Kotak ลูกคนรวยที่ทิ้งธุรกิจกงสี เพื่อสร้างอาณาจักรการเงินล้านล้านในอินเดีย

Kotak ลูกคนรวยที่ทิ้งธุรกิจกงสี เพื่อสร้างอาณาจักรการเงินล้านล้านในอินเดีย

Kotak ลูกคนรวยที่ทิ้งธุรกิจกงสี เพื่อสร้างอาณาจักรการเงินล้านล้านในอินเดีย /โดย ลงทุนแมน
เมื่อพูดถึงอินเดีย ภาพจำของเรามักเป็นความวุ่นวายบนท้องถนน สตรีตฟูดแปลกตา หรือถ้าเป็นเรื่องหุ้น ก็มักมองว่าเป็นตลาดปราบเซียนที่ผันผวนสูง คาดเดายาก และมีข่าวทุจริตของกลุ่มทุนผูกขาดโผล่มาเป็นระยะ
แต่เบื้องหลังดัชนีที่เหวี่ยงแรง อินเดียวันนี้กลับมีระบบการเงินดิจิทัลล้ำหน้าเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก ชนิดที่คนขับตุ๊กตุ๊กหรือแม่ค้าขายโรตีต่างเลิกใช้เงินสด แล้วหันมาสแกนจ่ายผ่านระบบ UPI กันหมดแล้ว
เช่นเดียวกับในตลาดหุ้นที่มีสถาบันการเงินที่ชื่อว่า Kotak Mahindra Asset Management กำลังทำเงินเงียบ ๆ อย่างโปร่งใส และมีการบริหารจัดการเป๊ะไม่ต่างจากธนาคารยุโรป
ความน่าทึ่งคือ บริษัทนี้บริหารเงินกว่า 2.6 ล้านล้านบาทโดยที่พวกเขาไม่ได้เกิดจากรัฐวิสาหกิจหรือมีธนาคารรัฐหนุนหลัง
แต่เริ่มจากไอเดียของเด็กหนุ่มวัย 26 ปี ชื่อ Uday Kotak ที่ปฏิเสธจะสานต่อธุรกิจค้าฝ้ายแสนมั่นคงของตระกูล เพื่อออกไปตั้งบริษัทการเงินของตัวเองในห้องแถวเล็ก ๆ
คุณ Uday Kotak สร้างอาณาจักรการเงินที่มั่นคง จากความวุ่นวายในอินเดียได้อย่างไร ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
ย้อนกลับไปในปี 1985 อินเดียยังไม่มีแม้แต่ระบบอินเทอร์เน็ตด้วยซ้ำ โดยในยุคนั้นเศรษฐกิจของอินเดียอยู่ภายใต้ระบบที่เรียกว่า License Raj หรือระบบที่รัฐบาลเข้ามาควบคุมและผูกขาดทุกอย่าง
ใครที่คิดจะตั้งบริษัทหรือขยายโรงงานจะต้องขอใบอนุญาตจากทางราชการที่ใช้เวลารอกันเป็นปี ๆ
แถมธนาคารของรัฐในเวลานั้นก็ทำธุรกิจแบบกินส่วนต่างมหาศาล ด้วยการจ่ายดอกเบี้ยเงินฝากให้ประชาชนเพียง 6% แต่กลับไปคิดดอกเบี้ยเงินกู้จากบริษัทเอกชนโหดถึง 16-17%
จนเมื่อคุณ Uday Kotak เด็กหนุ่มวัย 26 ปีที่เพิ่งเรียนจบ MBA ได้ตัดสินใจทำสิ่งที่คนในครอบครัวมองว่าเสียสติ ด้วยการปฏิเสธเข้าสืบทอดธุรกิจค้าฝ้ายที่แสนมั่นคงของกงสีที่ตระกูลสร้างมานานกว่า 60 ปี
Kotak เขามองเห็นช่องว่างทางกฎหมายและโอกาสทางธุรกิจ จึงทิ้งความสบายและออกมาฟันฝ่าในโลกการเงินที่ตัวเองไม่มีเส้นสาย
เขาจึงตั้งบริษัทขึ้นมาทำหน้าที่เป็นตัวกลางทางการเงิน
โดยเริ่มต้นจากห้องแถวแคบ ๆ ขนาดไม่ถึง 30 ตารางเมตร และอาศัยเงินทุนก้อนแรกจากการขอยืมเครือญาติและเพื่อนฝูงเท่านั้น
