Webull มีใบอนุญาตครบแล้ว แต่ทำไมยังทุ่ม 3,200 ล้านบาท ซื้อ บล. พาย ?

Webull มีใบอนุญาตครบแล้ว แต่ทำไมยังทุ่ม 3,200 ล้านบาท ซื้อ บล. พาย ?

Webull คือแพลตฟอร์มเทรดหุ้นออนไลน์จากสหรัฐฯ ที่เข้ามาทำธุรกิจในไทยได้ไม่กี่ปี แต่มีใบอนุญาตประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ครบถ้วนอยู่แล้วทุกประเภท
พูดง่าย ๆ คือ ถ้าจะทำธุรกิจโบรกเกอร์ในไทย Webull ไม่มีความจำเป็นต้องซื้อใบอนุญาตจากใครเลย
แต่ล่าสุด Webull กลับทุ่มเงินกว่า 3,200 ล้านบาท เข้าซื้อหุ้นเกือบทั้งหมดของบริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) หรือ Pi โบรกเกอร์ไทยที่อยู่ในตลาดมากว่า 50 ปี
ถ้าไม่ได้ต้องการใบอนุญาต แล้ว Webull ซื้อ Pi เพื่ออะไร ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
นายชลเดช เขมะรัตนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Webull Thailand เล่าว่า ถ้าจะเริ่มสร้างทีมงานแบบออร์แกนิกขึ้นมาเองทั้งหมด ต้องใช้เวลานานมาก
สิ่งที่ Pi Securities มีคือ ทีมผู้แนะนำการลงทุน (IC) ราว 300 คน และผู้จัดการความสัมพันธ์ (RM) อีกกว่า 40-50 คน ที่คลุกคลีกับผลิตภัณฑ์การลงทุนหลากหลายประเภทมาหลายสิบปี ทั้งกองทุนรวม Structure Note ตราสารหนี้ และสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (TFEX) ซึ่ง Pi ติดอันดับ Top 5 ของประเทศด้านปริมาณการซื้อขายมาต่อเนื่อง
นอกจากนี้ Pi ยังมีทีมวิจัยที่แข็งแกร่ง และมีประสบการณ์เป็นผู้ออกผลิตภัณฑ์ DR มายาวนาน
พูดอีกแบบคือ Webull เก่งเรื่องเทคโนโลยีและแพลตฟอร์มระดับโลก แต่ยังขาดคนที่เข้าใจนักลงทุนไทย ในระดับความสัมพันธ์แบบตัวต่อตัว ส่วน Pi มีคนกลุ่มนี้พร้อมอยู่แล้ว
การซื้อกิจการครั้งนี้ จึงเป็นการซื้อเวลาหลายปีให้สั้นลงเหลือแค่วันเดียว
ตัวเลขของดีล
ดีลนี้ใช้โครงสร้าง Webull Holdings (Singapore) เป็นผู้ถือหุ้นหลัก โดยเข้าซื้อหุ้นจากบริษัท คันทรี่ กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (CGH) ผู้ถือหุ้นใหญ่เดิมของ Pi ในสัดส่วนราว 90.98% มูลค่าประมาณ 90 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
จากนั้นเข้าซื้อหุ้นเพิ่มเติมจากผู้ถือหุ้นอีกรายหนึ่งอีกราว 8.38% มูลค่า 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
รวมสองธุรกรรม Webull ถือหุ้นใน Pi Securities ทั้งหมดประมาณ 99.36% ด้วยมูลค่ารวมราว 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 3,200 ล้านบาท
ทั้งสองฝ่ายลงนามสัญญาซื้อขายหุ้น (SPA) กันตั้งแต่ปลายเดือนมิถุนายน 2569 ก่อนจะผ่านกระบวนการตรวจสอบสถานะกิจการ (Due Diligence) และได้รับการอนุมัติจากสำนักงาน ก.ล.ต. จนโอนหุ้นเสร็จสมบูรณ์เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2569
โดย Webull วางแผนการรวมกิจการไว้เป็น 3 ขั้นตอน
ขั้นแรก Acquire คือการปิดดีลให้เสร็จตามเงื่อนไขสัญญาทั้งหมด ซึ่งผ่านมาแล้ว
ขั้นที่สอง Transform คือการพัฒนาทักษะพนักงาน IC ของ Pi ให้กลายเป็น RM ที่ดูแลพอร์ตลูกค้าได้ครบวงจรมากขึ้น ไม่ต้องพึ่งพาแค่วอลุ่มการเทรดหุ้นไทยเพียงอย่างเดียว พร้อมเปิดรับสมัคร RM ใหม่เข้ามาเสริมทีม
ขั้นที่สาม Migrate คือการค่อย ๆ ผสานสองบริษัทเข้าด้วยกัน โดยในช่วง 1 ปีแรก Webull และ Pi จะยังคงแยกแบรนด์และดำเนินธุรกิจของตัวเอง เพื่อไม่ให้ลูกค้าเดิมของทั้งสองฝั่งสะดุด
ในระหว่างทาง บริษัทยืนยันว่าพนักงานฝ่ายหน้าบ้านทั้ง IC และ RM จะไม่ได้รับผลกระทบในแง่ลบ ค่าตอบแทนแบบ Revenue Sharing ยังเหมือนเดิม แต่จะมีผลิตภัณฑ์ใหม่มาให้ขายเพิ่ม ส่วนงานหลังบ้านจะเริ่มนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ
ซึ่ง Webull จะเน้นเจาะ 3 กลุ่มลูกค้า ผ่าน 3 กลยุทธ์ที่ต่างกัน
