
คาเวียร์ที่ขายกันแพง ๆ เกินครึ่งมาจากจีน
คาเวียร์ที่ขายกันแพง ๆ เกินครึ่งมาจากจีน /โดย ลงทุนแมน
รู้หรือไม่ ? คาเวียร์ที่อยู่ตามร้านมิชลินต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น Guy Savoy ร้านมิชลิน 3 ดาวในปารีส, The French Laundry ร้านมิชลิน 3 ดาวในแคลิฟอร์เนีย หรือ Le Bernardin ร้านมิชลิน 3 ดาวในนิวยอร์กนั้น คือคาเวียร์จีน
ถ้าเมื่อ 30 ปีก่อน มีคนบอกว่า วันหนึ่ง ประเทศจีนจะกลายเป็นผู้ผลิตคาเวียร์รายใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นที่ยอมรับจากร้านอาหารหรูระดับโลก
หลายคนคงไม่เชื่อ เพราะคาเวียร์คือสัญลักษณ์ของความหรูหรา และยังมาจากปลาสเตอร์เจียน ที่เมื่อก่อนส่วนใหญ่อาศัยในทะเลแคสเปียน ทะเลสาบที่อยู่ระหว่างรัสเซียกับอิหร่าน
แล้วจีนทำอย่างไร ถึงสามารถกลายเป็นเจ้าตลาดคาเวียร์ระดับโลกได้ ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
คาเวียร์คือ ไข่ของปลาสเตอร์เจียน
ปกติแล้ว คาเวียร์เป็นธุรกิจที่ขึ้นอยู่กับธรรมชาติ ใครอยู่ใกล้ทะเลแคสเปียน ก็เหมือนอยู่ใกล้แหล่งวัตถุดิบที่ดีที่สุดในโลก
ซึ่งวงจรของปลาชนิดนี้ มีระยะเวลาที่ยาวนานกว่าปลาเศรษฐกิจทั่วไป
เพราะปลาสเตอร์เจียนตัวเมีย ต้องใช้เวลาราว 7-15 ปี (ขึ้นอยู่กับสายพันธ์ุ) กว่าจะโตเต็มวัยและพร้อมให้เก็บไข่
เพราะปลาสเตอร์เจียนตัวเมีย ต้องใช้เวลาราว 7-15 ปี (ขึ้นอยู่กับสายพันธ์ุ) กว่าจะโตเต็มวัยและพร้อมให้เก็บไข่
ด้วยความที่คาเวียร์มีราคาแพง ทำให้ความต้องการจับปลาสเตอร์เจียนมีมากขึ้น จนทำให้ปลาในธรรมชาติลดลงอย่างมาก ซึ่งเสี่ยงจะสูญพันธ์ุ
ด้วยเหตุนี้เอง ทำให้ปลาสเตอร์เจียนถูกควบคุมจาก CITES ตั้งแต่ปี 1998
ส่งผลให้การซื้อ-ขายระหว่างประเทศเป็นไปได้ยาก ต้องอยู่ภายใต้กฎระเบียบที่เข้มงวดขึ้น เพื่อควบคุมจำนวนประชากรปลา ไม่ให้เสี่ยงสูญพันธุ์
อย่างไรก็ตาม ประเทศผู้ผลิตไม่สามารถตกลงโควตาหรือแก้ปัญหาการลักลอบจับปลาได้ ในที่สุดปี 2006 CITES ก็ได้สั่งแบนการค้าคาเวียร์จากธรรมชาติไปเลย
แต่จุดนี้เอง ก็กลายเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตจีนขยายธุรกิจคาเวียร์ ด้วยการสร้างระบบเพาะเลี้ยงปลาสเตอร์เจียนแบบครบวงจร
ตั้งแต่การเลือกแหล่งน้ำที่เหมาะสม การเพาะพันธุ์ การเลี้ยงปลาหลายช่วงอายุ ไปจนถึงการผลิตคาเวียร์เพื่อส่งออกไปทั่วโลก
ซึ่งในปี 2025 ตลาดคาเวียร์ทั่วโลกมีปริมาณราว 808 ตัน โดยคาดว่า จีนมีสัดส่วนการผลิตสูงถึง 54% หรือประมาณ 437 ตัน ของทั้งโลก
และหนึ่งในบริษัท ที่มีส่วนช่วยให้จีนกำลังครองตลาดคาเวียร์โลก คือ Hangzhou Qiandaohu Xunlong Sci-Tech เจ้าของแบรนด์ Kaluga Queen ที่ก่อตั้งในปี 2003
ซึ่งบริษัทนี้ก่อตั้งโดยคุณหวัง ปิน ร่วมกับทีมนักวิจัย โดยมีทั้งหน่วยงานด้านการประมงของรัฐ บริษัทเอกชน และผู้ร่วมทุนรายอื่นเข้ามาถือหุ้นร่วมกัน
โดยโมเดลการสร้างรายได้ของธุรกิจนี้มาจาก 3 ส่วน คือ
- ขายคาเวียร์ภายใต้แบรนด์ Kaluga Queen
- ขายคาเวียร์ให้แบรนด์อื่นนำไปจำหน่ายต่อ หรือ OEM
- ขายเนื้อปลาสเตอร์เจียนและผลิตภัณฑ์แปรรูป
- ขายคาเวียร์ให้แบรนด์อื่นนำไปจำหน่ายต่อ หรือ OEM
- ขายเนื้อปลาสเตอร์เจียนและผลิตภัณฑ์แปรรูป
จากการพัฒนาธุรกิจอย่างต่อเนื่องมากกว่า 20 ปี วันนี้บริษัทมีส่วนแบ่งประมาณ 36.1% ของปริมาณการขายคาเวียร์ทั่วโลก หรือพูดง่าย ๆ ว่า คาเวียร์ทุก ๆ 3 กระปุกบนโต๊ะอาหารหรูทั่วโลก จะมี 1 กระปุกที่ส่งมาจากบริษัทจีนแห่งนี้
แล้วส่วนแบ่งการตลาดนี้ใหญ่แค่ไหน เมื่อเทียบกับคู่แข่ง ?
