
เงินบริจาคในเอเชีย 3.9 ล้านล้านบาทต่อปี 50% มาจากคนธรรมดา ส่วนมหาเศรษฐี มีสัดส่วนแค่ 4%
ปี 2024 คนเอเชียบริจาคเงินเพื่อการกุศลภายในประเทศรวมกันราว 109,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 3.9 ล้านล้านบาท
และเมื่อแยกดูว่าเงินก้อนนี้มาจากใคร ปรากฏว่ากลุ่มมหาเศรษฐีระดับ Ultra High Net Worth (UHNW) มีสัดส่วนเพียง 4%
ขณะที่บุคคลทั่วไป ให้มากถึง 50%
ขณะที่บุคคลทั่วไป ให้มากถึง 50%
ตัวเลขนี้มาจากรายงานฉบับเฉพาะกาลของ คณะกรรมาธิการการกุศลแห่งเอเชีย (The Commission on Asian Philanthropy) ที่เผยแพร่เมื่อเดือนกันยายน 2026
แล้วเงินบริจาคในเอเชียมาจากไหนบ้าง ?
และประเทศไทย แตกต่างจากภาพนี้หรือไม่ ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
และประเทศไทย แตกต่างจากภาพนี้หรือไม่ ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
คณะกรรมาธิการการกุศลแห่งเอเชีย เป็นโครงการระยะ 3 ปี เริ่มเมื่อเดือนกันยายน 2024 ตั้งเป้าเร่งพัฒนาระบบนิเวศการกุศลในเอเชีย ให้เติบโตอย่างทั่วถึงและยั่งยืนภายในปี 2050
ขอบเขตของรายงานครอบคลุมเขตอำนาจรัฐที่รวมกันแล้วคิดเป็น 70% ของประชากร และ 80% ของ GDP ของเอเชีย
เหตุผลที่เอเชียมีความสำคัญ เพราะว่าเอเชียมีส่วนแบ่งการค้ามากกว่า 1 ใน 3 ของโลก คิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของ GDP โลก และมีความมั่งคั่งถึง 37% ของโลก
ในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา คนเอเชียกว่า 1,000 ล้านคน หลุดพ้นจากความยากจนขั้นรุนแรง แต่ก็ยังมีอีกหลายร้อยล้านคนที่อยู่ในสภาวะเปราะบาง
ทีนี้ มาดูตัวเลขเงินบริจาคกัน
รายงานแบ่งแหล่งเงินบริจาคเป็น 4 กลุ่ม จากยอดรวม 109,000 ล้านดอลลาร์
- บุคคลทั่วไป 55,000 ล้านดอลลาร์ หรือ 50% (ราว 1.9 ล้านล้านบาท)
- องค์กรเอกชน 27,000 ล้านดอลลาร์ หรือ 25% (ราว 9.6 แสนล้านบาท)
- เงินที่ภาครัฐจัดสรรตามดุลยพินิจ 23,000 ล้านดอลลาร์ หรือ 21% (ราว 8.1 แสนล้านบาท)
- กลุ่มมหาเศรษฐี UHNW 4,000 ล้านดอลลาร์ หรือ 4% (ราว 1.4 แสนล้านบาท)
- องค์กรเอกชน 27,000 ล้านดอลลาร์ หรือ 25% (ราว 9.6 แสนล้านบาท)
- เงินที่ภาครัฐจัดสรรตามดุลยพินิจ 23,000 ล้านดอลลาร์ หรือ 21% (ราว 8.1 แสนล้านบาท)
- กลุ่มมหาเศรษฐี UHNW 4,000 ล้านดอลลาร์ หรือ 4% (ราว 1.4 แสนล้านบาท)
