
ตุรกี จากประเทศดาวรุ่ง สู่ผู้ป่วยวิกฤติของยุโรป
ตุรกี จากประเทศดาวรุ่ง สู่ผู้ป่วยวิกฤติของยุโรป /โดย ลงทุนแมน
ตุรกี เคยได้รับการขนานนามว่า ประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ ดาวรุ่งพุ่งแรงของยุโรป ที่น่าจับตามองประเทศหนึ่งในโลก
ตุรกี เคยได้รับการขนานนามว่า ประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ ดาวรุ่งพุ่งแรงของยุโรป ที่น่าจับตามองประเทศหนึ่งในโลก
แต่วันนี้ดูเหมือนว่า ตุรกีกำลังเดินไปในทิศทางตรงข้าม
- 10 ปีที่ผ่านมา ค่าเงินลีราตุรกีนั้นเสื่อมมูลค่ากว่า 90% เทียบกับดอลลาร์สหรัฐ
ปี 2015 เงิน 1 ลีราตุรกี = 0.34 ดอลลาร์สหรัฐ
ปี 2026 เงิน 1 ลีราตุรกี = 0.021 ดอลลาร์สหรัฐ
ปี 2026 เงิน 1 ลีราตุรกี = 0.021 ดอลลาร์สหรัฐ
- ราคาสินค้าพุ่งสูงขึ้นหลายเท่าตัว ปัจจุบัน ณ เดือนกรกฎาคม 2026 ที่ผ่านมา อัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 32%
- ทุนสำรองของประเทศที่ลดลงไปกว่า 500,000 ล้านบาท จากต้นปี
- นำมาสู่การตรึงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 37% ในตอนนี้
เรียกได้ว่า สถานการณ์ที่ตุรกีเผชิญอยู่ในตอนนี้ ทำให้ตุรกีเปรียบเสมือนเป็นผู้ป่วยวิกฤติของยุโรป ก็ว่าได้
ทำไม ตุรกี ถึงเดินทางมาถึงจุดนี้ได้ ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
ช่วงปี 2010-2017 ถือเป็นยุคทองของเศรษฐกิจตุรกีในช่วงเวลานั้น เนื่องจากเศรษฐกิจเติบโตเฉลี่ย 6.8% ต่อปีเลยทีเดียว
มีการลงทุนมหาศาลไปกับอภิมหาโปรเจกต์ ไม่ว่าจะเป็น การสร้างสนามบินอิสตันบูลแห่งใหม่ ทางด่วน ถนนหนทาง สะพานข้ามทวีป และรถไฟความเร็วสูง
สิ่งเหล่านี้ ไม่เพียงสร้างการจ้างงานจำนวนมาก แต่ยังทำหน้าที่เป็นแม่เหล็กดึงดูดเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างชาติให้ไหลเข้ามาในประเทศอย่างต่อเนื่อง
บวกกับ เศรษฐกิจโลกในช่วงเวลานั้นคือยุคที่สภาพคล่องล้นตลาด จากนโยบายผ่อนคลายเชิงปริมาณของหลายธนาคารกลางทั่วโลก
ทำให้ต้นทุนทางการเงินทั่วโลกอยู่ในระดับที่ต่ำมาก รัฐบาลและสถาบันการเงินของตุรกีจึงอาศัยจังหวะนี้ ดึงดูดเงินทุนจากต่างประเทศเข้ามาอัดฉีดในระบบ
ประกอบกับ การปฏิรูปโครงสร้างธนาคารก่อนหน้านี้ ทำให้สถาบันการเงินมีความกล้าที่จะปล่อยกู้มากขึ้น
เมื่อในระบบมีเงินทุนมหาศาล จึงส่งผลให้ภาคธุรกิจและประชาชน เข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายและมีต้นทุนต่ำ
การบริโภคภายในประเทศจึงพุ่งสูงขึ้น ประชาชนรู้สึกมั่งคั่งขึ้นจากการจับจ่ายใช้สอย และราคาอสังหาริมทรัพย์ที่ปรับตัวสูงขึ้นแบบก้าวกระโดด
อย่างไรก็ตาม เบื้องหลังของการเติบโตที่ร้อนแรงและดูสวยหรูนี้ กลับมีความเปราะบางซ่อนเอาไว้
โดยเฉพาะปัญหาเรื่องการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดในระดับสูง และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง..
ช่วงปี 2000-2010 บัญชีเดินสะพัดขาดดุลเฉลี่ยปีละ 627,000 ล้านบาท และช่วงปี 2011-2017 นั้น ตัวเลขนี้ยิ่งพุ่งสูงขึ้นไปอีกจนถึง 1,300,000 ล้านบาท หรือกว่าเท่าตัว
นอกจากนี้ ปี 2018 ตุรกีมีประเด็นความขัดแย้งทางการเมืองกับสหรัฐฯ
ทำให้สหรัฐฯ ขึ้นอัตราภาษีเหล็กและอะลูมิเนียมจากตุรกี
ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกของประเทศ เพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า โดยอัตราภาษีเหล็กจากเดิม 25% เป็น 50% และอะลูมิเนียมจากเดิม 10% เป็น 20%
ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกของประเทศ เพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า โดยอัตราภาษีเหล็กจากเดิม 25% เป็น 50% และอะลูมิเนียมจากเดิม 10% เป็น 20%
ทั้งหมดนี้ ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจตุรกีโดยตรง และส่งผลให้ค่าเงินลีราตุรกีเผชิญวิกฤติการณ์ดิ่งลงอย่างรุนแรง
บาดแผลนี้ถูกซ้ำเติมจากการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจที่ผิดพลาดของ นายเรเจป ไตยิป แอร์โดอัน ผู้นำสูงสุดของประเทศด้วย
โดยเขาได้กดดันธนาคารกลางของตุรกี ให้ลดอัตราดอกเบี้ย เพื่อกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ
และเพิ่มศักยภาพในการส่งออก ด้วยการใช้ค่าเงินที่อ่อนตัวมาเป็นความได้เปรียบในการแข่งขัน
การกระทำของเขากลับสวนทางกับหลักเศรษฐศาสตร์สากล ที่มักจะปรับขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ แต่เขายังยืนยันให้ธนาคารกลางปรับลดอัตราดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่อง
โดยอัตราดอกเบี้ยนโยบายของตุรกีนั้น ลดลงจาก 19% ในปี 2021 มาอยู่ที่ 8.5% ในปี 2023
ขณะที่อัตราเงินเฟ้อของประเทศกลับพุ่งทะยานจาก 36% มาอยู่ที่ 65% ในช่วงเวลานี้
ราคาสินค้า อาหาร และพลังงาน พุ่งขึ้นหลายเท่าตัว..
