน ชูเจิน ลูกสาวขึ้นเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ร่วมกับหวัง ชุนเฉียง ลูกเขยที่ดำรงตำแหน่งรองประธานบริหารและโฆษกบริษัท โดยเขาลดบทบาทลงมานั่งตำแหน่งประธานกรรมการแทน
สำหรับผลประกอบการที่ผ่านมา ของ King Slide
ปี 2023 รายได้ 5,994 ล้านบาท กำไร 2,812 ล้านบาท
ปี 2024 รายได้ 10,534 ล้านบาท กำไร 6,402 ล้านบาท
ปี 2025 รายได้ 18,201 ล้านบาท กำไร 10,230 ล้านบาท
6 เดือนแรก ปี 2026 รายได้ 16,931 ล้านบาท กำไร 10,997 ล้านบาท
รายได้จะมาจาก
- เซิร์ฟเวอร์และเครือข่าย 95%
- สินค้าทั่วไปและเฟอร์นิเจอร์ 4%
- อื่น ๆ 1%
จะเห็นว่า ทั้งรายได้และกำไรเติบโตระเบิด และหากจำแนกรายได้ตามสินค้า รางสไลด์คิดเป็นราว 95% ของรายได้ทั้งบริษัท
แล้วทำไม King Slide ถึงพลิกกลายเป็นบริษัท ที่ทำให้หลิน ฉงจี รวยที่สุดในไต้หวันได้ ?
คำตอบคือ AI
ยุคที่ทั่วโลกกำลังเร่งสร้างศูนย์ข้อมูล AI เครื่องเซิร์ฟเวอร์ยุคใหม่ ไม่ได้เหมือนกับเซิร์ฟเวอร์ธรรมดาในอดีต ภายในตู้เซิร์ฟเวอร์ AI อัดแน่นไปด้วยการ์ดประมวลผล GPU ราคาแพง เมนบอร์ดซับซ้อน ระบบจ่ายไฟ และระบบระบายความร้อน
เซิร์ฟเวอร์ AI หนึ่งตู้ ซึ่งมีมูลค่าสูง และมีน้ำหนักมาก หากรางสไลด์ที่ใช้รองรับเกิดการงอตัว ติดขัด หรือทำเซิร์ฟเวอร์หลุดร่วง ความเสียหายที่เกิดขึ้นย่อมมหาศาล
รางสไลด์ที่ดูเหมือนเป็นแค่แผ่นเหล็กธรรมดา จึงกลายเป็นจุดที่ขาดไม่ได้ และกลายมาเป็นระบบกลไกวิศวกรรมความแม่นยำ ที่ต้องการมาตรฐานและความปลอดภัยสูงมาก
เพราะเป็นจุดเดียวที่รองรับน้ำหนักเซิร์ฟเวอร์ทั้งตู้ และตอนที่ต้องดึงออกมาเพื่อซ่อมบำรุง
ยิ่งมีการติดตั้งเซิร์ฟเวอร์ AI มากขึ้นเท่าไร ความต้องการของรางสไลด์เซิร์ฟเวอร์ ก็ยิ่งเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว
ความน่าสนใจอีกอย่างคือ ไตรมาสล่าสุด King Slide มีอัตรากำไรจากการดำเนินงาน (Operating Margin) อยู่ในระดับสูงมาก สูงกว่าบริษัทเซมิคอนดักเตอร์ ที่ถูกพูดถึงกันอย่างมากตอนนี้
- King Slide 82.1%
- Micron Technology 80.4%
- SK Hynix 71.5%
- NVIDIA 65.6%
- TSMC 60.3%
- Broadcom 48.6%
ทั้งนี้ต้องหมายเหตุว่า อาจมีข้อจำกัดจากความแตกต่างของโครงสร้างและลักษณะธุรกิจ รวมถึงมาตรฐานและการบันทึกบัญชีด้วย
โดย King Slide สั่งสมความเชี่ยวชาญด้านกลไกรางสไลด์มาหลายทศวรรษ ทำให้เมื่อความต้องการในตลาด AI ระเบิดขึ้น King Slide จึงมีความพร้อมทั้งเทคโนโลยี สิทธิบัตร และกำลังการผลิต จนสามารถเก็บเกี่ยวโอกาสนี้ได้ทันที
ส่งผลให้ราคาหุ้นของ King Slide พุ่งทะยานขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยปรับตัวบวก 350% ใน 1 ปีที่ผ่านมา ปัจจุบันมีมูลค่าบริษัท 1.4 ล้านล้านบาท
และดันความมั่งคั่งทรัพย์สินสุทธิของหลิน ฉงจี ขึ้นไปกว่า 6.7 แสนล้านบาท พุ่งแซงเฉิน ไท่หมิง เจ้าพ่อชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์แห่ง Yageo ขึ้นเป็นเศรษฐีอันดับ 1 ของไต้หวันในเวลานี้..
© 2026 Longtunman. All rights reserved. Privacy Policy.
Blockdit Icon