โดยเงินที่ภาครัฐจัดสรรตามดุลยพินิจ คือเงินที่ระบุวัตถุประสงค์ชัดเจนและมีโครงสร้างกำกับดูแล เช่น กองทุนสมทบ กองทุนสลากกินแบ่งรัฐบาล เงินฝากในบัญชีที่ไม่มีการเคลื่อนไหว โดยไม่นับงบประมาณปกติอย่างการศึกษาหรือสาธารณสุข
ส่วนการบริจาคข้ามพรมแดน มีมูลค่าราว 1,400 ล้านดอลลาร์ในปี 2024 เทียบกับยอดรวม 109,000 ล้านดอลลาร์ เท่ากับประมาณ 1.3% เท่านั้น
ถ้าแยกรายประเทศ สัดส่วนเงินบริจาคจากบุคคลทั่วไป
- มาเลเซีย 85%
- อินโดนีเซีย 81%
- ไทย 74%
- ซาอุดีอาระเบีย 62%
- สิงคโปร์ 59%
- อินเดีย 57%
- ญี่ปุ่น 51%
- ฮ่องกง 39%
- จีน 29%
- มาเลเซีย 85%
- อินโดนีเซีย 81%
- ไทย 74%
- ซาอุดีอาระเบีย 62%
- สิงคโปร์ 59%
- อินเดีย 57%
- ญี่ปุ่น 51%
- ฮ่องกง 39%
- จีน 29%
ขณะที่ฮ่องกง ภาคธุรกิจเป็นผู้ให้หลักที่ 43%
ส่วนจีน เงินจากภาครัฐสูงถึง 36%
และซาอุดีอาระเบียเป็นที่ที่กลุ่ม UHNW มีสัดส่วนสูงสุด ที่ 12%
ส่วนจีน เงินจากภาครัฐสูงถึง 36%
และซาอุดีอาระเบียเป็นที่ที่กลุ่ม UHNW มีสัดส่วนสูงสุด ที่ 12%
สำหรับไทย รายงานประเมินว่า ปี 2024 มีเงินบริจาคภายในประเทศรวมราว 2,900 ล้านดอลลาร์ หรือราว 1 แสนล้านบาท คิดเป็นประมาณ 2.7% ของยอดรวมทั้งภูมิภาค
โดยแบ่งเป็น
- บุคคลทั่วไป 2,200 ล้านดอลลาร์ (74%)
- องค์กรเอกชน 600 ล้านดอลลาร์ (19%)
- ภาครัฐ 100 ล้านดอลลาร์ (5%)
- กลุ่ม UHNW 50 ล้านดอลลาร์ (2%)
- บุคคลทั่วไป 2,200 ล้านดอลลาร์ (74%)
- องค์กรเอกชน 600 ล้านดอลลาร์ (19%)
- ภาครัฐ 100 ล้านดอลลาร์ (5%)
- กลุ่ม UHNW 50 ล้านดอลลาร์ (2%)
เทียบให้เห็นภาพ ไทยมีสัดส่วนจากบุคคลทั่วไปสูงเป็นอันดับ 3 จากในรายงาน รองจากมาเลเซียและอินโดนีเซียเท่านั้น
แต่สัดส่วนจากกลุ่ม UHNW ที่ 2% ก็อยู่ในกลุ่มต่ำสุด ร่วมกับมาเลเซีย 2% และอินโดนีเซีย 1%
แต่ต้องบอกว่า รายงานเตือนว่า ตัวเลขของแต่ละประเทศในการประเมินระยะแรกนี้ ยังเทียบกันตรง ๆ ทุกรายการไม่ได้ เพราะแหล่งข้อมูลและวิธีเก็บข้อมูลต่างกัน
และรายงานยังไม่นับการบริจาคเป็นสิ่งของและบริการ เพราะข้อมูลไม่สมบูรณ์ และไม่มีวิธีประเมินมูลค่าที่เป็นมาตรฐานร่วมกัน
และรายงานยังไม่นับการบริจาคเป็นสิ่งของและบริการ เพราะข้อมูลไม่สมบูรณ์ และไม่มีวิธีประเมินมูลค่าที่เป็นมาตรฐานร่วมกัน
เรื่องนี้ทำให้ตัวเลขที่เห็น อาจต่ำกว่าความเป็นจริงได้
แล้วอนาคตเป็นอย่างไร ?
