
ทางรอดมหาวิทยาลัยไทย ในวันที่เด็กเกิดน้อยลง
ทางรอดมหาวิทยาลัยไทย ในวันที่เด็กเกิดน้อยลง /โดย ลงทุนแมน
ปี 2568 ประเทศไทยมีเด็กเกิดใหม่เพียง 416,514 คน ต่ำที่สุดในรอบเกือบ 75 ปี
ปี 2568 ประเทศไทยมีเด็กเกิดใหม่เพียง 416,514 คน ต่ำที่สุดในรอบเกือบ 75 ปี
ย้อนกลับไปในปี 2550 ประเทศไทยเคยมีเด็กเกิดใหม่มากถึง 811,384 คน
หมายความว่า ผ่านมาเพียง 18 ปี จำนวนเด็กเกิดใหม่ของไทยลดลงไปเกือบครึ่งหนึ่ง
ตัวเลขนี้กำลังส่งผลกระทบไปยังหลายภาคส่วน และหนึ่งในธุรกิจที่จะได้รับผลโดยตรงเลยก็คือ มหาวิทยาลัย
เพราะมหาวิทยาลัยหลายแห่งถูกสร้างขึ้น เพื่อรองรับผู้เรียนในยุคที่ไทยมีเด็กเกิดใหม่ปีละ 700,000-800,000 คน
แล้วทางรอดของมหาวิทยาลัยไทยอยู่ตรงไหน ในวันที่เด็กเกิดใหม่ลดลง ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
หากลองดูจำนวนเด็กเกิดใหม่ของไทยในช่วงที่ผ่านมา
ปี 2550 จำนวนเด็กเกิดใหม่ 811,384 คน
ปี 2558 จำนวนเด็กเกิดใหม่ 736,352 คน
ปี 2564 จำนวนเด็กเกิดใหม่ 544,570 คน
ปี 2568 จำนวนเด็กเกิดใหม่ 416,574 คน
ปี 2558 จำนวนเด็กเกิดใหม่ 736,352 คน
ปี 2564 จำนวนเด็กเกิดใหม่ 544,570 คน
ปี 2568 จำนวนเด็กเกิดใหม่ 416,574 คน
ชัดเจนว่า แนวโน้มเด็กเกิดใหม่ของไทยกำลังลดลง และมันจะยิ่งรุนแรงมากขึ้นในอนาคต
ซึ่งทั่วไปแล้ว เด็กจะเข้าสู่ระดับมหาวิทยาลัยเมื่อมีอายุประมาณ 18 ปี
ปี 2568-2569 มีจำนวนนักศึกษาใหม่ระดับปริญญาตรีทั่วประเทศราว 350,000-400,000 คน คิดเป็นราว 50% ของเด็กเกิดใหม่ของปี 2550
หากลองคิดง่าย ๆ ว่า ในอีก 18 ปีข้างหน้า ก็เป็นไปได้ว่าจำนวนนักศึกษาใหม่ระดับปริญญาตรีอาจอยู่ที่ราว 200,000 คนเท่านั้น
ขณะที่ความสามารถในการรองรับจำนวนผู้เข้าศึกษาต่อ ของมหาวิทยาลัยไทยทั้งรัฐและเอกชนปัจจุบันอยู่ที่ 350,000-400,000 คน
ทั้งนี้ต้องหมายเหตุว่า จำนวนคนเข้าเรียนมหาวิทยาลัยยังขึ้นอยู่กับอีกหลายปัจจัย ทั้งอัตราการเรียนต่อ นักศึกษาต่างชาติ ผู้เรียนวัยทำงาน รวมถึงรูปแบบการศึกษาในอนาคต
อย่างไรก็ตาม ตรงนี้ก็เพียงพอให้เกิดการแข่งขันเพื่อดึงนักศึกษารุนแรงขึ้น โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยที่พึ่งพานักศึกษาไทยระดับปริญญาตรีเป็นหลัก
และโจทย์นี้กลายเป็นปัญหาใหญ่ขึ้นสำหรับมหาวิทยาลัยทันที
เพราะมหาวิทยาลัยมีต้นทุนหลายอย่างที่ลดลงตามจำนวนนักศึกษาได้ยาก ทั้งอาคาร ห้องเรียน ห้องปฏิบัติการ อาจารย์ บุคลากร ระบบไอที รวมถึงต้นทุนในการบริหารจัดการ
สมมติว่าหลักสูตรหนึ่งเคยมีนักศึกษา 100 คน แล้ววันหนึ่งเหลือ 50 คน มหาวิทยาลัยเองก็อาจยังต้องใช้ห้องเรียน อาคาร และอาจารย์ใกล้เคียงเดิม
พูดง่าย ๆ ว่า รายได้ที่รับจากค่าเทอมนั้นลดลงเร็วกว่าต้นทุนที่แบกเอาไว้
ยิ่งสาขาไหนมีคนเรียนน้อย ต้นทุนต่อหัวก็ยิ่งสูงขึ้น และอาจถึงจุดที่การเปิดหลักสูตรต่อไปไม่คุ้มค่า
แล้วทางออกของมหาวิทยาลัยของไทยหลังจากนี้มีอะไรบ้าง ?
