
ยอดวิวตก คู่แข่งเพิ่ม คนแห่ทำคอนเทนต์ แล้วครีเอเตอร์ จะรอดอย่างไร ?
เมื่อก่อน การทำคอนเทนต์อาจเป็นเกมของการทำให้คนเห็น
วันนี้ แค่ทำให้คนเห็นอาจไม่เพียงพออีกต่อไป เพราะทุกคนมีมือถือ ทุกคนสามารถเป็นครีเอเตอร์ได้ และ AI ก็ทำให้การผลิตคอนเทนต์ง่ายและเร็วขึ้นกว่าเดิม
วันนี้ แค่ทำให้คนเห็นอาจไม่เพียงพออีกต่อไป เพราะทุกคนมีมือถือ ทุกคนสามารถเป็นครีเอเตอร์ได้ และ AI ก็ทำให้การผลิตคอนเทนต์ง่ายและเร็วขึ้นกว่าเดิม
จำนวนคอนเทนต์ที่เกิดขึ้นในแต่ละวันจึงเพิ่มขึ้นมหาศาล
ขณะที่เวลา 24 ชั่วโมงของคนดูกลับไม่ได้เพิ่มขึ้นตาม
ขณะที่เวลา 24 ชั่วโมงของคนดูกลับไม่ได้เพิ่มขึ้นตาม
ในวันที่คนดูมีตัวเลือกมากกว่าที่เคย แล้วครีเอเตอร์ระดับแถวหน้าของเมืองไทย รับมืออย่างไร ?
คุณยุทธนา บุญอ้อม หรือ ป๋าเต็ด
คุณภาณุภัทร์ สุกัลยารักษ์ หรือ บาส Go Went Go
คุณโอ๊ต - ปราโมทย์ ปาทาน กรรมการผู้จัดการ บริษัท โคตรคูล
คุณโค้ดดี้ - อรรถพล โพธิ์หาญรัตนกุล CEO บริษัท GoodDay
คุณภาณุภัทร์ สุกัลยารักษ์ หรือ บาส Go Went Go
คุณโอ๊ต - ปราโมทย์ ปาทาน กรรมการผู้จัดการ บริษัท โคตรคูล
คุณโค้ดดี้ - อรรถพล โพธิ์หาญรัตนกุล CEO บริษัท GoodDay
ได้มาร่วมแบ่งปันประสบการณ์การทำงาน ในยุคที่การแข่งทำคอนเทนต์ มีความยากลำบากมากขึ้น เพราะยอดการรับชมลดลง และมีคู่แข่งเพิ่มขึ้นมหาศาล
แล้วอะไรคือทางรอดของครีเอเตอร์ตอนนี้ ?
แล้วอะไรคือทางรอดของครีเอเตอร์ตอนนี้ ?
ในหัวข้อ “THE MILLION CREATOR CLUB ครีเอเตอร์ล้านซับ สิ่งที่เริ่มทำและเลิกทำ เพื่อไปต่อปี 2027” ที่งาน The Secret Sauce Summit 2026
ซึ่งมีหลายประเด็นที่น่าสนใจ และลงทุนแมน จะสรุปให้ฟัง..
- ความยากของการทำคอนเทนต์ในยุคปัจจุบัน
ตอนนี้วงการสื่อเปลี่ยนไปมาก มี AI เข้ามา มีการผลิตคลิปสั้นแนวตั้ง และมีอินฟลูเอนเซอร์หน้าใหม่ที่เป็นเด็ก ๆ เกิดขึ้นจำนวนมาก
ป๋าเต็ด ยอมรับว่ายอดวิวช่องป๋าเต็ด ตกลงอย่างเห็นได้ชัด ในอดีตการทำคลิปจะได้ยอดวิวและรายได้ที่แน่นอน เสมือนเป็น Passive Income แต่ปัจจุบันยอดวิวมีความผันผวน บางคลิปตกลงจนน่าประหลาดใจ
สาเหตุสำคัญไม่ใช่แค่เรื่องอัลกอริทึมแพลตฟอร์มปรับเปลี่ยน แต่เป็นเพราะคนผลิตคอนเทนต์เยอะขึ้นมากจนเกิดการแย่งชิงเวลาสายตา
ซึ่งไม่ใช่แค่แย่งกับช่องอื่น แม้แต่ตัวครีเอเตอร์เอง เวลามีเวลาว่างยังแบ่งเวลาไปดูคลิปคนอื่น อย่างป๋าเต็ดเอง ไม่นานมานี้ ดูคลิปไรเดอร์ Grab ส่งของที่คุยตลก ๆ กับเจ้าของบ้าน
คุณโอ๊ต ปราโมทย์ ก็เห็นด้วย และพูดติดตลกว่า ตอนนี้ทำคอนเทนต์มีแต่ Passive แต่ Income เริ่มไม่มาตาม
