97% ของธุรกิจครอบครัวไปไม่ถึงรุ่นที่ 4 ทำอย่างไรให้ธุรกิจครอบครัวส่งต่อถึงรุ่นต่อไปได้

97% ของธุรกิจครอบครัวไปไม่ถึงรุ่นที่ 4 ทำอย่างไรให้ธุรกิจครอบครัวส่งต่อถึงรุ่นต่อไปได้

ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง x KBank Private Banking
โลกกำลังอยู่ในยุคของ The Great Wealth Transfer ปรากฏการณ์ที่ทรัพย์สิน รวมทั้งธุรกิจครอบครัวของกลุ่มผู้มีความมั่งคั่งสูงทั่วโลก ที่คาดการณ์กันว่าจะมีมูลค่าสูง ถึง 1,800 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ กำลังจะถูกส่งต่อสู่คนรุ่นถัดไป ภายใน 2 ทศวรรษข้างหน้า
ยิ่งถ้าคนยุคนี้ มีอายุยืนยาวขึ้น เรื่องนี้คงไม่ได้เกี่ยวข้องแค่รุ่นพ่อส่งต่อรุ่นลูกเหมือนเคย
แต่รวมไปถึงการส่งต่อข้ามรุ่น อย่างรุ่นปู่ไปสู่รุ่นหลาน ทำให้การสื่อสารและการทำงานในธุรกิจครอบครัวมีความท้าทายมากยิ่งขึ้น และอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกมหาศาลเพราะอย่าลืมว่ากว่า 70% ของธุรกิจในโลก ล้วนเป็นธุรกิจครอบครัว
แต่สถิติที่น่าตกใจคือ ธุรกิจครอบครัวกว่า 97% สูญหายไประหว่างทางของการส่งต่อ
เหลือเพียง 3% ที่สามารถเดินทางถึงรุ่นที่ 4 ได้สำเร็จ
"อะไรทำให้ธุรกิจครอบครัวส่วนใหญ่ไปไม่รอด"
แล้ว ธุรกิจครอบครัวคนไทย จะก้าวข้ามความท้าทายนี้ได้อย่างไร ?
ลงทุนแมนจะสรุปให้ฟัง
คุณพีระพัฒน์ เหรียญประยูร Managing Director, Family Wealth Solution Head – Estate Planning, Private Banking Group ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยมุมมองที่น่าสนใจว่า
ถ้ามองในมุมของธุรกิจครอบครัวไทย ต้องยอมรับว่า 3 เรื่องหลัก ๆ ที่ต้องเตรียมรับมือก็คือ
1 ช่องว่างระหว่างเจเนอเรชัน ทั้งการสื่อสารและแนวคิดธุรกิจ
เพราะลูกหลานคนไทยมักไปเรียนต่างประเทศ จึงมีวิธีคิดและการใช้เทคโนโลยีต่างจากคนไทยรุ่นก่อน
ทำให้การทำงานร่วมกันระหว่างเจเนอเรชันมีความท้าทาย และเกิดความขัดแย้งได้ง่าย
2. การไม่มีแผนการส่งต่อธุรกิจ ครอบครัวไทยในปัจจุบันส่วนใหญ่ยังไม่มีแผนการส่งต่อธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม จึงทำให้การรับช่วงต่อธุรกิจอาจสะดุดหยุดขัดได้ ในขณะที่ครอบครัวที่ทำธุรกิจในชาติตะวันตก มีแผนการส่งต่อที่ธุรกิจอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดไว้ในกติกาครอบครัว มีการฟูมฟักให้ลูกหลานมีความใกล้ชิดและรู้สึกผูกพันกับธุรกิจครอบครัว มีการเตรียมพร้อมให้ลูกหลานได้เรียนรู้ธุรกิจครอบครัว ตลอดจนแผนสำรองในกรณีที่ไม่มีลูกหลานเข้ามาทำธุรกิจหรือลูกหลานมีคุณสมบัติไม่พอ เช่น การใช้มืออาชีพเข้ามาช่วยบริหารธุรกิจแทน การมีแผนเหล่านี้จะทำให้ช่วงการส่งต่อธุรกิจมีความราบรื่น ลูกหลานมีทางเลือกในการกลับมาทำธุรกิจที่บ้านหรือทำอย่างอื่นที่ตนเองชอบ ในขณะที่ธุรกิจครอบครัวยังเดินต่อไปได้
3. ธุรกิจไทยเข้าสู่ยุคการปฏิวัติอุตสาหกรรมด้วย AI บางธุรกิจอาจจะรับมือกับความเปลี่ยนแปลงไม่ทัน ทำให้ธุรกิจมาถึงจุดขาลง (Sunset)
พอเป็นแบบนี้ เลยทำให้ธุรกิจครอบครัวไทยหันกลับมามองแค่เรื่องการส่งต่อมรดกอย่างเดียวไม่ได้ แต่ควรมองให้ลึกไปจนถึงความอยู่รอดของธุรกิจครอบครัวในระยะยาว
แล้ว Keyword สำคัญที่จะทำให้ธุรกิจครอบครัวไทยอยู่รอดในระยะยาวคืออะไร ?