เกมรุกที่เขาทำ คือการเดินสายไปชวนคนที่มีเงินเย็นให้นำเงินมาปล่อยกู้ผ่านเขา ซึ่งเขาจะให้ดอกเบี้ยสูงถึง 12% ซึ่งมากกว่าที่ธนาคารรัฐให้ถึงเท่าตัว
แล้วนำเงินก้อนนั้นไปปล่อยกู้ต่อให้กับบริษัทเอกชนที่กำลังต้องการเงินด่วนในอัตราดอกเบี้ย 14% ซึ่งก็ยังถูกกว่าการไปกู้ธนาคารรัฐอยู่ดี
โมเดลธุรกิจแบบ Win-Win ที่ช่วยให้ทุกฝ่ายได้ประโยชน์นี้เอง ทำให้บริษัทเล็ก ๆ ของเขาสามารถเติบโตอย่างก้าวกระโดด
ธุรกิจที่จับช่องว่างตลาดของเขา ทำให้บริษัทสร้างกำไรได้หลายเท่าตัวภายในเวลาไม่กี่ปี จนผงาดเป็นวาณิชธนกิจท้องถิ่นที่เนื้อหอมที่สุด
ความร้อนแรงนี้ถึงขนาดทำให้ยักษ์ใหญ่วอลล์สตรีตอย่าง Goldman Sachs ยอมข้ามโลกมาควักเงินร่วมทุน Joint Venture ด้วยในปี 1995 เพื่อแลกกับการถือหุ้น 25%
การได้ Goldman Sachs มาเป็นพันธมิตร ไม่เพียงแค่ช่วยให้ฐานทุนของ Kotak ขยายใหญ่เท่านั้น แต่ยังทำให้พวกเขาได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีและระบบบริหารความเสี่ยงระดับโลกมาทันที
และยกระดับจากบริษัทห้องแถวสู่สถาบันการเงินมาตรฐานสากล ก่อนที่จะต่อยอดแปรสภาพเป็นธนาคารเอกชน และตั้งบริษัทจัดการกองทุน Kotak Asset Management ขึ้นมาในปี 1998 ซึ่งทั้งหมดนี้ เกิดขึ้นในยุคที่คนอินเดียยังไม่รู้จักคำว่ากองทุนรวมด้วยซ้ำ
นอกจากนี้ ค่านิยมเดิมของคนอินเดียคือ การรักทองคำเป็นชีวิตจิตใจ จนกลายเป็นประเทศที่บริโภคทองคำเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก
เพราะในอดีตพวกเขาไม่เคยเชื่อมั่นในระบบธนาคารของรัฐและตลาดหุ้นที่เต็มไปด้วยข่าวลือปั่นหุ้นรายวัน
ดังนั้น การที่ Kotak จะสามารถดึงเงินจากไหทองคำใต้ดินของคนอินเดียให้ยอมหลั่งไหลเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นได้ พวกเขาจึงจำเป็นต้องใช้กลยุทธ์การลงทุนที่นิ่งและปลอดภัยที่สุด
จนทำให้คนในแวดวงการเงินของอินเดีย ต่างยกย่องและเปรียบเปรยสไตล์การลงทุนของ Kotak ว่าเป็นเหมือน Orthodox Textbook Cricket หรือการลงเล่นคริกเก็ตแบบยึดมั่นในตำรา
เนื่องจากในอินเดีย คริกเก็ตคือกิจกรรมยามว่างและลมหายใจของคนในชาติ ซึ่งนักลงทุนส่วนใหญ่มักจะชอบเชียร์ผู้เล่นสายบู๊ที่ตีลูกแรง ๆ หวือหวาแต่ก็มักจะพลาดท่าตกรอบไปอย่างรวดเร็ว
แต่สำหรับ Kotak พวกเขาเลือกที่จะเป็นนักกีฬาประเภทที่เน้นการยืนระยะอึด ถือไม้คริกเก็ตไว้แน่น ไม่เน้นทำแต้มแบบเสี่ยงอันตราย แต่มีกฎเหล็กว่าห้ามสร้างความผิดพลาดในจุดที่ง่าย ๆ เด็ดขาด เพื่อปกป้องเงินทุนของลูกค้าให้ดีที่สุด
