ขายของออนไลน์ ต้องรู้เรื่องภาษีและบัญชีอะไรบ้าง?

ขายของออนไลน์ ต้องรู้เรื่องภาษีและบัญชีอะไรบ้าง?

ข่าวประชาสัมพันธ์..
ขายของออนไลน์ ต้องรู้เรื่องภาษีและบัญชีอะไรบ้าง?
คนที่เริ่มขายของออนไลน์ส่วนใหญ่สนใจแค่เรื่องสินค้า การตลาด และยอดขาย แต่มักลืมไปว่าเรื่อง "ภาษี" และ "บัญชี" จะตามมาทันทีที่เริ่มมีรายได้ หลายคนมารู้ตัวตอนที่โดนสรรพากรเรียกตรวจ หรือรายได้เกิน 1.8 ล้านแล้วยังไม่ได้จด VAT
บทความนี้จะเรียงลำดับทุกเรื่องที่คนขายของออนไลน์ต้องรู้ ตั้งแต่เริ่มขาย จนถึงรายได้หลักล้าน
รายได้เท่าไรถึงต้องเสียภาษี?
หลายคนเข้าใจผิดว่า "ขายออนไลน์ไม่ต้องเสียภาษี" แต่ความจริงคือรายได้จากการขายของออนไลน์ถือเป็นเงินได้ที่ต้องเสียภาษีตามกฎหมาย เหมือนรายได้ทุกประเภท
• รายได้เกิน 60,000 บาทต่อปี มีหน้าที่ต้องยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด.90) แม้ว่าคำนวณแล้วอาจไม่ต้องจ่ายภาษี แต่ก็ต้องยื่นแบบ
• เงินได้สุทธิเกิน 150,000 บาทต่อปี เริ่มเสียภาษีเงินได้จริง ตามอัตราขั้นบันได 5% ถึง 35%
• รายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ภายใน 30 วัน
สิ่งสำคัญคือ เกณฑ์ 1.8 ล้านนับจาก "รายรับรวม" ไม่ใช่ "กำไร" แปลว่าถึงแม้ขายแล้วกำไรน้อยมาก แต่ถ้ายอดขายรวมทั้งปีเกิน 1.8 ล้าน ก็ต้องจด VAT
อ่านรายละเอียดการจดทะเบียน VAT ได้ที่ จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ต้องทำอะไรบ้าง
จด VAT แล้วต้องทำอะไรบ้าง?
เมื่อจดทะเบียน VAT แล้ว หน้าที่ที่ตามมาคือ
• เก็บ VAT 7% จากลูกค้า ราคาขายต้องรวม VAT หรือแยก VAT ให้ชัดเจน ตัวอย่าง ถ้าขายสินค้าราคา 1,000 บาท ต้องบวก VAT อีก 70 บาท รวมเป็น 1,070 บาท หรือจะตั้งราคา 1,000 บาทรวม VAT แล้วก็ได้ แต่ต้องแยกยอดให้ถูกต้อง
• ออกใบกำกับภาษี ทุกครั้งที่มีการขายให้ลูกค้าที่ต้องการใบกำกับภาษี
• ยื่น ภ.พ.30 ทุกเดือน ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป สรุปภาษีขายหักภาษีซื้อ ถ้าภาษีขายมากกว่าต้องนำส่งส่วนต่างให้สรรพากร ถ้าภาษีซื้อมากกว่าก็ขอคืนหรือเก็บเป็นเครดิตยกไปเดือนถัดไปได้
• จัดทำรายงานภาษีซื้อและภาษีขาย เก็บเอกสารไว้อย่างน้อย 5 ปี
ข้อดีของการจด VAT คือ สามารถนำภาษีซื้อ (VAT ที่จ่ายให้ supplier หรือค่าธรรมเนียม platform) มาหักกับภาษีขายได้ ทำให้ภาษีที่ต้องจ่ายจริงน้อยลง
ถ้าไม่จด VAT ทั้งที่รายได้เกินเกณฑ์ จะถูกเรียกเก็บ VAT ย้อนหลัง บวกเบี้ยปรับ 2 เท่า และเงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือน
ค่าธรรมเนียม platform ต้องบันทึกบัญชีด้วย