- ขยายกลุ่มเป้าหมาย
มหาวิทยาลัยต้องไม่พึ่งพาเฉพาะกลุ่มเด็กอายุ 18 ปีอีกต่อไป แต่ต้องหันมาจับกลุ่มคนทำงานที่ต้องการพัฒนาทักษะ
ซึ่งอาจเป็นหลักสูตรระยะสั้นที่ช่วยประหยัดเวลา ไม่ต้องเรียนนานหลายปีเหมือนปริญญาตรี รวมไปถึงเน้นเนื้อหาที่นำไปใช้งานได้จริง ตัดวิชาพื้นฐานที่ไม่จำเป็นออก
นอกจากนี้ ยังสามารถขยายไปยังกลุ่มนักศึกษาต่างชาติ ด้วยการขยายตลาดไปรับนักศึกษาจากประเทศที่มีประชากรวัยเรียนสูงได้อีกด้วย
- พัฒนาหลักสูตรให้ตรงความต้องการของตลาดแรงงาน
มหาวิทยาลัยต้องไม่ยึดติดกับระบบการศึกษาแบบเดิม ที่ไม่สามารถตอบโจทย์โลกการทำงานที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วได้อีกต่อไป
เพราะการเกิดขึ้นของเทคโนโลยีใหม่ ๆ โดยเฉพาะ AI ที่ทำให้อาชีพบางอาชีพหายไป และเกิดอาชีพใหม่ ๆ ขึ้นมา
ซึ่งตรงนี้ จำเป็นต้องร่วมมือกับภาคธุรกิจ ภาคอุตสาหกรรมอย่างใกล้ชิด ในการออกแบบเนื้อหา การฝึกงาน และการสร้างแรงงานให้ตรงความต้องการของตลาดให้มากขึ้นกว่าปัจจุบัน
- ลดขนาดองค์กร ลดต้นทุน และหาพันธมิตร
โดยคณะใดที่มีคนสมัครเรียนน้อย อาจพิจารณายุบรวมกับคณะหรือสาขาอื่น เพื่อนำทรัพยากรไปทุ่มเทให้กับสาขาที่เป็นเทรนด์อนาคต
หรือสร้างหลักสูตรข้ามสายวิชา เพื่อให้ผู้เรียนมีทักษะที่หลากหลายมากขึ้น
รวมไปถึง การจับมือควบรวมกับพันธมิตรมหาวิทยาลัยอื่น ๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อสร้างจุดแข็ง ลดต้นทุน และแชร์ทรัพยากรร่วมกัน อย่างเช่น อุปกรณ์การเรียนการสอนที่มีราคาแพง หรือการจ้างอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญ
ซึ่งทำให้มหาวิทยาลัยที่มีขนาดเล็กลง ยังคงสามารถเข้าถึงทรัพยากรที่มีคุณภาพได้
มาถึงตรงนี้จะเห็นว่า จำนวนเด็กเกิดใหม่ที่ลดลง กำลังบีบให้มหาวิทยาลัยไทยต้องทบทวนหลายอย่างพร้อมกัน ตั้งแต่
จะสอนใคร
จะสอนอะไร
หารายได้จากไหน
ไปจนถึง โครงสร้างองค์กรควรมีขนาดเท่าไร
จะสอนอะไร
หารายได้จากไหน
ไปจนถึง โครงสร้างองค์กรควรมีขนาดเท่าไร
เมื่อ 18 ปีก่อน ประเทศไทยมีเด็กเกิดใหม่กว่า 8 แสนคน วันนี้เหลือเพียง 4 แสนกว่าคน
มหาวิทยาลัยจึงอาจอยู่รอดด้วยสูตรเดิมได้ยากขึ้น
ดังนั้น ทางรอดของมหาวิทยาลัยไทยคือ การต้องดิสรัปต์หรือเปลี่ยนแปลงตัวเองก่อนที่ปัญหาจะใหญ่ขึ้นกว่านี้
ดังนั้น ทางรอดของมหาวิทยาลัยไทยคือ การต้องดิสรัปต์หรือเปลี่ยนแปลงตัวเองก่อนที่ปัญหาจะใหญ่ขึ้นกว่านี้
เพราะมหาวิทยาลัยที่ยืนหยัดอยู่ได้ในอนาคตอาจไม่ใช่สถาบันการศึกษาที่ใหญ่ที่สุดหรือเก่าแก่ที่สุด
แต่อาจเป็นมหาวิทยาลัย ที่ยืดหยุ่นและปรับตัวได้เร็วที่สุด เพื่อให้ทันต่อความเปลี่ยนแปลงของประชากรและโลกใบใหม่นั่นเอง..