
เครื่องใช้ไฟฟ้าโตชิบา ชื่อญี่ปุ่น แต่วันนี้เป็นของบริษัทจีน
เครื่องใช้ไฟฟ้าโตชิบา ชื่อญี่ปุ่น แต่วันนี้เป็นของบริษัทจีน /โดย ลงทุนแมน
โตชิบา นำสิ่งที่ดีสู่ชีวิต เมื่อได้ยินประโยคนี้ หลายคนคงนึกถึงเครื่องใช้ไฟฟ้าญี่ปุ่น ที่อยู่คู่บ้านคนไทยมาหลายสิบปี
แต่รู้หรือไม่ว่า ธุรกิจเครื่องใช้ไฟฟ้าของโตชิบา เข้าไปอยู่ภายใต้กลุ่ม Midea จากประเทศจีน ตั้งแต่ปี 2016
หมายความว่า ชื่อที่เราเห็นบนสินค้า ยังคงเป็นแบรนด์ที่มีต้นกำเนิดจากญี่ปุ่น
แต่ผู้ถือหุ้นใหญ่ของธุรกิจนี้ เปลี่ยนมาเป็นกลุ่มทุนจีนนานถึง 10 ปีแล้ว..
แต่ผู้ถือหุ้นใหญ่ของธุรกิจนี้ เปลี่ยนมาเป็นกลุ่มทุนจีนนานถึง 10 ปีแล้ว..
แล้วมันเกิดอะไรขึ้นกับโตชิบา ?
ทำไมธุรกิจเครื่องใช้ไฟฟ้า จึงเปลี่ยนมือไปอยู่กับบริษัทจีน ?
ทำไมธุรกิจเครื่องใช้ไฟฟ้า จึงเปลี่ยนมือไปอยู่กับบริษัทจีน ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
ชื่อของโตชิบานั้น เป็นชื่อคุ้นหูคนทั่วโลกมานานแล้ว
ซึ่งก็คงไม่แปลกอะไร เพราะโตชิบา ทำธุรกิจบนโลกนี้มายาวนานกว่า 150 ปีแล้ว
ซึ่งก็คงไม่แปลกอะไร เพราะโตชิบา ทำธุรกิจบนโลกนี้มายาวนานกว่า 150 ปีแล้ว
แม้ภาพจำของหลายคนจะเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้า แต่ธุรกิจของบริษัทแห่งนี้กว้างกว่านั้นมาก ตั้งแต่ระบบพลังงาน โครงสร้างพื้นฐาน ไปจนถึงอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
ย้อนกลับไปในช่วงปี 2000 สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น เครื่องใช้ไฟฟ้า, โทรศัพท์มือถือ หรือคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล ล้วนแล้วแต่เป็นแบรนด์สินค้าจากประเทศญี่ปุ่น
แต่ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา บริษัทญี่ปุ่นกลับมีคู่แข่งหน้าใหม่ อย่างบริษัทจากประเทศจีน เข้ามาแย่งส่วนแบ่งการตลาด แต่แบรนด์จีนมักมีจุดขายอยู่ตรงที่การนำเสนอราคาที่ต่ำกว่าตลาด ตัวอย่างก็เช่น
- แบรนด์ทีวีจีน TCL และ Hisense
- แบรนด์แอร์ Haier
- แบรนด์คอมพิวเตอร์ Lenovo
- แบรนด์สมาร์ตโฟน Huawei และ Xiaomi
- แบรนด์แอร์ Haier
- แบรนด์คอมพิวเตอร์ Lenovo
- แบรนด์สมาร์ตโฟน Huawei และ Xiaomi
แบรนด์เหล่านี้ ได้เข้ามาแข่งขันกับบริษัทจากญี่ปุ่นโดยตรง
และเมื่อใดก็ตามที่เกิดการแข่งขัน ความสามารถในการทำกำไร ในอุตสาหกรรมนั้น ก็จะลดลงทันที
และเมื่อใดก็ตามที่เกิดการแข่งขัน ความสามารถในการทำกำไร ในอุตสาหกรรมนั้น ก็จะลดลงทันที
ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับโตชิบาก็คือ บริษัทเริ่มขาดทุนอย่างต่อเนื่อง
แต่แทนที่บริษัทจะปรับกลยุทธ์ในเชิงผลิตภัณฑ์ ให้มีความโดดเด่นมากขึ้น หรือหันไปควบคุมค่าใช้จ่าย
แต่แทนที่บริษัทจะปรับกลยุทธ์ในเชิงผลิตภัณฑ์ ให้มีความโดดเด่นมากขึ้น หรือหันไปควบคุมค่าใช้จ่าย
โตชิบา กลับเลือกเส้นทางที่เลวร้ายที่สุด อย่างการตกแต่งบัญชีเพื่อปกปิดการขาดทุน..