คนขายของออนไลน์ผ่าน Shopee, Lazada หรือ TikTok Shop จะถูกหักค่าธรรมเนียมหลายรายการก่อนได้รับเงิน ค่าธรรมเนียมเหล่านี้ถือเป็น "ค่าใช้จ่ายทางธุรกิจ" ที่นำไปหักภาษีได้ แต่ต้องบันทึกบัญชีให้ถูกต้อง
ค่าธรรมเนียมที่ต้องบันทึก เช่น ค่า Commission ที่ platform หักจากยอดขาย ค่า Payment Fee สำหรับการรับชำระเงิน ค่าโปรโมท (Shopee Ads, Lazada Sponsored) และค่าจัดส่งที่ถูกหักจากยอดขาย
ตัวอย่าง ถ้าขายสินค้าบน Shopee ราคา 1,000 บาท ค่าส่ง 40 บาท platform อาจหัก Commission 70 บาท บวก VAT อีก 4.90 บาท เงินที่ได้รับจริงประมาณ 965 บาท ส่วนต่าง 75 บาทนี้ต้องบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายในบัญชี
อ่านวิธีคำนวณค่าธรรมเนียมครบทุกรายการได้ที่ ค่าธรรมเนียม Shopee 2569 ผู้ขายจ่ายอะไรบ้าง
ค่าโฆษณา Facebook Ads, Google Ads ต้องเสีย VAT ด้วย
เรื่องที่คนขายของออนไลน์มักไม่รู้คือ เมื่อจ่ายค่าโฆษณาให้ Facebook หรือ Google ซึ่งเป็นบริษัทต่างประเทศ ผู้ซื้อในไทยมีหน้าที่ต้องนำส่ง VAT 7% แทนผู้ขาย โดยยื่นแบบ ภ.พ.36
ตัวอย่าง ถ้าจ่ายค่า Facebook Ads เดือนละ 10,000 บาท ต้องนำส่ง VAT อีก 700 บาทต่อเดือน ถ้าไม่ยื่นจะโดนเบี้ยปรับและเงินเพิ่มย้อนหลัง
นอกจาก Facebook และ Google แล้ว ค่าสมาชิกซอฟต์แวร์ต่างประเทศ เช่น Canva, Zoom, Shopify ก็เข้าข่ายต้องยื่น ภ.พ.36 เช่นกัน
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ภ.พ.36 คืออะไร ใครต้องยื่น
ขายของออนไลน์ต้องจดทะเบียนการตลาดแบบตรงด้วย
นอกจากเรื่องภาษีแล้ว ร้านค้าที่ขายสินค้าผ่าน Shopee, Lazada, Facebook, TikTok หรือเว็บไซต์ของตัวเอง ยังต้องจดทะเบียนการตลาดแบบตรงกับสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ด้วย
เหตุผลคือ การขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ถือเป็น "การตลาดแบบตรง" ตามกฎหมาย เพราะผู้ขายสื่อสารกับผู้ซื้อโดยตรงโดยไม่ผ่านหน้าร้าน
ถ้าไม่จดทะเบียน มีโทษปรับสูงสุด 100,000 บาท และจำคุกไม่เกิน 1 ปี
นำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ ต้องเสียภาษีอะไรบ้าง?
สำหรับร้านค้าออนไลน์ที่สั่งสินค้าจากจีนหรือต่างประเทศมาขาย ตั้งแต่ปี 2569 สินค้านำเข้าทุกชิ้นต้องเสียภาษี ไม่ว่ามูลค่าจะเท่าไร (เดิมยกเว้นสินค้าไม่เกิน 1,500 บาท)
ภาษีที่ต้องจ่ายประกอบด้วย อากรขาเข้า (ตามพิกัดศุลกากรของสินค้าแต่ละประเภท) และ VAT 7% คิดจากราคาสินค้ารวมค่าขนส่งรวมอากรขาเข้า
ค่าภาษีนำเข้าเหล่านี้ถือเป็นต้นทุนสินค้าที่ต้องบันทึกในบัญชี และนำไปหักภาษีได้
อ่านวิธีคำนวณภาษีนำเข้าพร้อมตัวอย่างได้ที่ ภาษีนำเข้า คืออะไร? อัตราเท่าไร
ทำไมต้องทำบัญชีตั้งแต่เริ่มขาย?
