
ไทยเนื้อหอม ? ทำไมนักลงทุนสถาบันสหรัฐฯ ถึงสนใจอยากลงทุนที่ไทย
CEO ของกองทุนตราสารหนี้ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ที่แทบไม่เคยปรากฏตัวต่อสาธารณะ
ตัดสินใจมาร่วมประชุมด้วยตัวเองแบบตัวต่อตัว
ตัดสินใจมาร่วมประชุมด้วยตัวเองแบบตัวต่อตัว
นี่คือหนึ่งในเรื่องที่น่าตกใจ เมื่อทีมไทยแลนด์ ซึ่งประกอบด้วยนายกฯ อนุทิน และคณะทำงาน รวมถึงสภาธุรกิจตลาดทุนไทย และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
เดินทางไปจัดกิจกรรมพบปะนักลงทุน หรือ Roadshow ที่นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ณ Bank of America Tower เพื่อพูดคุยกับนักลงทุนสถาบันระดับโลกกว่า 25 ราย ที่กำลังสนใจประเทศไทย
ทำไมนักลงทุนระดับโลกเหล่านี้ ถึงให้ความสนใจประเทศไทยในจังหวะนี้เป็นพิเศษ ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
อรกัญญา พิบูลธรรม กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารแห่งอเมริกา เนชั่นแนล แอซโซซิเอชั่น เล่าว่า แม้จะมีเวลาเตรียมงานพบปะระหว่างทีมไทยแลนด์กับนักลงทุนสถาบันสหรัฐฯ ครั้งนี้น้อยมาก แต่ผลตอบรับกลับดีเกินคาด กองทุนขนาดใหญ่เข้าร่วมเกือบทั้งหมด หลายรายถึงกับขอพบนายกรัฐมนตรีเป็นการส่วนตัว
การประชุมแบบกลุ่มมีผู้เข้าร่วมราว 25 ราย ส่วนใหญ่เป็นกองทุนที่ลงทุนในไทยอยู่แล้ว เช่น BlackRock, Blackstone, Citadel และ Fidelity ซึ่งรวมกันมีสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (AUM) สูงถึงราว 40 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ
รวมถึง Microsoft ที่ก็ขอเข้าพบด้วย ซึ่งผู้เข้าร่วมทั้งหมดเป็นผู้บริหารระดับสูงสุดขององค์กร (N-1) ขึ้นไป
โดยคำถามของนักลงทุนในที่ประชุมกลุ่ม ครอบคลุมตั้งแต่โลจิสติกส์ โครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล ความสัมพันธ์สหรัฐฯ-จีน พลังงาน ไปจนถึงสังคมสูงวัย
ส่วนการประชุมแบบตัวต่อตัว ทีมงานเลือกไว้เพียงรายเดียวคือ PIMCO กองทุนตราสารหนี้ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ด้วย AUM ราว 2.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และ Emmanuel Roman ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ก็เข้าร่วมด้วยตัวเอง ซึ่งเกิดขึ้นได้ยากมาก เพราะปกติแล้วเขาไม่ค่อยปรากฏตัวต่อสาธารณะ
ที่น่าสนใจคือ PIMCO แม้จะลงทุนเฉพาะตลาดตราสารหนี้ ไม่ลงทุนในหุ้น แต่กำลังขยายเข้าไปลงทุนในธุรกิจ Data Center ผ่านการให้สินเชื่อหรือซื้อหุ้นกู้ จึงแสดงความสนใจ Data Center ในไทยอย่างชัดเจน
พร้อมเสนอว่า อยากให้รัฐบาลไทยออกพันธบัตรสกุลดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ชี้แจงว่าไทยมีสภาพคล่องสูงและดอกเบี้ยต่ำ จึงยังไม่จำเป็น