ซึ่งกว่าเรื่องจะแดงขึ้นมา ก็กินระยะเวลาไปกว่า 7 ปี ลากยาวมาตั้งแต่ปี 2008 จนถึงปี 2015
ทำให้ต้องปรับลดกำไรก่อนภาษีสะสมย้อนหลัง ตามขอบเขตการสอบสวนครั้งนั้น มากถึง 151,800 ล้านเยน
ทำให้ต้องปรับลดกำไรก่อนภาษีสะสมย้อนหลัง ตามขอบเขตการสอบสวนครั้งนั้น มากถึง 151,800 ล้านเยน
และที่กระทบหนักสุดเลยคือ เรื่องความน่าเชื่อถือของบริษัท ที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงผู้บริหารระดับสูง ปรับโครงสร้างธุรกิจ และทยอยขายหลายหน่วยธุรกิจออกไป
หนึ่งในนั้นคือ ธุรกิจเครื่องมือทางการแพทย์ โดย Canon เข้าซื้อในปี 2016 ด้วยมูลค่าประมาณ 665,500 ล้านเยน
อีกธุรกิจที่เปลี่ยนมือในปีเดียวกัน ก็คือเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เราคุ้นเคย
ผู้เข้ามาซื้อคือ Midea ผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าจากประเทศจีน
ข้อตกลงครั้งนั้น Midea เข้าซื้อหุ้นราว 80% ใน Toshiba Lifestyle Products & Services บริษัทที่ดูแลธุรกิจเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านของโตชิบา
คิดเป็นมูลค่าราว 53,700 ล้านเยน ส่วนโตชิบาถือหุ้นที่เหลือ 20%
แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ Midea ไม่ได้ซื้อเพียงธุรกิจผลิตและขายสินค้าเท่านั้น บริษัทยังได้รับสิทธิ์ใช้ชื่อแบรนด์ Toshiba ทั่วโลก สำหรับธุรกิจเครื่องใช้ไฟฟ้าที่อยู่ในข้อตกลง เป็นระยะเวลา 40 ปี
จึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมแม้ธุรกิจจะเปลี่ยนผู้ถือหุ้นใหญ่แล้ว ตู้เย็นและเครื่องซักผ้าที่วางขาย ก็ยังใช้ชื่อ Toshiba เหมือนเดิม
ซ้ำร้ายกว่านั้น ในปี 2017 บริษัทต้องเผชิญวิกฤติครั้งใหญ่อีกครั้ง เมื่อ Westinghouse บริษัทลูกในธุรกิจนิวเคลียร์ ยื่นขอฟื้นฟูกิจการภายใต้กฎหมายล้มละลายของสหรัฐฯ
ปัจจัยหลักมาจาก โครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในสหรัฐฯ ที่มีต้นทุนสูงกว่าประมาณการและเกิดความล่าช้า จนเกิดผลขาดทุนสูงถึงหลายแสนล้านเยน
และเป็นเหตุให้ต้องขายอีกหลายธุรกิจตามมา ไม่ได้จบแค่เครื่องใช้ไฟฟ้า..
อย่างธุรกิจทีวีของโตชิบาก็มีการเปลี่ยนมือ โดยปี 2017 มีการประกาศข้อตกลงขายหุ้น 95% ใน Toshiba Visual Solutions ให้ Hisense ซึ่งเป็นบริษัทจีนอีกแห่งหนึ่งด้วย
รวมถึงธุรกิจชิปหน่วยความจำ ที่ต่อมากลายเป็นบริษัทชื่อว่า Kioxia
โดยปี 2018 โตชิบาขาย Toshiba Memory ให้กลุ่มผู้ลงทุนที่นำโดย Bain Capital ในดีลมูลค่าประมาณ 2 ล้านล้านเยน โดยโตชิบาเองลดสัดส่วนการถือหุ้นเหลือราว 27% เท่านั้น
ซึ่งปัจจุบัน Kioxia มูลค่าบริษัทพุ่งไปถึงราว 28 ล้านล้านเยน จากกระแสของ AI ที่ต้องการชิปหน่วยความจำมากขึ้น
เท่ากับว่า แม้ Kioxia จะสร้างผลตอบแทนอย่างงามให้กับโตชิบา แต่วันนี้โตชิบากลับไม่ได้เป็นเจ้าของ Kioxia แบบเบ็ดเสร็จอีกต่อไปแล้ว
แล้ว Toshiba Corporation บริษัทแม่เดิม ปัจจุบันเป็นอย่างไร ?
ในปี 2023 กลุ่มผู้ลงทุนญี่ปุ่นที่นำโดย Japan Industrial Partners หรือ JIP เข้าซื้อกิจการโตชิบา ในดีลที่ประเมินมูลค่าบริษัทไว้ราว 2 ล้านล้านเยน ก่อนที่จะนำหุ้นโตชิบาออกจากตลาดหลักทรัพย์ฯ ในปลายปี 2023 ที่ผ่านมา
ถึงตรงนี้จะเห็นได้ว่า แม้จะเป็นบริษัทระดับโลก และทำธุรกิจมายาวนานเกินกว่าร้อยปี
บริษัทก็ยังเผชิญกับความเสี่ยง จากทั้งคู่แข่งหน้าใหม่ รวมถึงเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันได้ทั้งนั้น
อย่างโตชิบา ที่ต้องยอมตัดแขนตัดขา เพื่อรักษาชีวิต ด้วยการขายหลาย ๆ ธุรกิจของตัวเองออกไป แม้อาจจะไม่อยากขายแค่ไหนก็ตาม
อย่างโตชิบา ที่ต้องยอมตัดแขนตัดขา เพื่อรักษาชีวิต ด้วยการขายหลาย ๆ ธุรกิจของตัวเองออกไป แม้อาจจะไม่อยากขายแค่ไหนก็ตาม
จนสุดท้าย ตู้เย็นหรือเครื่องซักผ้าในบ้านเรายังติดชื่อญี่ปุ่นเหมือนเดิม แต่ผู้ถือหุ้นใหญ่ของธุรกิจเบื้องหลังชื่อนั้น เปลี่ยนไปแล้ว ตั้งแต่เมื่อ 10 ปีก่อน..