
จีนคุมเข้ม ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ สกัดกั้น “คนเก่ง และเศรษฐี” ออกนอกประเทศ
การเคลื่อนย้ายเงินทุนและภาวะสมองไหล ถือเป็นความท้าทายใหญ่ที่หลายประเทศต้องเผชิญ
สำหรับประเทศมหาอำนาจอย่างจีน ทรัพยากรที่มีค่ามากที่สุดสองอย่างในยุคนี้ คือเงินทุน และบุคลากรที่มีความสามารถ
สำหรับประเทศมหาอำนาจอย่างจีน ทรัพยากรที่มีค่ามากที่สุดสองอย่างในยุคนี้ คือเงินทุน และบุคลากรที่มีความสามารถ
ล่าสุด ทางการจีนได้ออกกฎระเบียบควบคุมพรมแดน หรือกฎระเบียบว่าด้วยการบริหารการเข้า-ออกประเทศฉบับใหม่ ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา เพื่อสกัดกั้นไม่ให้ทรัพยากรสำคัญเหล่านี้ไหลออกนอกประเทศ
กฎระเบียบใหม่นี้มีรายละเอียดอย่างไร และส่งผลกระทบต่อใครบ้าง ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
หลายปีที่ผ่านมา การจำกัดการเดินทางไปต่างประเทศของจีน มักบังคับใช้กับเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูง หรือผู้บริหารรัฐวิสาหกิจ ที่สามารถเข้าถึงข้อมูลความลับได้
ในวันนี้กฎระเบียบใหม่ได้ขยายขอบเขตที่ชัดเจนขึ้น ในการจำกัดการเดินทางของบุคคลในภาคเทคโนโลยี และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติ
ทำให้การสั่งห้ามเดินทางที่เคยเป็นเพียงมาตรการเฉพาะกิจ กลายเป็นเครื่องมือถาวร ที่เปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่บังคับใช้ได้อย่างเต็มที่
เป้าหมายของเรื่องนี้ คือการรั้งคนเก่งและเม็ดเงินให้อยู่ในประเทศ เพื่อใช้เป็นฟันเฟืองขับเคลื่อนนวัตกรรมและเศรษฐกิจ ในยุคที่จีนต้องแข่งขันกับสหรัฐฯ อย่างดุเดือด
หากเจาะลึกลงไป จะพบว่ามี 2 กลุ่มหลักที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากกฎใหม่นี้
1. ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี
โดยเจ้าหน้าจีนที่มีอำนาจทางกฎหมาย ในการสั่งห้ามพลเมืองจีนออกนอกประเทศได้ทันที หากประเมินว่าการเดินทางนั้นอาจละเมิดกฎหมายควบคุมการส่งออก หรือเกี่ยวข้องกับการถ่ายทอดเทคโนโลยี ที่กระทบต่อความมั่นคงของชาติ
โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและยุทธศาสตร์ เช่น แร่หายาก แบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า และแผงโซลาร์เซลล์
นอกจากนี้ หากพลเมืองรายใดกระทำผิดกฎหมายในต่างประเทศที่ส่งผลเสียต่อความมั่นคงของชาติ อาจถูกสั่งห้ามออกนอกประเทศนาน 6 เดือน ถึง 3 ปี
ความเข้มงวดนี้ถึงขั้นทำให้ไต้หวัน ต้องออกโรงเตือนพลเมืองที่ทำงานในภาคเทคโนโลยี ให้ระมัดระวังเป็นพิเศษ เมื่อเดินทางเข้าจีน
2. กลุ่มผู้มีความมั่งคั่ง และคนทำงานด้านการเงิน
กฎใหม่เพิ่มแรงกดดันต่อกลุ่มผู้มีความมั่งคั่ง รวมถึงบริษัทนายหน้าและนายธนาคารที่ ช่วยจัดการย้ายถิ่นฐานและเงินทุน
บริษัทต่างชาติจะถูกห้ามไม่ให้ให้บริการด้านการย้ายถิ่นฐานในเขตจีนแผ่นดินใหญ่ ส่วนเอเจนซีที่ขึ้นทะเบียน ก็ต้องคอยรายงานข้อมูล หากพบว่ามีพนักงานรัฐหรือทหารลักลอบขอสัญชาติอื่น
ซึ่งการบังคับใช้กฎที่เข้มงวดนี้ ยังส่งผลต่อพฤติกรรมของ Private Banker ที่ช่วยลูกค้าชาวจีนผู้มั่งคั่ง นำเงินออกไปลงทุนหรือถือครองในต่างประเทศแล้ว
- ผู้จัดการกองทุนในสิงคโปร์รายหนึ่ง ต้องเปลี่ยนชื่อเรียกงานสัมมนาการลงทุน ให้กลายเป็น "งานนิทรรศการเครื่องประดับ" แทน เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกเพ่งเล็ง
- นายธนาคารบางคน เลือกที่จะเดินทางเข้าจีนโดยไม่พกเอกสารข้อมูลสำคัญของลูกค้า แต่ใช้วิธีส่งเอกสารผ่านบริษัทพัสดุข้ามประเทศแทน เพื่อป้องกันการถูกสุ่มตรวจที่ด่านศุลกากร
นอกจากการคุมเข้มเรื่องคน ทางการจีนยังกางตาข่ายดักจับความมั่งคั่งผ่านกลไกทางภาษีไปพร้อมกัน
ในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา จีนได้เรียกเก็บภาษีเงินได้ 20% สำหรับสินทรัพย์ที่ถูกโอนไปยังทรัสต์ในต่างประเทศตั้งแต่ปี 2023 เพื่อปิดช่องโหว่ทางภาษีที่ครอบครัวร่ำรวยใช้มานาน เพื่อปกป้องทรัพย์สินและวางแผนส่งต่อมรดก
พร้อมเพิ่มความเข้มงวดในการติดตามและจัดเก็บภาษี จากรายได้และเงินเดือนที่คนจีนได้รับในต่างประเทศ
และเมื่อไม่นานมานี้ ยังมีการตั้งกำแพงภาษี 20% สำหรับชาวต่างชาติที่ได้รับเงินปันผลจากบริษัทต่างชาติในจีน
มาตรการนี้ส่งผลให้แรงจูงใจที่ผู้ประกอบการชาวจีนเคยพยายามขอสัญชาติอื่นเพื่อหวังสิทธิพิเศษทางภาษีนั้นหมดไปทันที
การเคลื่อนไหวของทางการจีนในครั้งนี้ แสดงถึงความพยายามในการปิดทุกช่องโหว่ เพื่อปกป้องทรัพยากรหลักของชาติ
ซึ่งความเข้มงวดที่เพิ่มขึ้นจากทุกทิศทาง กำลังสร้างบรรยากาศแห่งความระมัดระวังในกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ นักธุรกิจ และเศรษฐีชาวจีน
กลุ่มคนที่มีธุรกิจหรือครอบครัวอยู่ในจีน จึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องยอมปฏิบัติตาม
แต่ท้ายที่สุดแล้ว กำแพงที่สูงขึ้นนี้ อาจช่วยให้จีนสามารถรักษาเงินทุนและองค์ความรู้ไว้ได้ในระดับหนึ่ง
ทว่าความเข้มงวดที่มากเกินไป ก็อาจกลายเป็นดาบสองคม ที่สร้างผลกระทบในทางที่คาดไม่ถึงได้เช่นกัน..