
รู้จัก ไอจิ-นาโกยะ เจ้าภาพเอเชียนเกมส์ 2026 ผ่านมุมเศรษฐกิจ
รู้จัก ไอจิ-นาโกยะ เจ้าภาพเอเชียนเกมส์ 2026 ผ่านมุมเศรษฐกิจ /โดย ลงทุนแมน
สำหรับใครที่เคยไปเที่ยวญี่ปุ่น ก็คงจะคุ้นเคยกันดี
กับเมืองท่องเที่ยวหลักอย่าง โตเกียว โอซากา และเกาะฮอกไกโด
สำหรับใครที่เคยไปเที่ยวญี่ปุ่น ก็คงจะคุ้นเคยกันดี
กับเมืองท่องเที่ยวหลักอย่าง โตเกียว โอซากา และเกาะฮอกไกโด
แต่ก็ต้องบอกว่าในญี่ปุ่น ยังมีเมืองท่าอีกเมือง ที่ชื่อว่าเมืองนาโกยะ จังหวัดไอจิ
ที่นี่อาจไม่ได้เป็นเมืองท่องเที่ยวสำคัญ เมื่อเปรียบเทียบกับเมืองดังต่าง ๆ แต่ที่นี่เป็นเมืองอุตสาหกรรม ที่มีบทบาทสำคัญอย่างมากในญี่ปุ่น
ซึ่งภาพใหญ่ของทั้งจังหวัดไอจินั้น
- เป็นต้นกำเนิด และเป็นสำนักงานใหญ่ของ TOYOTA ยานยนต์ยักษ์ใหญ่ ที่เป็นสัญลักษณ์ของประเทศญี่ปุ่นไปแล้ว
- เป็นสำนักงานใหญ่ ของแบรนด์ชิ้นส่วนยานยนต์สัญชาติญี่ปุ่น อย่าง DENSO และ AISIN
- เป็นศูนย์กลางการผลิตโครงสร้างเครื่องบิน รวมถึงเทคโนโลยีการบินและอวกาศของญี่ปุ่น
แล้วเมืองนาโกยะ จังหวัดไอจิ มีดีอะไร ทำไมถึงกลายเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรม ที่เป็นกระดูกสันหลังของญี่ปุ่น
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
เมืองนาโกยะ ถือเป็นอีกหนึ่งมหานครหลักของญี่ปุ่น มีประชากรประมาณ 2.4 ล้านคน ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของจังหวัดไอจิ ภูมิภาคชูบุ ภาคกลางของประเทศญี่ปุ่น
โดยนาโกยะ ตั้งอยู่ระหว่างเมืองท่องเที่ยวหลักอย่างโตเกียว และโอซากา
ซึ่งถ้าหากใครเดินทางข้ามระหว่างเมือง 2 เมืองนี้ ด้วยรถไฟชิงกันเซ็งสายหลัก Tokaido
แน่นอนว่า รถไฟชิงกันเซ็งสาย Tokaido ก็จะวิ่งผ่านเมืองนาโกยะนี้ด้วย
ต้องบอกว่า จุดเริ่มต้นความยิ่งใหญ่ในฐานะศูนย์กลางอุตสาหกรรมของเมืองนาโกยะ ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นในยุคหลังสงครามโลก แต่มีรากฐานมาตั้งแต่ยุคเอโดะแล้ว
โดยจังหวัดไอจิ ที่เป็นที่ตั้งของเมืองนาโกยะ เป็นบ้านเกิดของ โอดะ โนบูนางะ, โทโยโทมิ ฮิเดโยชิ และ โทกูงาวะ อิเอะยาซุ ซึ่งเป็น 3 มหาบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ที่รวบรวมแคว้นต่าง ๆ ในญี่ปุ่นให้เป็นหนึ่งเดียว
โดยช่วงเข้าสู่ยุคเอโดะ ตระกูลโทกูงาวะ ก็ได้สร้างปราสาทนาโกยะขึ้น เพื่อให้เป็นเมืองหน้าด่าน ที่คอยจับตาดูและป้องกันการบุกรุกจากเมืองทางฝั่งตะวันตก
ด้วยทำเลอันยอดเยี่ยม ที่ตั้งอยู่ตรงกลาง ระหว่างเมืองเกียวโต ศูนย์กลางอำนาจเก่า กับเมืองเอโดะหรือโตเกียว ที่เป็นศูนย์กลางอำนาจใหม่ในยุคเอโดะ