ลองนึกภาพตามว่า คนตุรกีที่เคยซื้อขนมปังหรือเติมน้ำมันในราคาปกติ วันรุ่งขึ้นราคากลับแพงขึ้นแบบไม่ทันตั้งตัว
เงินเดือนที่หามาได้มีอำนาจซื้อลดลงแทบจะรายวัน ประชาชนต้องเผชิญกับวิกฤติค่าครองชีพอย่างหนัก และเงินออมในธนาคารต้องสูญเสียมูลค่าอย่างรวดเร็ว
วิกฤติที่ลุกลามบานปลายนี้ ทำให้ธนาคารกลางของตุรกีต้องกลับลำมาขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย จนไปสูงสุดถึง 50% ในปี 2024 เพื่อสกัดกั้นเงินเฟ้อ
แม้เงินเฟ้อค่อย ๆ ลดลง โดยมาอยู่ที่ 44% ในปลายปี 2024 และค่อยลดลงมาอยู่ที่ราว 32% ในเดือนกรกฎาคม 2026 ที่ผ่านมา
แต่ล่าสุด ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งทำให้ราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วนั้น
ยิ่งซ้ำเติมให้เศรษฐกิจตุรกีที่เปราะบางอยู่แล้ว ยิ่งแย่ลงไปอีก
ยิ่งซ้ำเติมให้เศรษฐกิจตุรกีที่เปราะบางอยู่แล้ว ยิ่งแย่ลงไปอีก
โดยข้อมูลจากมูลนิธิวิจัยนโยบายเศรษฐกิจแห่งตุรกี ระบุว่า ค่าใช้จ่ายในการนำเข้าพลังงานต่อปีของตุรกีสูงถึงราว 2.2 ล้านล้านบาท และด้วยความที่ตุรกีเป็นประเทศผู้นำเข้าพลังงานสุทธิ
ดังนั้น เมื่อค่าเงินในประเทศอ่อนตัวลง ประกอบกับราคาพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น ยิ่งทำให้ต้นทุนการซื้อพลังงานแพงขึ้น ส่งผลให้เกิดการขาดดุลการค้าและดุลการชำระเงิน
ซึ่งธนาคารกลางตุรกีจำเป็นต้องระบายทุนสำรองเงินตราต่างประเทศและทองคำออกมาจำนวนมาก เพื่อพยุงค่าเงินลีราตุรกีและรักษาเสถียรภาพตลาดการเงิน
โดยนับจากต้นปีจนถึงปัจจุบัน ทุนสำรองของตุรกีนั้นลดลงไปกว่า 500,000 ล้านบาท..
ซึ่งหากปล่อยให้ทุนสำรองลดลงไปเรื่อย ๆ จนหมดหน้าตัก ตุรกีอาจต้องเผชิญกับฝันร้ายที่สุด
นั่นคือการไม่มีเงินตราต่างประเทศเหลือไปจ่ายค่านำเข้าสินค้า หรือชำระหนี้ต่างประเทศ ซึ่งจะนำไปสู่การล่มสลายของค่าเงินแบบกู่ไม่กลับ
เรื่องนี้จึงบีบให้ธนาคารกลางตุรกี ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องตรึงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 37%
ซึ่งเป็นอีกเครื่องมือหนึ่งที่ช่วยสร้างเสถียรภาพของค่าเงินลีราตุรกี พยุงค่าเงินไม่ให้อ่อนค่าลง
รวมไปถึง ทำให้ต้นทุนการกู้ยืมของทั้งภาคธุรกิจและประชาชนสูงขึ้น ซึ่งเมื่อกู้ยากขึ้นและมีภาระดอกเบี้ยสูง คนก็จะต้องลดการจับจ่ายใช้สอยลง ธุรกิจชะลอการขยายกิจการ ช่วยกดตัวเลขเงินเฟ้อที่กำลังพุ่งสูงให้ปรับตัวลดลงมา
ซึ่งสุดท้ายแล้ว ก็คงไม่มีใครให้คำตอบได้ว่า รอยแผลจากความผิดพลาดที่สะสมมาในอดีต จนทำให้ตุรกีกลายเป็นผู้ป่วยวิกฤติของยุโรปในวันนี้ จะต้องใช้เวลาเยียวยาอีกนานเท่าไร กว่าที่ผู้ป่วยวิกฤติรายนี้จะกลับมาแข็งแรงได้เหมือนเดิม..