หากดูผู้ผลิตคาเวียร์ 5 อันดับแรกของโลกในปี 2025 พบว่า
1. Hangzhou Qiandaohu Xunlong Sci-Tech (Kaluga Queen) จากจีน ส่วนแบ่งตลาด 36.1%
2. Sichuan Runzhao Fisheries (Frosista) จากจีน ส่วนแบ่งตลาด 8.0%
3. Antonius Caviar จากโปแลนด์ ส่วนแบ่งตลาด 6.2%
4. Agroittica Lombarda (Calvisius) จากอิตาลี ส่วนแบ่งตลาด 4.3%
5. Caviar House & Prunier จากฝรั่งเศส ส่วนแบ่งตลาด 3.1%
2. Sichuan Runzhao Fisheries (Frosista) จากจีน ส่วนแบ่งตลาด 8.0%
3. Antonius Caviar จากโปแลนด์ ส่วนแบ่งตลาด 6.2%
4. Agroittica Lombarda (Calvisius) จากอิตาลี ส่วนแบ่งตลาด 4.3%
5. Caviar House & Prunier จากฝรั่งเศส ส่วนแบ่งตลาด 3.1%
จะเห็นว่า Kaluga Queen เพียงบริษัทเดียว มีส่วนแบ่งตลาดมากกว่าอันดับ 2 ถึงอันดับ 5 รวมกัน
และที่น่าสนใจคือ ผู้ผลิตอันดับ 1 และอันดับ 2 ของโลก ต่างก็เป็นบริษัทจากประเทศจีน
สะท้อนได้เป็นอย่างดีว่า ศูนย์กลางการผลิตคาเวียร์ได้อยู่ที่จีนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
สะท้อนได้เป็นอย่างดีว่า ศูนย์กลางการผลิตคาเวียร์ได้อยู่ที่จีนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
หากดูผลประกอบการของ Kaluga Queen ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา
ปี 2023 รายได้ 2,886 ล้านบาท กำไรสุทธิ 1,364 ล้านบาท
ปี 2024 รายได้ 3,346 ล้านบาท กำไรสุทธิ 1,621 ล้านบาท
ปี 2025 รายได้ 3,845 ล้านบาท กำไรสุทธิ 1,825 ล้านบาท
ปี 2024 รายได้ 3,346 ล้านบาท กำไรสุทธิ 1,621 ล้านบาท
ปี 2025 รายได้ 3,845 ล้านบาท กำไรสุทธิ 1,825 ล้านบาท
จากตัวเลขนี้ จะเห็นว่าในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา รายได้ของบริษัทเติบโตอย่างต่อเนื่อง
ขณะที่มีอัตรากำไรสุทธิสูงถึง 47-48%
หรือพูดง่าย ๆ คือ ทุก ๆ รายได้ 100 บาท บริษัททำกำไรสุทธิได้เกือบ 50 บาทเลยทีเดียว
หรือพูดง่าย ๆ คือ ทุก ๆ รายได้ 100 บาท บริษัททำกำไรสุทธิได้เกือบ 50 บาทเลยทีเดียว
ปัจจุบัน บริษัทมีมูลค่าเกือบ 30,000 ล้านบาท
ถึงตรงนี้ เรื่องนี้ถือเป็นอีกหนึ่งกรณีศึกษาที่น่าสนใจในโลกธุรกิจ
เพราะภาพจำของสินค้า Made in China ที่หลายคนคุ้นเคย คือผลิตแบบเน้นปริมาณ และการแข่งขันด้วยราคาที่ถูกกว่า แต่สำหรับอุตสาหกรรมคาเวียร์ จีนได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า จีนก็สามารถผลิตสินค้าที่คุณภาพดี ไม่แพ้ประเทศใดในโลกได้เช่นกัน ถ้าคิดจะทำ..