โดยในยุคเอโดะ ซึ่งเป็นยุคที่โชกุนผู้ปกครองที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น ได้บังคับใช้ระบบ “ซังกินโคไต” (Sankin-kotai)
โดยเป็นระบบที่สั่งให้เหล่าไดเมียว หรือเจ้าเมืองจากทั่วประเทศ จะต้องเดินทางสลับมาเข้าเฝ้าและพำนักอยู่ในเมืองเอโดะ หรือเมืองโตเกียวทุก ๆ 2 ปี
ซึ่งการที่โชกุนทำแบบนี้ ก็เพื่อป้องกันไม่ให้ไดเมียว สะสมเงินทุนหรือกองทัพต่าง ๆ ไว้ก่อกบฏ
และได้ทำให้เส้นทางเชื่อมต่อหลัก ระหว่างเมืองหลวงเก่าอย่างเกียวโต และเมืองหลวงใหม่อย่างเอโดะหรือโตเกียว กลายเป็นเส้นเลือดใหญ่ของประเทศ
ซึ่งเส้นทางเดินเท้าของเหล่าไดเมียว จากเกียวโต เมืองหลวงจักรพรรดิ มายังโตเกียว เมืองหลวงที่เป็นศูนย์กลางการปกครองของญี่ปุ่นยุคนั้น
ก็มีชื่อว่า “เส้นทางโทไกโด” ซึ่งเส้นทางโทไกโด (Tokaido) ก็ได้ต่อยอดกลายเป็นเส้นทางรถไฟ Tokaido Shinkansen ซึ่งเป็นเส้นทางชิงกันเซ็งสายหลักในญี่ปุ่น ที่ลากจากกรุงโตเกียวไปเมืองโอซากา ซึ่งมีผู้ใช้บริการจำนวนมากนั่นเอง
ถ้าเราดูจากเส้นทางเดินเท้า Tokaido แน่นอนว่า เมืองที่ได้อานิสงส์ จากการเป็นเมืองผ่านของเส้นทางไดเมียวในอดีต ก็คือเมืองนาโกยะ ที่ตั้งอยู่บนทำเลระหว่าง 2 เมืองนี้พอดี
นั่นจึงทำให้เมืองนาโกยะ กลายเป็นเหมือนจุดรวมพล ของแม่ทัพ พ่อค้า และช่างฝีมือชั้นยอดไหลทะลักเข้ามาแบบไม่ขาดสาย
นั่นจึงทำให้ชาวเมืองนาโกยะ เริ่มมีทักษะของการเป็นนักประดิษฐ์ โดยผลงานชิ้นเอก ที่คิดค้นโดยชาวเมืองนาโกยะ ก็คือการสร้าง “คาราคุริ นิงเงียว”
ซึ่งเป็นหุ่นกลไม้โบราณ ที่ขับเคลื่อนด้วยรอกและกลไกทางวิศวกรรม สามารถเดินไปเสิร์ฟชาได้ โดยไม่ต้องใช้ไฟฟ้า
และเมื่อโลก ก้าวเข้าสู่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม และญี่ปุ่นก็เปิดประเทศเพื่อรับวิทยาการจากตะวันตก
ชายที่ชื่อ ซากิจิ โตโยดะ (Sakichi Toyoda) ก็ได้หยิบเอาดีเอ็นเอช่างกลของเมืองนี้มาต่อยอด และประดิษฐ์เป็นเครื่องทอผ้าอัตโนมัติ ที่ช่วยทุ่นแรงคนได้มหาศาล
ชายที่ชื่อ ซากิจิ โตโยดะ (Sakichi Toyoda) ก็ได้หยิบเอาดีเอ็นเอช่างกลของเมืองนี้มาต่อยอด และประดิษฐ์เป็นเครื่องทอผ้าอัตโนมัติ ที่ช่วยทุ่นแรงคนได้มหาศาล
ก่อนที่ลูกชายของเขา จะเอาความหลงใหลในระบบกลไกและความประณีตในงานช่างนี้ มาประดิษฐ์เป็นรถยนต์ แบรนด์ TOYOTA ในปี 1937 ที่เมืองโคโรโมะ เมืองเกษตรกรรมในจังหวัดไอจิ
ก่อนที่ในเวลาต่อมา เมืองเกษตรกรรมเล็ก ๆ แห่งนี้ได้ขยายตัวมากขึ้น และคนในเมืองก็มีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างมากตามการเติบโตของรถยนต์แบรนด์ TOYOTA
