
ไทยกำลังขายอะไรให้นักลงทุนสหรัฐฯ ในวันที่โลกกำลัง แย่งเม็ดเงินลงทุนกัน ?
วันที่ 24 กันยายน 2569 ตามเวลาท้องถิ่นนครนิวยอร์ก บริษัทการเงินระดับโลก Jefferies Group LLC จัดเวทีให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และคณะ รวมถึงนายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ได้พบกับกองทุนชั้นนำของสหรัฐอเมริกา 16 ราย ที่ Lever House นครนิวยอร์ก
นายกฯ กล่าวกับนักลงทุนว่า หน้าที่ของรัฐบาลคือการเปลี่ยนโอกาส ให้เกิดเป็นธุรกิจจริง
และเชิญชวนนักลงทุนว่า ไทยกำลังนำเสนอโอกาสใหม่ ๆ ที่ควรได้รับการพิจารณาอย่างจริงจัง
และเชิญชวนนักลงทุนว่า ไทยกำลังนำเสนอโอกาสใหม่ ๆ ที่ควรได้รับการพิจารณาอย่างจริงจัง
คำถามคือ โอกาสที่ว่านี้ มีอะไรอยู่เบื้องหลังบ้าง ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
กรอบที่ใช้อธิบายว่า ทำไมไทยยังน่าลงทุนอยู่ ก็เพราะไทยสั่งสมฐานการผลิต กลุ่มอุตสาหกรรม ระบบคมนาคม และเครือข่ายผู้ผลิตกับซัปพลายเออร์ ที่ให้บริการลูกค้าทั่วโลกมาเป็นเวลานาน
นักลงทุนที่เข้ามาทำโครงการใหม่ จึงไม่ต้องเริ่มสร้าง Ecosystem ธุรกิจขึ้นมาใหม่ทั้งหมด แถมยังใช้ไทยเป็นฐานทำธุรกิจในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้ทันที
ฐานอุตสาหกรรมเดิมนี้เอง ที่ทำให้ไทยอยู่ในจุดที่มีศักยภาพ ท่ามกลางความต้องการโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ที่กำลังเพิ่มขึ้นทั่วโลก
ทั้งระบบจัดเก็บข้อมูล การส่งผ่านข้อมูลความเร็วสูง ระบบไฟฟ้าที่มั่นคง และโครงสร้างพื้นฐานรองรับบริการดิจิทัล ซึ่งไทยมีส่วนร่วมในห่วงโซ่อุปทานเหล่านี้อยู่แล้วในระดับหนึ่ง
ครึ่งปีแรกของปี 2569 มูลค่าคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศผ่าน BOI สูงถึง 1.37 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 80% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
ซึ่งตัวเลขนี้ยังเป็นเพียงคำขอที่ยื่นเข้ามา ยังไม่ใช่โครงการที่ก่อสร้างแล้วเสร็จจริง แต่ก็สะท้อนทิศทางและความสนใจของภาคธุรกิจ ที่กำลังมองหาโอกาสในไทย
โจทย์ต่อไปของรัฐบาล จึงอยู่ที่การสนับสนุนให้โครงการเหล่านี้ เดินหน้าจากขั้นตอนอนุมัติไปสู่การก่อสร้างและดำเนินงานได้จริง
เพราะประโยชน์ของการลงทุนครอบคลุมมากกว่าแค่โรงงาน หรือศูนย์ข้อมูลใหม่ ยังเชื่อมโยงไปถึงการพัฒนาที่ดิน การก่อสร้าง ระบบพลังงาน การเงิน โลจิสติกส์ และผู้ประกอบการไทย
เพื่อรองรับคลื่นการลงทุนใหม่นี้ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพิ่งปรับเกณฑ์ครั้งสำคัญ
อย่างเกณฑ์ "New Economy" ที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 11 กันยายน 2569 ยกเลิกเงื่อนไขที่เคยกำหนดให้บริษัทต้องมีกำไรต่อเนื่อง 3 ปีก่อนเข้าตลาดหลักทรัพย์ได้
ควบคู่กับโครงการ BOI to IPO ที่เปิดทางให้ธุรกิจกลุ่มศูนย์ข้อมูล รถยนต์ไฟฟ้า และแผ่นวงจรพิมพ์ เข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยได้ง่ายขึ้น
การปรับเกณฑ์นี้สำคัญมาก เพราะธุรกิจกลุ่มใหม่อย่าง Data Center มักต้องใช้เงินลงทุนก้อนใหญ่ก่อนจะเริ่มทำกำไรได้จริง หากยังยึดเกณฑ์กำไร 3 ปีแบบเดิม ธุรกิจกลุ่มนี้ก็แทบไม่มีทางเข้าตลาดหุ้นไทยได้เลย
โดยนายกฯ ย้ำว่ารัฐบาลยินดีต้อนรับการลงทุน Data Center แต่ก็ตระหนักถึงผลกระทบด้านการใช้พลังงาน และทรัพยากรน้ำ