แล้วอนาคตเป็นอย่างไร ?
รายงานประเมินว่า ในทศวรรษหน้า เงินบริจาคภายในประเทศของเขตอำนาจรัฐที่ศึกษา จะมีมูลค่าเทียบเท่ากว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ (35 ล้านล้านบาท) และถ้านับการเติบโตจากภายในด้วย จะอยู่ที่ราว 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ (53 ล้านล้านบาท)
หากแต่ละประเทศเรียนรู้จากกันและต่อยอดนวัตกรรมในประเทศ จะเพิ่มได้อีก 189,000 ล้านดอลลาร์ (6.7 ล้านล้านบาท)
คณะกรรมาธิการรวบรวมแนวทางยุทธศาสตร์การเติบโตไว้ 12 แนวทาง และ 6 แนวทางสร้างมูลค่าเงินบริจาคได้เกิน 1 พันล้านดอลลาร์ต่อปี โดยแนวทางส่วนใหญ่ใช้กลไกอื่นนอกเหนือจากสิทธิประโยชน์ทางภาษี
ส่วนในไทย รายงานหยิบ โครงการน่านแซนด์บอกซ์ มาเป็นตัวอย่างของการสนับสนุนที่ไม่ใช่ตัวเงิน ที่ธนาคารกสิกรไทยร่วมมือกับภาครัฐ ระดมเครือข่ายภาคธุรกิจ
นำศักยภาพและมุมมองของผู้บริหารระดับสูงมาสร้างโมเดลพัฒนาเชิงพื้นที่ ครอบคลุมระบบบริการสุขภาพ การเสริมพลังเยาวชน และห่วงโซ่คุณค่าวนเกษตรพฤกษเภสัช พร้อมอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าไม้
และข้อมูลจากรายงานนี้ ก็อาจทำให้เกิดคำถามว่า โจทย์ของการกุศลในเอเชีย คือการทำให้ UHNW บริจาคมากขึ้นหรือไม่ ?
ถ้าตอบว่าใช่ ก็มีเหตุผลรองรับ กลุ่ม UHNW ให้เพียง 4% ของเงินบริจาคทั้งภูมิภาค
และในไทยอยู่ที่ราว 2% ถ้าคนกลุ่มนี้ให้เพิ่มขึ้น ก็อาจเป็นเงินก้อนใหญ่ที่เพิ่มได้ต่อรายหรือต่อโครงการ
และในไทยอยู่ที่ราว 2% ถ้าคนกลุ่มนี้ให้เพิ่มขึ้น ก็อาจเป็นเงินก้อนใหญ่ที่เพิ่มได้ต่อรายหรือต่อโครงการ
แต่ถ้ามองอีกด้าน ตัวเลขก็บอกว่า ฐานที่ใหญ่กว่า คือบุคคลทั่วไป เมื่อเทียบกันในระดับภูมิภาค
ถ้า UHNW ให้เพิ่มเป็น 2 เท่า จะได้เงินเพิ่มราว 4,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเท่ากับบุคคลทั่วไปให้เพิ่มขึ้นเพียงราว 7%
ส่วนในไทย เงินจาก UHNW ทั้งก้อนราว 50 ล้านดอลลาร์ เทียบเท่ากับบุคคลทั่วไปให้เพิ่มขึ้นราว 2%
แล้วเงินบริจาคก้อนต่อไปที่เพิ่มขึ้นของเอเชีย
ควรจะมาจาก คนไม่กี่คนที่ให้ก้อนใหญ่ขึ้น
หรือคนหลายร้อยล้านคนที่ให้เพิ่มทีละนิด
ควรจะมาจาก คนไม่กี่คนที่ให้ก้อนใหญ่ขึ้น
หรือคนหลายร้อยล้านคนที่ให้เพิ่มทีละนิด
หรือควรจะเป็นทุกฝ่าย ที่สามารถร่วมช่วยเหลือสังคมไปพร้อม ๆ กันได้..