วินัยการลงทุนแบบยึดตำรานี้ เมื่อรวมเข้ากับความเชี่ยวชาญในการจับสัญญาณเพื่อย้ายเงินลงทุนข้ามอุตสาหกรรมตามวัฏจักรเศรษฐกิจ โดยพวกเขาเลือกที่จะหลีกเลี่ยงหุ้นร้อนแรงตามกระแส แล้วหันไปช้อนซื้อหุ้นที่ไม่มีวันตายในอินเดีย อย่างกลุ่มธนาคารพาณิชย์เอกชนยุคใหม่ และธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภค
ซึ่งกลยุทธ์นี้ได้พิสูจน์ผลลัพธ์อย่างเหนือชั้นในช่วงวิกฤติการเงินโลกปี 2008 และวิกฤติค่าเงินรูปีปี 2013 ที่ในขณะที่ บลจ. รายอื่นพังทลาย แต่พอร์ตของ Kotak กลับแทบไม่ระคายเคืองและทำผลตอบแทนชนะตลาดได้อย่างสม่ำเสมอ จนได้รับความไว้วางใจสูงสุดในประเทศ
ส่งผลให้สินทรัพย์ภายใต้การบริหารหรือ AUM ของพวกเขาพุ่งทะยานจากศูนย์ในวันแรก ขึ้นมาแตะระดับ 600,000 ล้านบาทในปี 2018 ซึ่งเป็นช่วงเวลาสำคัญที่รัฐบาลอินเดียประกาศปฏิรูปภาษีครั้งใหญ่และยกเลิกธนบัตรเก่า
จนบีบให้เงินสดที่อยู่นอกระบบ ไม่ว่าจะเป็น เงินเลี่ยงภาษี เงินเทาผิดกฎหมาย และโดยเฉพาะเงินสดที่ชาวบ้านทั่วไปเก็บไว้ที่บ้าน เพราะคนอินเดียยุคนั้นไม่ชอบฝากธนาคาร ต่างก็ต้องไหลเข้ามาอยู่ในระบบธนาคารและตลาดหุ้น
และในปัจจุบันปี 2026 นี้เอง AUM ของ Kotak ก็พุ่งเป็น 2.6 ล้านล้านบาท กลายเป็น บลจ. อิสระระดับแนวหน้าของประเทศได้
เคล็ดลับที่อยู่เบื้องหลังการเติบโตระดับล้านล้านนี้ ไม่ใช่เรื่องของโชคช่วย แต่เป็นเพราะ Kotak มีระเบียบวินัยในการคัดเลือกหุ้นที่เข้มงวดมาก
พวกเขารู้ดีว่าตลาดหุ้นอินเดียในกลุ่มขนาดกลางและขนาดเล็ก แม้จะมีโอกาสเติบโตสูง แต่ก็เต็มไปด้วยความเสี่ยงเรื่องความโปร่งใส ปัญหาการตกแต่งบัญชี หรือธรรมาภิบาลของผู้บริหารที่พร้อมจะทำให้เงินลงทุนกลายเป็นศูนย์ได้ในพริบตา
เพื่อแก้ปัญหานี้ ทีมจัดการกองทุนของ Kotak จึงไม่ได้เลือกหุ้นจากตัวเลขกำไรที่โชว์บนหน้ากระดาษเพียงอย่างเดียว
แต่พวกเขาใช้ระบบคัดกรองที่เป็นมาตรฐานสากลและเป็นเอกลักษณ์ของตัวเองที่เรียกว่า BMV Framework ซึ่งย่อมาจาก 3 แกนหลัก คือ
- B (Business) เลือกธุรกิจที่มีกำไรยั่งยืน มีข้อได้เปรียบทางการแข่งขันชัดเจน และเติบโตไปกับโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ในระยะยาว
- M (Management) เน้นตรวจสอบธรรมาภิบาลโดยตรง โดยตรวจสอบ เข้าพบและสัมภาษณ์ผู้บริหาร เพื่อคัดกรองความซื่อสัตย์และป้องกันหุ้นปั่นตามกระแส