จนกระทั่งชาวเมือง ก็มีมติให้เปลี่ยนชื่อจากเมืองโคโรโมะ ให้กลายเป็นเมือง Toyota ตามชื่อแบรนด์รถยนต์ตั้งแต่ปี 1959
แต่การที่บริษัทยักษ์ใหญ่ จะเข้ามาตั้งฐานการผลิต แต่ปัญหาที่ตามมาก็คือ ในเมืองนั้นยังขาดระบบขนส่งมวลชนที่มีประสิทธิภาพ อย่างรถไฟ
เมื่อเป็นแบบนี้ บริษัทรถไฟเอกชนที่ชื่อ Nagoya Railroad หรือบริษัทที่คนท้องถิ่นเรียกกันว่า Meitetsu ก็เข้ามาแก้ Pain Point
ด้วยการขยายเส้นทางรถไฟ จากเมืองนาโกยะ เข้าสู่เมือง Toyota เพื่อลำเลียงผู้คนนับแสน ให้เข้าไปทำงานในเมือง Toyota และนิคมอุตสาหกรรมภายในจังหวัดไอจิ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
จากการขยายตัวเองเส้นทางรถไฟ ก็ทำให้ชาวจังหวัดไอจิ และเมืองนาโกยะนับแสนคน สามารถเดินทางเข้าไปทำงานในเมือง Toyota และนิคมอุตสาหกรรมในจังหวัดไอจิได้สะดวกและรวดเร็ว
ซึ่งทำให้ทุกวันนี้ แม้ชาวไอจิ จะมีบริษัทแบรนด์รถยนต์ยักษ์ใหญ่ แต่ชาวจังหวัดไอจิ ก็ไม่ได้เดินทางไปทำงานด้วยรถยนต์
แต่คนส่วนใหญ่กลับเลือกเดินทางด้วยระบบขนส่งมวลชนอย่างรถไฟนั่นเอง
ซึ่ง Nagoya Railroad หรือ Meitetsu เอง ก็ได้ปลายเป็นผู้ให้บริการรถไฟเอกชน ที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคชูบุ โดยมีเครือข่ายเส้นทางทั้งหมด 444 กิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ 2 จังหวัดในภูมิภาคชูบุ
ปัจจุบัน TOYOTA ถือเป็นค่ายรถยนต์อันดับ 1 ของญี่ปุ่น โดยมีมูลค่าบริษัท 7.5 ล้านล้านบาท มากเป็นอันดับ 3 ของประเทศญี่ปุ่น รองจาก SoftBank และ MUFG
ซึ่งการเติบโตของ TOYOTA ไม่ได้แค่สร้างความยิ่งใหญ่ให้กับประเทศเท่านั้น แต่ TOYOTA ก็ยังเป็นหนึ่งในเสาหลักของจังหวัดไอจิ และเมืองนาโกยะมาตลอด
ด้วยการเป็นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่ระดับโลก พร้อมด้วยโรงงานทั้งหมด 10 แห่ง และศูนย์วิจัยทั้งหมด 3 แห่ง รอบ ๆ จังหวัดไอจิ
ทำให้โรงงานผลิตรถยนต์ TOYOTA สามารถดึงดูดซัปพลายเออร์อย่าง DENSO และ AISIN ที่เป็นแบรนด์ญี่ปุ่นเอง ให้เข้ามารวมตัวกัน
จนกลายเป็นห่วงโซ่อุตสาหกรรมยานยนต์แบบครบวงจร ภายในจังหวัดไอจิ
และ TOYOTA รวมถึงผู้ผลิตชิ้นส่วนยักษ์ใหญ่ อย่าง DENSO และ AISIN ก็สามารถข้ามน้ำข้ามทะแล มาตั้งฐานการผลิตในประเทศไทยได้อีกด้วย
นอกจากจังหวัดไอจิ จะเป็นต้นกำเนิด และเป็นแหล่งชุบตัวของ TOYOTA แล้ว จังหวัดไอจิ ก็เป็นที่ตั้งของอุตสาหกรรมหนักมากมาย อย่าง
- อุตสาหกรรมอากาศยาน และอวกาศ