สังเกตง่าย ๆ ถ้าเป็นการแบ่งมรดกจะตอบคำถามแค่ว่า ทรัพย์สินก้อนนี้จะแบ่งให้ใคร และมีความยุติธรรมไหม
แต่ถ้าเป็นการบริหารสินทรัพย์ครอบครัวแท้จริง จะเป็นการจัดการองค์รวม (Comprehensive Wealth Management) เพื่อให้สมาชิกสามารถอยู่ร่วมกัน และแบ่งปันผลประโยชน์อย่างเป็นระบบ เช่น
- การตั้งกติกาครอบครัว เพื่อให้อยู่ร่วมกันอย่างมีระเบียบ
- การวางโครงสร้างการถือครองทรัพย์สินให้มีประสิทธิภาพสูงสุด
- การวางแผนส่งต่อ การบริหารความเสี่ยง และการจัดการเรื่องภาษี
พูดง่าย ๆ ก็คือ ต้องจัดการทั้ง “ทรัพย์สิน” และ “ครอบครัว” ให้เดินหน้าไปพร้อมกัน
เพื่อสร้างรากฐานและโครงสร้างให้แข็งแกร่ง เพื่อรักษากงสีและผลประโยชน์ของตระกูลอย่างยั่งยืน
ที่สำคัญ ธุรกิจครอบครัวจะอยู่รอดอย่างยั่งยืนต่อไปได้แบบไม่มีสะดุด
ทุกเจเนอเรชันต้องทำ 3 สิ่งนี้ให้สำเร็จไปเรื่อย ๆ ทั้งการเก็บรักษาสิ่งที่สร้างมา, การสร้างความเติบโตให้ชนะเงินเฟ้อและค่าใช้จ่ายต่างๆ และการส่งต่ออย่างราบรื่น นั่นเอง
อย่างไรก็ตาม แม้หลายคนจะเข้าใจหลักการของการบริหารสินทรัพย์ครอบครัว
แต่ก็ต้องยอมรับว่า การลงมือทำจริง ๆ ก็ไม่ใช่เรื่องที่ง่ายเลย..
หลายคนเข้าใจว่าการส่งต่อธุรกิจ คือการหาคนมารับไม้ต่อ
แต่ในความเป็นจริง ธุรกิจครอบครัวที่อยู่รอดข้ามรุ่นได้
มักไม่ได้พึ่งพา "คน" แต่พึ่งพา "ระบบ"
นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ธุรกิจครอบครัวชั้นนำทั่วโลกจำนวนมาก
พยายามเปลี่ยนผ่านจาก Family Business ไปสู่ Family Enterprise
หรือองค์กรที่สามารถขับเคลื่อนต่อได้แม้วันหนึ่งผู้ก่อตั้งจะวางมือ
โดยมีการกำหนดบทบาทและความรับผิดชอบที่ชัดเจน แยกความเป็นเจ้าของออกจากการบริหาร
สร้างระบบกำกับดูแล วางแผนสืบทอดผู้บริหาร และพัฒนากระบวนการทำงานที่ไม่ยึดติดกับบุคคลใดบุคคลหนึ่ง
เพราะการส่งต่อที่ประสบความสำเร็จ ไม่ได้วัดจากการส่งมอบหุ้นหรือทรัพย์สิน
แต่คือการทำให้ธุรกิจยังสามารถเติบโตต่อได้ในรุ่นถัดไป
KBank Private Banking ธนาคารกสิกรไทย นับเป็นผู้ให้บริการบริหารความมั่งคั่งแรก ๆ ในประเทศไทย ที่มองเห็นปัญหาเหล่านี้ เเละเริ่มเข้ามาให้บริการในการบริหารจัดการและเตรียมความพร้อมเพื่อส่งต่อธุรกิจครอบครัวอย่างจริงจัง
ไม่ใช่แค่การสร้างทีมงานที่มีความเชี่ยวชาญหลากหลาย พร้อมประสบการณ์กว่า 10 ปี
แต่ยังมีพาร์ตเนอร์ทั้งสำนักงานกฎหมาย ผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีและภาษี ฯลฯ ทั้งในประเทศ (Onshore) และต่างประเทศ (Offshore) หนึ่งในนั้นก็คือ Lombard Odier นั่นเอง