- V (Valuation) ซื้อหุ้นในราคาที่มีส่วนลดและสมเหตุสมผล เพื่อจำกัดความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนที่คุ้มค่า
ความเชี่ยวชาญในการใช้ระบบ BMV เพื่อคัดกรองและสแกนหาผู้ชนะตัวจริง ท่ามกลางหุ้นนับพันตัวในตลาดอินเดียนี้เอง ได้ถูกกลั่นกรองออกมาเป็นกองทุนระดับชิ้นโบแดงที่มีชื่อว่า Kotak India Growth Fund
โดยกองทุนนี้จะมุ่งเน้นการลงทุนในบริษัทที่กำลังเติบโตไปพร้อมกับโครงสร้างพื้นฐานและการบริโภคในประเทศของอินเดีย ซึ่งครอบคลุมทั้งหุ้นขนาดใหญ่และขนาดกลางที่เป็นผู้นำอุตสาหกรรมและขับเคลื่อนเศรษฐกิจในภาพรวม อีกทั้งยังเป็นกลุ่มที่ได้รับประโยชน์สูงสุดโดยตรงจากนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุคใหม่ของภาครัฐ
โดย Kotak จะคัดเลือกเฉพาะบริษัทที่โปร่งใส เพื่ออุดความเสี่ยงเรื่องการตกแต่งบัญชีที่นักลงทุนต่างชาติกลัว จนทำให้กองทุนนี้กลายเป็นหนึ่งในกองทุนรวมที่สร้างผลตอบแทนได้โดดเด่นและทรงอิทธิพลที่สุดในสายตาผู้ลงทุนทั่วโลก
จุดนี้เองที่ทำให้ BBLAM ที่กำลังมองหาโอกาสการลงทุนในอินเดียที่ยั่งยืน เลือกประกาศความร่วมมือเป็นพาร์ตเนอร์กับ Kotak โดยเจาะจงเลือกกองทุน Kotak Funds - India Midcap Fund เข้ามาเป็นทางเลือกกองทุนประหยัดภาษี นั่นคือ กองทุนบัวหลวงหุ้นอินเดียมิดแคปเพื่อการเลี้ยงชีพ หรือ B-INDIAMRMF ซึ่งสอดคล้องกับการลงทุนระยะยาวแบบ RMF
เพราะ BBLAM ยอมรับในเลนส์การมองหุ้นและมาตรฐานการวิจัยของ Kotak ทำให้การจับมือกันครั้งนี้จึงเป็นการนำเอาอาวุธหนักของระดับแนวหน้าของอินเดีย มาเสิร์ฟให้ถึงมือนักลงทุนไทย
และนอกจากนี้ BBLAM ยังมีความร่วมมือกับ 11 ผู้จัดการกองทุนระดับโลกเพื่อสร้างโซลูชันการเติบโตที่ยั่งยืนให้กับพอร์ตของคนไทย ซึ่ง Kotak ก็คือหนึ่งในพาร์ตเนอร์คนสำคัญนั้น
ความพิเศษคือ เงินลงทุนของคนไทยในกองทุนนี้ จะถูกขับเคลื่อนด้วยสมองและสองมือของกองทัพนักวิเคราะห์เจ้าถิ่นที่รู้ลึกรู้จริงในพื้นที่ และเข้าใจระบบการคุ้มครองความเสี่ยงรวมถึงธรรมาภิบาลของบริษัทในอินเดียเป็นอย่างดี
เปรียบเสมือนเรามีคนวงในคอยช่วยคัดเลือกหุ้นดาวเด่นระดับหัวกะทิให้โดยตรง ซึ่งเป็นแต้มต่อที่หาได้ยากมากในตลาดที่ผันผวนสูง
และการมีผลิตภัณฑ์ระดับ Flagship ที่แข็งแกร่งอย่าง Kotak ภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิดของ BBLAM คืออาวุธสำคัญที่จะช่วยให้พอร์ตของคนไทยเติบโตไปพร้อมกับยักษ์ใหญ่เอเชียใต้อย่างยั่งยืนนั่นเอง..
© 2026 Longtunman. All rights reserved. Privacy Policy.
Blockdit Icon