คุณบาส Go Went Go บอกว่า ทุกคนที่มีมือถือ สามารถผลิตคอนเทนต์ได้ทั้ง Short-form และ Long-form
ช่อง Go Went Go ปัจจุบันอยู่ในระดับรักษาระดับ (Maintain) ไม่ได้เติบโตเป็นพิเศษ แต่ก็ไม่ได้ตกจนน่าเกลียด ทว่า Energy ที่ต้องใช้ในการคิดและทำคอนเทนต์เพิ่มขึ้นมาก
ช่อง Go Went Go ปัจจุบันอยู่ในระดับรักษาระดับ (Maintain) ไม่ได้เติบโตเป็นพิเศษ แต่ก็ไม่ได้ตกจนน่าเกลียด ทว่า Energy ที่ต้องใช้ในการคิดและทำคอนเทนต์เพิ่มขึ้นมาก
สมัยก่อนทำอะไรคนก็ดู เพราะติดตามตัวบุคคล แต่ปัจจุบันคนเรามีเวลา 24 ชั่วโมงเท่าเดิม หลังหักเวลานอน ทำงาน กินข้าว เหลือเวลาเสพสื่อเพียงไม่กี่ชั่วโมง การลงคลิปจึงต้องผ่านการคิด วิเคราะห์สถิติหลังบ้าน เพื่อให้ได้ "คน + คอนเทนต์ที่น่าสนใจ" ที่ชนะตัวเลือกอื่นได้จริง ๆ
ที่น่าสนใจคือ คุณบาส ได้เปิดเผยสถิติหลังบ้าน ที่ทำให้เห็น Insight พฤติกรรมการรับชมผ่าน Smart TV จอใหญ่
เดิมทีคุณบาสคิดว่า คนดูคลิปท่องเที่ยวผ่านมือถือเป็นหลัก แต่ผลสถิติหลังบ้านพบว่า 75–80% ของผู้ชม ดูผ่าน Smart TV ในแอปพลิเคชัน YouTube
ปัจจัยที่คนดูบน Smart TV มากขึ้น เพราะราคา Smart TV จอใหญ่ (65 นิ้วขึ้นไป) ถูกลง คนจึงเปลี่ยน TV จอใหญ่ในบ้านเพื่อดู Netflix, HBO, YouTube
ซึ่งการดูบน TV ให้ความรู้สึกเอนหลังผ่อนคลาย ต่างจากมือถือที่มี Notification คอยขัดจังหวะ และกดเปลี่ยนแอปได้ง่ายด้วยนิ้วเดียว
อีกทั้งภาพและโปรดักต์บนจอใหญ่ สร้างความรู้สึกกระทบใจผู้ชมได้ดีกว่าจอเล็ก
ตรงนี้สามารถเป็นจุดขายให้กับแบรนด์ต่าง ๆ ที่อยากมาสปอนเซอร์ได้ว่า กลุ่มผู้ชมมีศักยภาพ และมีความโฟกัสตอนดูมากกว่า
ตรงนี้สามารถเป็นจุดขายให้กับแบรนด์ต่าง ๆ ที่อยากมาสปอนเซอร์ได้ว่า กลุ่มผู้ชมมีศักยภาพ และมีความโฟกัสตอนดูมากกว่า
นอกจากนี้ 1 วิว บน TV อาจไม่ใช่แค่ 1 คน
เพราะหมายถึงคนดูหลายคนในบ้าน เช่น พ่อ แม่ ลูก นั่งดูด้วยกัน กลับไปสู่พฤติกรรมการดูทีวีรวมกันในอดีต
เพราะหมายถึงคนดูหลายคนในบ้าน เช่น พ่อ แม่ ลูก นั่งดูด้วยกัน กลับไปสู่พฤติกรรมการดูทีวีรวมกันในอดีต
ทั้งหมดนี้ คุณบาส เลยลงทุนถ่ายวิดีโอเป็น 4K แม้ต้องแลกกับสเปกคอมพิวเตอร์ ฮาร์ดดิสก์ และกล้องที่สูงขึ้น เพื่อให้คนที่ดูผ่าน TV จอใหญ่ ได้รับประสบการณ์คอนเทนต์ที่ดี
แถมช่วยลดการลงไปวิ่งแข่งแย่งชิงยอดวิวบนหน้าจอมือถือเพียงอย่างเดียว
ผลพลอยได้คือ ช่องของคุณบาส ได้ยอดวิวฟรี จากการถูกร้านขาย TV ตามห้างสรรพสินค้า เปิดคลิปเพื่อโชว์ความคมชัด..