คนขายของออนไลน์หลายคนเริ่มจากขายเล็กๆ ไม่ได้ทำบัญชีอะไรเลย พอยอดขายเริ่มโตก็เริ่มสับสนว่า กำไรจริงเท่าไร ค่าธรรมเนียม platform หักไปเท่าไร ค่าโฆษณาจ่ายไปเท่าไร สต็อกเหลืออยู่เท่าไร
ปัญหาเหล่านี้แก้ได้ด้วยการทำบัญชีตั้งแต่เริ่มต้น ไม่ต้องรอจนรายได้เกินล้าน แค่แยกรายรับรายจ่ายให้ชัดเจน ก็จะเห็นตัวเลขกำไรจริงและตัดสินใจได้ถูกต้อง
สิ่งที่ต้องบันทึกเป็นประจำ เช่น ยอดขายแยกตามแต่ละ platform ค่าธรรมเนียมที่ถูกหัก ค่าโฆษณา ค่าจัดส่ง ต้นทุนสินค้า และสต็อกคงเหลือ ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้รู้ว่าสินค้าตัวไหนกำไรจริง ตัวไหนขายแล้วขาดทุนเมื่อรวมค่าธรรมเนียมและค่าโฆษณาเข้าไป
โปรแกรมบัญชีออนไลน์ที่เชื่อมต่อกับ Shopee, Lazada และ Facebook ช่วยลดงาน manual ได้มาก เพราะระบบนำเข้ารายการขายพร้อมค่าธรรมเนียมแต่ละรายการเข้าบัญชีให้เลย ไม่ต้องคีย์เอง
อ่านเทคนิคจัดการบัญชีสำหรับร้านค้าออนไลน์เพิ่มเติมได้ที่ 4 เทคนิคการจัดการระบบบัญชีร้านค้าออนไลน์
สรุป: checklist สำหรับคนขายของออนไลน์
ทดลองใช้งาน PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ที่เชื่อมต่อกับ Shopee, Lazada และ Facebook ดึงรายการขายเข้าระบบอัตโนมัติ ทดลองใช้ฟรี 30 วัน PEAK Call Center: 1485 LINE: @peakaccount
คำถามที่พบบ่อย
ขายของออนไลน์เป็นงานเสริม ต้องเสียภาษีไหม?
ต้อง รายได้จากการขายของออนไลน์จัดเป็นเงินได้ประเภท 40(8) ไม่ว่าจะเป็นงานหลักหรืองานเสริม ถ้ามีรายได้ส่วนนี้ต้องยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาทุกปี สามารถหักค่าใช้จ่ายตามจริงหรือหักเหมา 60% ก็ได้ เลือกแบบไหนที่ประหยัดกว่า
ขายบน Shopee แล้ว Shopee ส่งข้อมูลให้สรรพากรไหม?
ส่ง ตั้งแต่ปี 2562 สถาบันการเงินและผู้ให้บริการ e-Payment ต้องส่งข้อมูลธุรกรรมให้กรมสรรพากร หากมียอดฝากหรือรับโอนเข้าบัญชีรวมเกิน 3,000 ครั้งต่อปี หรือ 400 ครั้งและยอดเกิน 2 ล้านบาทต่อปี ดังนั้นสรรพากรมีข้อมูลอยู่แล้วว่าใครขายของได้เท่าไร
ยังไม่ได้จดบริษัท ต้องทำบัญชีไหม?
ไม่บังคับตามกฎหมาย แต่แนะนำให้ทำ เพราะถ้าไม่ทำบัญชีจะไม่รู้ว่ากำไรจริงเท่าไร ค่าใช้จ่ายจมอยู่ตรงไหน และรายได้ใกล้ถึงเกณฑ์ 1.8 ล้านหรือยัง ข้อมูลเหล่านี้สำคัญต่อการตัดสินใจว่าจะจดบริษัทหรือจด VAT เมื่อไร
ขายหลาย platform ต้องแยกบัญชีแต่ละ platform ไหม?
ไม่ต้องแยก ยื่นภาษีรวมเป็นเงินได้ก้อนเดียว แต่ควรแยกบันทึกบัญชีรายรับรายจ่ายตาม platform เพื่อให้เห็นว่า platform ไหนกำไรจริง platform ไหนขายดีแต่ค่าธรรมเนียมกินกำไรหมด ข้อมูลนี้ช่วยให้ตัดสินใจได้ว่าควรเน้นขายที่ไหน
รายได้ใกล้ถึง 1.8 ล้าน ควรทำอะไรก่อน?
เริ่มหาสำนักงานบัญชีหรือโปรแกรมบัญชีไว้ล่วงหน้า เพราะเมื่อรายได้เกินเกณฑ์ ต้องจด VAT ภายใน 30 วัน แล้วต้องยื่น ภ.พ.30 ทุกเดือนทันที ถ้ายังไม่มีระบบบัญชีรองรับ จะวุ่นวายมาก ควรเตรียมตัวตั้งแต่รายได้ถึง 1.5 ล้าน
---------------
ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาท
คลิก https://www.peakaccount.com (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
PEAK Call Center : 1485
LINE : @peakaccount
สอบถามเพิ่มเติม คลิก https://m.me/peakengine
© 2026 Longtunman. All rights reserved. Privacy Policy.
Blockdit Icon