จึงพิจารณาขีดความสามารถของโครงสร้างพื้นฐานในแต่ละพื้นที่ และประโยชน์ที่แต่ละโครงการจะสร้างให้ประเทศ ก่อนทบทวนหลักเกณฑ์ให้ดึงดูดเฉพาะโครงการที่เหมาะสม และสร้างประโยชน์ระยะยาวจริง
ในเชิงยุทธศาสตร์ ไทยกำลังเดินหน้าผลักดัน Sovereign AI ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐานและบุคลากร พร้อมตั้งคณะกรรมการนโยบายธุรกิจศูนย์ข้อมูลแห่งชาติขึ้นมากำกับดูแลโดยเฉพาะ
เพื่อให้การขยายตัวของอุตสาหกรรมนี้ สอดคล้องกับเป้าหมายด้านพลังงานสะอาดของประเทศ
ขณะที่เงินสำรองระหว่างประเทศของไทย ยังอยู่ในระดับแข็งแกร่งที่ราว 281,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และหนี้สาธารณะยังอยู่ภายใต้กรอบเพดานตามกฎหมาย
ทำให้มีพื้นที่ทางการคลังเพียงพอรับมือความเปลี่ยนแปลงจากปัจจัยภายนอก หากบริหารจัดการอย่างรอบคอบ
แต่ในภาพที่กว้างขึ้น ไทยยังมีโจทย์ที่ต้องแก้ต่อเนื่อง ทั้งหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงราว 85-86% ต่อ GDP และความท้าทายจากสังคมสูงวัย ที่ส่งผลต่อกำลังแรงงานในระยะยาว
ด้านนโยบายการเงิน อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยอยู่ในระดับต่ำที่ 1% อัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 2.53% ซึ่งอยู่ในกรอบเป้าหมาย
ขณะที่ระบบธนาคารพาณิชย์ก็มีเงินกองทุนสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้มาก สะท้อนความมั่นคงของระบบการเงินโดยรวม
เพื่อไม่ให้พึ่งพาเงินทุนจากต่างชาติเพียงอย่างเดียว ไทยเตรียมเปิดตัวบัญชีออมเพื่อการลงทุนรายบุคคล หรือ TISA ซึ่งคาดว่าจะเริ่มออมได้ตั้งแต่มกราคม 2570 เพื่อดึงเงินออมในประเทศเข้าสู่ตลาดทุนมากขึ้น
เป้าหมายใหญ่ที่วางไว้คือ การเพิ่มสัดส่วนการลงทุนต่อ GDP จากระดับปัจจุบันที่ 22.9% ให้ขึ้นไปแตะ 30% ซึ่งจะช่วยแก้โจทย์การลงทุนต่ำที่ไทยเผชิญมานานหลายปี
นอกเหนือจากภาคอุตสาหกรรมและตลาดทุน รัฐบาลยังผลักดันนโยบายด้านทุนมนุษย์ และเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ควบคู่กันไป
อย่างด้านการศึกษา อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษา หรือ กยศ. อยู่ในระดับต่ำเพียงราว 1%
พร้อมมีนโยบายรัฐช่วยผ่อนจ่ายคืนเงินต้นให้บัณฑิตที่มีงานทำแล้ว เพื่อลดภาระหลังเรียนจบ
พร้อมมีนโยบายรัฐช่วยผ่อนจ่ายคืนเงินต้นให้บัณฑิตที่มีงานทำแล้ว เพื่อลดภาระหลังเรียนจบ
ขณะที่ Wellness Tourism ก็ถูกวางให้เป็นหนึ่งในเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ ต่อยอดจากจุดแข็งด้านการท่องเที่ยวที่ไทยมีอยู่แล้ว
สรุปแล้ว สิ่งที่รัฐบาลไทยกำลังขายให้นักลงทุนสหรัฐฯ ไม่ใช่ภาพของเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งที่สุดในภูมิภาค
แต่คือโอกาส จากการที่ไทยยังมีฐานอุตสาหกรรมเดิม มีเงินลงทุนใหม่กำลังเข้ามา และกำลังพยายามสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจตัวใหม่ขึ้นมา
คำถามสำคัญจึงเหลือเพียงว่า จากสิ่งที่รัฐบาลกำลังเสนอในวันนี้
ไทยจะสามารถเปลี่ยนศักยภาพเหล่านี้
ให้กลายเป็นการเติบโตและมูลค่าทางเศรษฐกิจจริง ได้มากน้อยแค่ไหน..
ไทยจะสามารถเปลี่ยนศักยภาพเหล่านี้
ให้กลายเป็นการเติบโตและมูลค่าทางเศรษฐกิจจริง ได้มากน้อยแค่ไหน..