- Short-form vs Long-form และการบริหารจัดการ
คุณโอ๊ต ปราโมทย์ มองว่า 2 แพลตฟอร์มนี้ไม่ได้มาแย่งตลาดกันอย่างสิ้นเชิง แต่มาเสริมกัน
โดยเขาจะใช้ Short-form เป็นตัวดึงให้คนมาอยากดู Long-form ต่อ
โดยเขาจะใช้ Short-form เป็นตัวดึงให้คนมาอยากดู Long-form ต่อ
เช่น คอนเทนต์วาไรตี้แบบยาว มีมีม และ Material ตลกเยอะ จึงตัดเป็น Short-form ลงกระจายหลายแพลตฟอร์ม เพื่อดึงคนกลับมาดูคลิปยาวเต็ม
สำหรับรายได้จาก Short-form คุณโอ๊ตบอกว่า Short-form ทำเงินโดยตรงน้อยมากจนเหมือนทำฟรี แต่มันทำหน้าที่สร้าง Reach และขยายฐานผู้ชม
แต่เขามีสร้างช่อง TikTok แยกให้พนักงานเล่นกันเอง เพื่อแสดงเบื้องหลังออฟฟิศ และแฟนคลับติดตามจนสปอนเซอร์เข้าช่องพนักงานโดยตรง จึงนำเอารายได้ทั้งหมด มาแบ่งพนักงานตอนสิ้นปี
ซึ่งคุณโอ๊ต พูดติดตลกอีกว่า พนักงานเลยมีแรงจูงใจไปทำคอนเทนต์ TikTok บ่อยขึ้นมากกว่าทำคลิปบน YouTube
ทางด้านป๋าเต็ด สังเกตว่าผู้ชมใน Facebook ชอบดูไฮไลต์สั้น แต่ดูคลิปยาวไม่จบ ต่างจาก YouTube ที่คนตั้งใจดูคลิปเต็ม 50 นาทีถึง 1 ชั่วโมงขึ้นไป
จึงปรับยุทธศาสตร์ให้ YouTube เป็นพื้นที่ลงคลิปเต็ม (Long-form) ส่วน Facebook ลงเฉพาะคลิปไฮไลต์ (Short-form)
ผลลัพธ์คือ Subscriber ใน Facebook เติบโตแซง YouTube ไปไกล
สรุปว่า Short-form แม้รายได้ตรงจะน้อย แต่ช่วยสร้าง Community ให้เติบโต
- ทลายค่านิยม "ล้านวิว" และหันมามอง "คนหลังจอ" มากขึ้น
คุณโค้ดดี้ GoodDay แนะนำว่า ครีเอเตอร์ควรเลิกยึดติดกับ KPI ล้านวิว เพราะรายการไม่จำเป็นต้องทำยอดวิวเป็นล้านเสมอไป เช่น รายการแนะนำโรงเรียนลูก มีคนดู 10,000 คน แต่มี 5,000 คนที่กำลังหาโรงเรียนจริง ย่อมเกิด Conversion และตรงกลุ่มเป้าหมายมากกว่ารายการล้านวิว ที่ไม่ตรงกลุ่ม
ดังนั้น เราต้องมองให้ออกว่า คนหลังจอเป็นใคร คนที่จะเสพคอนเทนต์ของเรานั้น กำลังทำอะไร และอยู่ใน Mood หรือ Energy แบบไหน
เช่น รายการท่องเที่ยว ที่ดูผ่านจอ TV ใหญ่กลางห้องนั่งเล่น คอนเทนต์ที่ทำต้องมีโทนภาษา และเสียงที่เข้ากับบ้าน เช่น อยู่กับครอบครัว รายการนั้นอาจต้องไม่หยาบคายจนเกินไป
รายการสำหรับคนนั่งกินข้าวคนเดียว, รายการที่คนมักฟังตอนขับรถไปทำงาน หรือรายการที่คนดูในห้องน้ำ
แต่ละรายการ ถ้ามีคนดู หรือกิจกรรมตอนดูต่างกัน คอนเทนต์ก็ควรมีลักษณะการนำเสนอต่างกันด้วย
แต่ละรายการ ถ้ามีคนดู หรือกิจกรรมตอนดูต่างกัน คอนเทนต์ก็ควรมีลักษณะการนำเสนอต่างกันด้วย
นอกจากนี้ยังแนะนำหลักการผลิตคอนเทนต์ ให้ทำน้อยลง แต่ยืดหยุ่นและคุ้มค่าขึ้น เพราะพลังงานคนเรามีจำกัด
อย่างการผลิตชิ้นงานน้อยลงแต่ยืดหยุ่น เช่น วางสคริปต์ให้ถ่ายครั้งเดียวสามารถใช้ได้ทั้ง Long-form และตัดแบ่งลง Short-form ได้ทุกแพลตฟอร์ม
- พลังของ Community และการสร้าง Engagement ที่แท้จริง