รู้หรือไม่ว่า Lombard Odier เป็นไพรเวตแบงก์จากสวิตเซอร์แลนด์ มีอายุกว่า 230 ปี
และมีความเชี่ยวชาญด้านการดูแลธุรกิจครอบครัวในยุโรปที่ส่งต่อความมั่งคั่งกันมาไม่ต่ำกว่า 4-5 เจเนอเรชัน
ปัจจุบัน Lombard Odier ยังคงบริหารงานในรูปแบบธุรกิจครอบครัว (ห้างหุ้นส่วน)
โดยมีเจ้าของเป็นทายาทของตระกูลผู้ก่อตั้ง และไม่ได้นำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ (บริษัทมหาชน)
สะท้อนถึงความแข็งแกร่งในการรักษากงสี และการส่งต่อธุรกิจในครอบครัวได้อย่างยาวนาน
และยังเป็นสถาบันแรกในโลก ที่เริ่มเน้นการลงทุนโดยยึด “ความเสี่ยง” เป็นที่ตั้งมากกว่าการมองหาแค่ผลตอบแทนเพียงอย่างเดียว
ถ้าจะให้ตัวอย่างความเชี่ยวชาญเชิงลึกในด้านระบบนิเวศครอบครัวของ Lombard Odier
ก็อย่างเช่น การร่างธรรมนูญครอบครัว ซึ่งธุรกิจครอบครัวยุโรปมีมานานกว่า 60-100 ปีแล้ว ไม่นับรวมทั้งการบริหารความเสี่ยง, การวางแผนภาษีมรดก, การทำสาธารณกุศลของครอบครัวผ่านมูลนิธิ ฯลฯ
ซึ่งองค์ความรู้ระดับสากลเหล่านี้เอง
KBank Private Banking ธนาคารกสิกรไทย นำมาปรับใช้ทั้งในแง่ของการบูรณาการความรู้ระดับโลกให้เข้ากับบริบทของคนไทย และการลงมือปฏิบัติได้จริง
ประกอบกับ KBank Private Banking ธนาคารกสิกรไทยเอง ก็มีกระบวนการทำงาน 3 ขั้นตอนที่เน้นผลลัพธ์จริง หรือ Practical Approach ไม่ใช่แค่ให้คำแนะนำ แต่กำลังช่วยธุรกิจครอบครัวไทยให้ลงมือทำได้จริง
- การให้ความรู้ เพื่อให้ครอบครัวเข้าใจความสำคัญและเป้าหมายร่วมกัน
- การวิเคราะห์และวางแผน เพื่อประเมินความกังวลของครอบครัว และจัดลำดับสิ่งที่ต้องทำก่อนหลัง
- การลงมือปฏิบัติ โดยจะคอยดูแลครอบครัวในการนำแผนไปปฏิบัติจริง
ทีนี้เมื่อ Lombard Odier สถาบันการเงินเก่าแก่ระดับโลก ร่วมมือกับ KBank Private Banking ธนาคารกสิกรไทยที่มีประสบการณ์การให้บริการให้ลูกค้าบุคคลสินทรัพย์สูงในไทยนานกว่า 10 ปี
คงปฏิเสธไม่ได้เลยว่า คนที่ได้รับประโยชน์สูงสุดก็คือ ธุรกิจครอบครัวไทย นั่นเอง
มากไปกว่านั้น KBank Private Banking ธนาคารกสิกรไทย ยังได้ยกตัวอย่าง 4 เคสที่น่าสนใจ
ที่มักจะกลายมาเป็น “กับดัก” ของธุรกิจครอบครัวไทยส่วนใหญ่ อีกด้วย
- เคสที่ 1 จำเป็นต้องนำธุรกิจเข้าตลาดหลักทรัพย์
เพราะต้องการให้เกณฑ์ของ ก.ล.ต. มาบังคับให้ครอบครัวมีระบบระเบียบ โดยไม่ได้ต้องการระดมเงินทุน
ซึ่งจริง ๆ แล้ว ธุรกิจครอบครัวไทยสามารถจัดการระบบให้เป็นมืออาชีพได้ โดยไม่ต้องไปแบ่งหุ้นหรือกำไรให้บุคคลภายนอก