แต่ PIMCO มองว่า วงเงินที่ใช้ไม่มากเมื่อเทียบกับงบประมาณประเทศ และการทำ Roadshow ขายพันธบัตรทั่วโลกจะช่วยให้ไทยเป็นที่รู้จักมากขึ้น พร้อมยืนยันว่าพร้อมลงทุนทันทีหากไทยออกพันธบัตรนี้จริง
อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ อัสสเดช เล่าว่า มีคำถามซ้ำหลายครั้งเรื่องการวางตัวของไทยต่อจีน เพราะนักลงทุนเห็นว่ามีบริษัทสหรัฐฯ ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของไทยจำนวนมาก จึงอยากรู้ว่าจะกระทบนโยบายต่อจีนหรือไม่
ซึ่งคณะผู้แทนไทยชี้แจงว่า ไทยรักษาสมดุลและให้ความสำคัญกับทั้งสองประเทศ
ไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย ขยายความว่า ประเด็นความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์และการแบ่งขั้วเศรษฐกิจระหว่างสหรัฐฯ กับจีน เป็นสิ่งที่นักลงทุนถามถึงเสมอ
แต่นักลงทุนอยากตรวจสอบว่าไทยเป็นกลางจริงหรือไม่ เพราะเมื่อมหาอำนาจขัดแย้งกัน นักลงทุนย่อมมองหาประเทศที่เป็นกลางเป็นที่พักเงิน และไทยก็ยืนยันชัดเจนว่าไม่เลือกข้าง จึงมีโอกาสเป็นจุดหมายของเงินทุนในจังหวะนี้
พร้อมชี้ให้เห็นภาพเปรียบเทียบเมื่อ 3 ปีก่อน นักลงทุนที่มองอาเซียนมักเลือกระหว่างอินโดนีเซียกับไทย และอินโดนีเซียเคยดึงเงินทุนไปเกือบทั้งหมด
แต่ปีนี้สถานการณ์กลับด้าน ตลาดหุ้นอินโดนีเซียติดลบกว่า 20% ขณะที่ตลาดหุ้นไทยกลับขึ้นกว่า 20% เงินทุนต่างชาติจึงไหลเข้าไทย และไหลออกจากอินโดนีเซียอย่างชัดเจน
ซึ่งในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา มีเงินทุนไหลออกจากตลาดไทยไปแล้วประมาณ 15,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 500,000 ล้านบาท!) แต่ปีนี้มีเงินไหลกลับเข้ามาเพียงราว 1,500 ล้านดอลลาร์ หรือราว 50,000 ล้านบาท คิดเป็นเพียง 10% ของเงินที่เคยไหลออกไปเท่านั้น
หมายความว่ายังมีโอกาสอีกราว 90% หรือประมาณ 450,000 ล้านบาท ที่มีโอกาสไหลกลับเข้ามาเพิ่มเติม
ไพบูลย์ยังเสริมมุมมองที่น่าสนใจอีกจุดหนึ่งว่า นิวยอร์กเป็นตลาดที่จัดประชุมนักลงทุนยากที่สุด และถ้าเป็นปีที่แล้วคงจัดไม่ได้เลย เพราะตอนนั้นดัชนีหุ้นไทยอยู่แค่ราว 1,200 จุด กำไรบริษัทจดทะเบียนไม่โต และรัฐบาลยังขาดเสถียรภาพ
ขนาดปีก่อนไปโรดโชว์ที่ลอนดอน ยังมีผู้เข้าร่วมน้อยมาก แต่ปีนี้ที่สหรัฐฯ กลับมีผู้เข้าร่วมจำนวนมาก จึงถือเป็นสัญญาณที่ดีต่อความเชื่อมั่นต่อประเทศไทย
อรกัญญา เสริมอีกมุมหนึ่งว่า สหรัฐฯ มีสัดส่วนราว 25% ของ GDP โลก แต่กองทุนทั่วโลกกลับจัดสรรเงินลงทุนไว้ในสหรัฐฯ สูงถึง 70-80% ทำให้ PIMCO เองก็มองหาโอกาสนอกสหรัฐฯ และเมื่อยุโรปยังไม่ฟื้นตัวดีนัก เอเชียจึงกลายเป็นภูมิภาคที่น่าสนใจ หากในระยะยาวเงินทุนเริ่มไหลออกจากสหรัฐฯ จริง
คำถามที่ตามมาคือ ตลาดหุ้นไทยจะรองรับเงินทุนขนาดนี้ได้จริงหรือไม่ ผลิตภัณฑ์การลงทุนมีเพียงพอรองรับความต้องการหรือเปล่า ?