โดยถือเป็นศูนย์กลางการผลิตชิ้นส่วนเครื่องบินที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น โดยเฉพาะยักษ์ใหญ่อย่าง Mitsubishi Heavy Industries ที่ใช้พื้นที่รอบ ๆ เมืองนาโกยะ เป็นฐานรับจ้างผลิตชิ้นส่วนปีก และลำตัวหลักให้กับเครื่องบินของลูกค้าอย่าง Boeing และบริษัทอากาศยานและดาวเทียมอื่น ๆ อีกมากมาย
- อุตสาหกรรมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ
โดยเป็นแหล่งรวมบริษัทชั้นนำที่ผลิตหุ่นยนต์อุตสาหกรรม และเครื่องจักรกลมาตรฐานแบรนด์ญี่ปุ่น อย่าง Yamazaki Mazak และ Yaskawa Electric ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในสายการผลิตของโรงงานต่าง ๆ ทั่วโลก
- นอกจากนี้ เมืองนาโกยะเอง ก็ยังเป็นศูนย์กลางของการพัฒนาโครงการ Maglev ซึ่งเป็นรถไฟพลังแม่เหล็กความเร็วสูงถึง 600 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยโครงการนี้พัฒนาโดยบริษัท JR Central ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่เมืองนาโกยะด้วย
ซึ่งอุตสาหกรรมหนักเหล่านี้ ถือเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ที่ทำให้จังหวัดไอจิ เป็นจังหวัดที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 3 ของประเทศญี่ปุ่น รองจากจังหวัดโอซากา และจังหวัดโตเกียว
โดยจากข้อมูลเศรษฐกิจท้องถิ่นที่รัฐบาลญี่ปุ่นได้เผยแพร่ปีล่าสุด ปี 2022 จังหวัดไอจิมีขนาดเศรษฐกิจ 10.5 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วน 3 ใน 5 ของขนาดเศรษฐกิจประเทศไทยเลยทีเดียว
อ่านมาถึงตรงนี้ ก็พอจะเห็นได้ว่า เมืองนาโกยะ และจังหวัดไอจิ ไม่ได้เป็นเพียงเมืองทางผ่านระหว่างโตเกียวกับโอซากา
แต่เมืองนี้ เป็นหัวใจของอุตสาหกรรมหนักทางด้านฮาร์ดแวร์ ซึ่งเป็นขุมพลังทางเศรษฐกิจขนาดยักษ์ ที่ขับเคลื่อนประเทศญี่ปุ่นมาอย่างยาวนาน
จากรากฐานยุทธศาสตร์บนเส้นทาง Tokaido ในยุคเอโดะ สู่จิตวิญญาณแห่งงานช่างประณีตอย่างหุ่นกลคาราคุริ จนกลายมาเป็นต้นกำเนิดของมหาอำนาจยานยนต์อย่าง TOYOTA
ตลอดจนศูนย์กลางอุตสาหกรรมอากาศยาน หุ่นยนต์ และนวัตกรรมรถไฟพลังแม่เหล็ก Maglev แห่งอนาคต
เมื่อการแข่งขัน เอเชียนเกมส์ 2026 มาถึงที่นี่ นอกเหนือจากความพร้อมในฐานะเจ้าภาพจัดงานกีฬาระดับทวีปแล้ว
อีกหนึ่งสิ่งที่ทั่วโลกจะได้เห็นคือ ศักยภาพของมหานครอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่งที่สุดแห่งหนึ่งของโลก อย่างเมืองนาโกยะ และเมืองรอบ ๆ ในจังหวัดไอจิ
ซึ่งยังคงทำหน้าที่เป็น “กระดูกสันหลัง” คอยค้ำยันเศรษฐกิจของประเทศญี่ปุ่นอย่างแท้จริงอีกด้วย..