คุณโอ๊ต ปราโมทย์ บอกว่า Community ของโคตรคูลมีความแข็งแรงมาก แถมมีศีลเสมอกัน โดยช่องคอมเมนต์มีสายครีเอทีฟ เข้ามาแซวคำและผวนคำ
ซึ่งการมีวิวหลักพัน แต่เป็นพันคนที่พร้อมซัปพอร์ตและซื้อของจริง มีมูลค่าสูงกว่ายอดวิวหลักล้าน แต่ขายได้หลักสิบ
อีกทั้ง Community ยังเป็นเกราะป้องกัน Engagement ของครีเอเตอร์ ในวันที่อัลกอริทึมเปลี่ยนไปตลอดเวลา
คุณบาส Go Went Go ให้มุมมองว่า YouTube ปรับวิธีนับวิวใหม่ (Auto-play หรือเล่นแค่วินาทีแรกก็นับวิว) ทำให้ยอดวิวฉาบฉวยเพิ่มขึ้น แต่ Engaged View (คนที่ตั้งใจดูจริง) สำคัญกว่า
สำหรับเขาแล้ว การดูแล Community คือต้องใส่ใจตอบคอมเมนต์อยู่เสมอ เพื่อให้เกิดการตอบรับและความผูกพันกับสมาชิกใน Community
หนึ่งในวิธีสร้างรายได้จากการมี Community ที่แข็งแรงคือ การ Soft Selling (Unbranded) หรือการขายแบบไม่ต้องพูดขายตรง ๆ เช่น สวมหมวกหรือเสื้อผ้าในคลิป แล้วปล่อยให้คนดูเข้ามาคอมเมนต์ถามเอง
ขณะที่คุณโค้ดดี้ จะไม่มีเวลาตอบคอมเมนต์บ่อย ๆ แต่จะใช้หลักการ ตอบคอมเมนต์ด้วยคอนเทนต์ อย่างการนำ Feedback และความคิดเห็นของผู้ชม มากลั่นกรองเพื่อผลิตเป็นคอนเทนต์ชิ้นถัดไป
- การต่อยอดสู่ On-Ground Events และธุรกิจอื่น ๆ
สาเหตุที่ต้องต่อยอด เพราะตลาดสื่อออนไลน์หนาแน่นและโตยาก
การขยายโอกาสไปสู่ On-ground, สินค้าหรือบริการจริง จึงเป็นทางรอดของครีเอเตอร์ และสื่อ
การขยายโอกาสไปสู่ On-ground, สินค้าหรือบริการจริง จึงเป็นทางรอดของครีเอเตอร์ และสื่อ
อย่างคุณโอ๊ต ปราโมทย์ ก็ให้โคตรคูล จัดงานวิ่งปาร์ตี้ "Re-Run" ร่วมกับ Carnival และเพื่อนฝูง
จนบัตร 3,000 คน สมัครเต็มในวันเดียว
จนบัตร 3,000 คน สมัครเต็มในวันเดียว
ซึ่งมีโมเดลรายได้ 2 ทาง ทั้งรายได้จาก On-ground สปอนเซอร์ (ออกบูธ/แจกสินค้า)
และคลิป Bundle โปรโมตในช่องออนไลน์
และคลิป Bundle โปรโมตในช่องออนไลน์
ส่วนคุณบาส Go Went Go ต่อยอด Personal Branding ไปสู่ธุรกิจร้านอาหารและร้านกินดื่มเกือบ 10 ร้าน เช่น Repeat Ari, Tonic Ekkamai ฯลฯ
รวมถึงใช้ Personal Branding สื่อสารและรับฟีดแบกจริงจากลูกค้า
โดยตอนนี้ ครีเอเตอร์และสื่อต่าง ๆ ก็กำลังขยายธุรกิจไปทำอย่างอื่นมากขึ้น เช่น ขยายไปจัดงานเด็ก, งานสัมมนาใหญ่ และการผลิตสินค้า หรือโปรดักต์ของแบรนด์ตนเอง
สรุปแล้ว หัวใจสำคัญของการทำคอนเทนต์ยุคนี้ ไม่ใช่แค่การวิ่งไล่ตามยอดวิว หรือค่านิยมล้านวิว
เพราะสิ่งที่สำคัญกว่า คือการเข้าใจคนหลังจอ คนที่เป็นกลุ่มเป้าหมายของเรา ในมิติของการใช้ชีวิต ให้ลึกซึ้งกว่าเดิม
การสร้าง Community ที่แข็งแรง และมีศีลเสมอกัน
รวมถึงการต่อยอดสินทรัพย์จากสื่อออนไลน์ไปสู่ ธุรกิจ สินค้า และประสบการณ์จริง..
รวมถึงการต่อยอดสินทรัพย์จากสื่อออนไลน์ไปสู่ ธุรกิจ สินค้า และประสบการณ์จริง..