ไพบูลย์ยืนยันว่า ตลาดหุ้นไทยไม่ได้เล็กอย่างที่คิด มีบริษัทมูลค่าตลาดเกิน 5,000 ล้านดอลลาร์อยู่ราว 20 บริษัท และเกิน 1,000 ล้านดอลลาร์อีกราว 65 บริษัท
ซึ่งระดับ 1,000 ล้านดอลลาร์ถือเป็นระดับที่นักลงทุนสถาบันลงทุนได้จริง
ขณะที่หุ้นใน SET50 เองก็มีมูลค่าตลาดขั้นต่ำเฉลี่ยราว 2,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งถือว่าเพียงพอ
ขณะที่หุ้นใน SET50 เองก็มีมูลค่าตลาดขั้นต่ำเฉลี่ยราว 2,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งถือว่าเพียงพอ
อีกมุมที่สำคัญคือ ไทยไม่ได้แข่งขันด้าน AI หรือเทคโนโลยีสารสนเทศกับไต้หวันหรือเกาหลีใต้โดยตรง นักลงทุนที่ต้องการหุ้นกลุ่ม AI ก็จะไปลงทุนที่ตลาดเหล่านั้นอยู่แล้ว
ส่วนนักลงทุนที่สนใจเรื่องการท่องเที่ยว ไทยก็มีบริษัทท่าอากาศยานขนาดใหญ่ระดับโลก หรือถ้าสนใจโทรคมนาคม ไทยก็แข่งขันได้ดี และธุรกิจ Data Center ทุกแห่งก็ล้วนต้องใช้โทรคมนาคมเป็นโครงสร้างพื้นฐานอยู่ดี
หุ้นไทยส่วนใหญ่ แม้อยู่ในกลุ่มเศรษฐกิจดั้งเดิม แต่กำลังได้รับประโยชน์จากเศรษฐกิจใหม่ที่กำลังเติบโต เช่น ธุรกิจสื่อสาร หรือธนาคารที่ปล่อยสินเชื่อให้ธุรกิจ Data Center
ระหว่างที่รอเศรษฐกิจใหม่ของไทยเติบโตเต็มที่ ตลาดทุนไทยก็ยังมีผลิตภัณฑ์เพียงพอรองรับนักลงทุนไปพลางก่อน
ทีนี้บางคนอาจสงสัยว่า แล้วธุรกิจ Data Center ที่ได้รับการส่งเสริมจาก BOI จำนวนมาก จะสามารถเข้าระดมทุนผ่านโครงการ BOI to IPO ได้หรือไม่ ?
อัสสเดชตอบว่า ทั้ง BOI สำนักงาน ก.ล.ต. และตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ร่วมกันปรับหลักเกณฑ์เพื่อรองรับธุรกิจใหม่ประเภทนี้แล้ว แต่ก็ขึ้นอยู่กับความสมัครใจของผู้ประกอบการแต่ละราย เพราะบางรายอาจมีนโยบายจดทะเบียนเฉพาะบริษัทแม่ในต่างประเทศแทน จึงต้องหารือกันต่อไป
ไพบูลย์เสริมว่า ในระยะต่อไป เมื่อธุรกิจ Data Center เริ่มมีกระแสเงินสดสม่ำเสมอแล้ว ก็สามารถแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ (Securitization) ผ่านกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานได้
ซึ่งวิธีนี้จะช่วยให้ผู้ประกอบการไม่ต้องลดสัดส่วนการถือหุ้นของตัวเองลง แต่วิธีนี้ทำได้เฉพาะช่วงที่ธุรกิจเดินเครื่องแล้วเท่านั้น ไม่ใช่ช่วงก่อสร้าง
ดังนั้น ไทยจึงมีเครื่องมือทางการเงินพร้อมอยู่แล้ว แต่ต้องสร้างอุปสงค์ควบคู่กันไปด้วย โดยเฉพาะจากนักลงทุนในประเทศเอง เช่น การผลักดันให้บัญชีออมเพื่อการลงทุนรายบุคคล หรือ TISA เกิดขึ้นจริงพร้อมวงเงินที่สูงพอ เพราะการพึ่งพาอุปสงค์จากต่างประเทศเพียงอย่างเดียวมีความเสี่ยงเกินไป
ด้าน ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์และผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) ให้มุมมองปิดท้ายว่า