กลุ่มแรกคือ High Net Worth ซึ่งเป็นเรือธงภายใต้บริการ Webull Prime ขั้นต่ำ 10 ล้านบาท กลุ่มนี้เข้าถึงสินทรัพย์ระดับสูงอย่าง Crypto ETF และ Leverage & Inverse ETF ที่เกณฑ์ ก.ล.ต. เปิดให้เฉพาะลูกค้า Ultra High Net Worth เท่านั้น
นอกจากสินทรัพย์ทางการเงิน กลุ่มนี้ยังได้สิทธิ์เข้าร่วมไลฟ์สไตล์แบบเอกซ์คลูซิฟ อย่างกอล์ฟกับ Gaysorn ขับรถสปอร์ต ล่องเรือ และชิมไวน์ พร้อมใช้เครือข่ายผู้บริหารของ Webull ใน 18 ประเทศ หากต้องการลงทุนตรงในต่างประเทศ
กลุ่มที่สองคือ Mass และ Mass Affluent ซึ่ง Webull เลือกไม่ทำตลาดด้วยตัวเองทั้งหมดเพื่อควบคุมต้นทุน แต่จับมือกับพันธมิตร 2 ราย คือธนาคาร TTB ผ่านแอป TTB Touch และ TrueMoney ผ่าน TrueMoney Wallet ซึ่งกำลังจะเปิดระบบซื้อขายหุ้นอเมริกาผ่านทั้งสองแอปพร้อมกัน
กลุ่มที่สามคือ ลูกค้าสถาบัน ปัจจุบันมีบริษัทหลักทรัพย์และบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนเกือบ 10 รายที่ส่งคำสั่งซื้อขายหุ้นต่างประเทศผ่าน Webull อยู่แล้ว โดยตั้งเป้าให้กลุ่มนี้เติบโตถึง 10,000 ล้านบาท ภายใน 1-2 เดือนข้างหน้า
Pi เองก็มีธุรกิจตัวแทนจำหน่ายกองทุนรวมอยู่เดิม Webull จึงมีแผนเข้าคุยกับบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ต่าง ๆ ไล่ตามขนาดสินทรัพย์ภายใต้การบริหารจากรายใหญ่ลงมา เพื่อชวนให้ส่งคำสั่งซื้อขายหุ้นต่างประเทศผ่านระบบของ Webull โดยเริ่มพูดคุยเบื้องต้นไปแล้วราว 4-5 ราย
ทั้งนี้ รายได้กว่า 96% ของ Webull ในไทยตอนนี้ มาจากการเทรดหุ้นอเมริกา และผลิตภัณฑ์ที่มาแรงที่สุดคือ US Options ซึ่ง Webull ให้นักลงทุนไทยทำกลยุทธ์ Covered Call และ Cash Secured Put ได้ ขณะที่โบรกเกอร์ไทยส่วนใหญ่ยังให้ทำได้แค่ Long Call หรือ Long Put
แต่ในทางกลับกัน ลูกค้าของ Webull เทรดหุ้นไทยน้อยมาก ไม่ถึง 5% เพราะนักลงทุนยังคุ้นเคยกับการเทรดหุ้นไทยผ่านแอปเดิมหรือสั่งผ่าน IC ของตัวเอง
นี่คือช่องว่างที่การรวมพอร์ตกับ Pi จะเข้ามาเติมเต็มพอดี เพราะทำให้โครงสร้างรายได้กระจายตัวมากขึ้น ไม่ต้องพึ่งพิงตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป
สำหรับผลิตภัณฑ์ DR Webull ตั้งเป้าดันส่วนแบ่งตลาดให้ติด Top 3 ของประเทศ โดยใช้ฐานเงินทุนของบริษัทแม่ผสานกับคอนเนกชันระดับโลกอย่าง State Street เพื่อออก DR บนสินทรัพย์ที่น่าสนใจ โดยเฉพาะกลุ่ม AI พร้อมรีแบรนด์เป็น Webull DR
อีกทั้งปีหน้า บริษัทเตรียมระบบรองรับผลิตภัณฑ์ TISA กองทุนลดหย่อนภาษีรูปแบบใหม่ที่คาดว่ากระทรวงการคลังจะประกาศใช้ ซึ่งจะทำให้เรือธงผลิตภัณฑ์ของปีหน้า กลับมาเป็นกองทุนรวมไทยและหุ้นไทย
ด้านเทคโนโลยี Webull เปิดให้ใช้ AI ฟรีในแอปพลิเคชัน และจะนำ AI มาช่วยสนับสนุนงานของนักวิเคราะห์ พร้อมระบบ API รองรับนักลงทุนสายเทรดผ่านอัลกอริทึม เป้าหมายคือการผสานเทคโนโลยีเข้ากับความเป็นมนุษย์ หรือ Tech + Human Touch
Webull ตั้งเป้า AUM รวมของทั้งสองบริษัทให้แตะ 200,000 ล้านบาทให้เร็วที่สุดภายในปีหน้า จากปัจจุบันที่ Pi มี AUM ราว 100,000 ล้านบาท และ Webull มีราว 20,000 ล้านบาท
ถ้าทำสำเร็จ Webull ประเทศไทยจะกลายเป็นตลาด Webull ที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากสหรัฐอเมริกา
ในระยะสั้น สิ้นปีนี้ Webull เดี่ยวตั้งเป้า AUM ไว้ที่ 40,000 ล้านบาท และตั้งเป้าให้งบการเงินของ Pi พลิกกลับมามีกำไรภายในปีหน้า ส่วน Webull ประเทศไทยเองจะมีกำไรเป็นปีแรกในปีนี้
และปัจจุบัน Webull ในไทยมีบัญชีที่ยืนยันตัวตน (KYC) สำเร็จแล้วกว่า 400,000 บัญชี โดยมีอัตราความเคลื่อนไหวสูงถึง 60%
© 2026 Longtunman. All rights reserved. Privacy Policy.
Blockdit Icon