- เคสที่ 2 ลูกหลานไม่ผูกพันกับธุรกิจครอบครัว
เพราะส่งลูกหลานไปเรียนต่างประเทศ จึงไม่เกิดความรู้สึกผูกพันหรือภูมิใจในฐานะเจ้าของธุรกิจ
หลายครอบครัวต้องยอมขายธุรกิจทิ้งไป หรือต้องให้คนนอกเข้ามาบริหารต่อโดยที่ลูกหลานไม่ได้สืบทอดกิจการ
- เคสที่ 3 ขอแยกตัวออกจากกงสีอย่างสันติ
เพราะแนวคิดของคนรุ่นใหม่ต้องการความเป็นอิสระ ไม่ต้องการถูกผูกมัดจากธุรกิจครอบครัว และไม่ได้มีความขัดแย้งกับครอบครัว การวางแผนแยกทรัพย์สินออกมาอย่างเป็นระบบ จึงสำคัญต่อการรักษาความสัมพันธ์ในครอบครัวอย่างมาก
- เคสที่ 4 มรดกขาดสภาพคล่อง
เพราะธุรกิจครอบครัวไทยมักจะมีมรดกในรูปแบบของอสังหาริมทรัพย์และที่ดิน
ซึ่งเป็นทรัพย์สินที่ขาดสภาพคล่อง เปลี่ยนเป็นเงินสดได้ยาก ลูกหลานยังต้องรับภาระภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเป็นประจำทุกปี ทำให้ลูกหลานต้องขายทรัพย์มรดกที่เป็นที่ดินไปด้วยราคาที่ถูกกด เพื่อหาเงินมาเป็นค่าใช้จ่ายในเรื่องภาษีที่ดินฯ ภาษีมรดก ตลอดจนค่าใช้จ่ายอื่นๆ
นอกจากนี้ ยังมีสถิติระดับโลกที่เกี่ยวข้องกับอัตราการรอดชีวิตของธุรกิจครอบครัว 4 เจเนอเรชันด้วยว่า
ภาพรวมทั่วโลกมีค่าเฉลี่ยการส่งต่อธุรกิจครอบครัวต่อจากรุ่นที่ 1 ไปยังรุ่นที่ 2 เหลือเพียง 50% และจะอยู่รอดแค่ 4-8% เมื่อส่งต่อไปถึงรุ่นที่ 4
สิ่งที่น่ากลัวคือ อัตราการรอดชีวิตของธุรกิจครอบครัวไปจนถึงรุ่นที่ 4 ของประเทศไทย กลับถูกคาดการณ์ว่าอาจจะเหลือเพียง 3% ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลกเสียอีก
สุดท้ายนี้ถ้าถามว่าอะไรคือ สัญญาณชี้ชัดว่า ธุรกิจครอบครัวไทยควรเริ่มใส่ใจประเด็นนี้อย่างจริงจัง
KBank Private Banking ธนาคารกสิกรไทย แนะนำให้ลองถามตัวเองง่าย ๆ ว่า..
สิทธิ หน้าที่ และบทบาทของตัวเราเอง ในฐานะสมาชิกครอบครัวและธุรกิจคืออะไร ?
แล้วอนาคตของตัวเราเอง อยู่ตรงไหน ?
ถ้าใครยังหาคำตอบไม่ได้
นั่นคือสัญญาณอันตราย สะท้อนว่าธุรกิจครอบครัวของเรายังไม่มีโครงสร้างที่มั่นคง
ซึ่งจำเป็นต้องทำอย่างเร่งด่วน ทั้งการเริ่มต้นวางแผน, จัดทำกติการ่วมกัน และวางรากฐานธุรกิจครอบครัว
เพราะการปล่อยให้เกิดความคลุมเครือ
มักจะนำไปสู่ความขัดแย้งภายในธุรกิจครอบครัวระยะยาวในอนาคต..
ติดตามรายละเอียดบริการบริหารสินทรัพย์ครอบครัว จาก KBank Private Banking ธนาคารกสิกรไทย ได้ที่ https://www.kasikornbank.com/k_4xQ19NQ
© 2026 Longtunman. All rights reserved. Privacy Policy.
Blockdit Icon