นักลงทุนมองไทยในแง่บวกมาระยะหนึ่งแล้ว โดยเฉพาะหลัง Moody's ปรับมุมมองต่ออันดับความน่าเชื่อถือของไทยดีขึ้น ทำให้ตลาดไทยกลับมาอยู่ในเรดาร์ของนักลงทุนอีกครั้ง ในฐานะหนึ่งในตลาดที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดและมีการปรับเพิ่มมูลค่าไปแล้ว
สิ่งที่เหลือคือ บริษัทจดทะเบียนต้องพิสูจน์ให้เห็นว่ากำไรเติบโตได้จริง
ขณะที่นายกรัฐมนตรีเอง ก็นำเสนอเป้าหมายชัดเจนว่าไทยจะเป็นฐานธุรกิจในเอเชีย และตั้งเป้าเป็นประเทศรายได้สูงภายในปี 2580 พร้อมเพิ่มสัดส่วนการลงทุนต่อ GDP เป็น 30% เพื่อแก้ปัญหาการลงทุนต่ำที่ไทยเผชิญมานาน รวมถึงความมุ่งมั่นเข้าเป็นสมาชิก OECD เพื่อยืนยันว่าสถาบันทางเศรษฐกิจของไทยได้มาตรฐานสากล
ส่วนคำถามเรื่องหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นของไทย ดร.พิพัฒน์อธิบายว่า Moody's ยังคงตอบรับในแง่บวกทั้งที่รู้ว่าหนี้จะเพิ่มขึ้น สะท้อนว่ายังเชื่อมั่นในเสถียรภาพเศรษฐกิจไทยอยู่
ประกอบกับอัตราดอกเบี้ยไทยที่ต่ำกว่าต่างประเทศมาก พันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 10 ปีอยู่ที่ราว 2% เทียบกับสหรัฐฯ ที่ราว 5% ทำให้ต้นทุนการกู้ยืมของไทยต่ำกว่าครึ่งหนึ่งเมื่อเทียบกับต่างประเทศ ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบสำหรับผู้ที่ต้องการระดมทุนในไทย
แต่ก็เตือนไว้ด้วยว่า เหรียญมีสองด้านเสมอ เพราะเมื่อไทยให้ผลตอบแทนต่ำกว่า เงินทุนก็มีโอกาสไหลกลับไปสหรัฐฯ ได้เช่นกัน
ไทยจึงยังต้องรักษาเสถียรภาพทั้งด้านการเงินการคลังและการเมืองต่อไปอย่างต่อเนื่อง เพราะหากเกิดเหตุการณ์ใดที่ทำให้นักลงทุนเริ่มสงสัยในเสถียรภาพ เงินทุนก็อาจไหลออกได้ทันทีเช่นกัน..
จากเรื่องทั้งหมด ทั้ง CEO กองทุนระดับ 2.3 ล้านล้านดอลลาร์ ที่ยอมมาประชุมด้วยตัวเอง ไปจนถึงเม็ดเงินกว่า 450,000 ล้านบาทที่ยังรอโอกาสไหลกลับเข้าไทย
จากเรื่องทั้งหมด ทั้ง CEO กองทุนระดับ 2.3 ล้านล้านดอลลาร์ ที่ยอมมาประชุมด้วยตัวเอง ไปจนถึงเม็ดเงินกว่า 450,000 ล้านบาทที่ยังรอโอกาสไหลกลับเข้าไทย
ดัชนีหุ้นที่ฟื้นตัว อันดับความน่าเชื่อถือที่ดีขึ้น ความเป็นกลางทางภูมิรัฐศาสตร์ที่กลายเป็นจุดขาย และจังหวะที่คู่แข่งอย่างอินโดนีเซีย กำลังเสียความเชื่อมั่นไปพร้อมกัน
ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้ไทยกลายเป็นตัวเลือกที่นักลงทุนสถาบันระดับโลก อยากกลับมาทำความรู้จักอีกครั้ง
แต่สุดท้ายแล้ว สิ่งที่จะตัดสินว่าเงินก้อนใหญ่นี้จะไหลเข้ามาจริงหรือไม่ ก็ยังคงเป็นสิ่งเดิมที่นักลงทุนทุกคนอยากเห็นเสมอ
นั่นคือเสถียรภาพทางการเมือง วินัยทางการคลัง และผลกำไรของบริษัทจดทะเบียนที่ต้องเติบโตให้เห็นจริง..