ฝรั่งเศส ประเทศที่คนอยากเรียน ต้องได้เรียนฟรีถึงมหาวิทยาลัย แล้วใครจ่าย ?

ฝรั่งเศส ประเทศที่คนอยากเรียน ต้องได้เรียนฟรีถึงมหาวิทยาลัย แล้วใครจ่าย ?

178 ยูโร หรือราว 6,700 บาท คือค่าเรียนมหาวิทยาลัยรัฐของฝรั่งเศสตลอดทั้งปี สำหรับทุกคนที่มีโอกาสเกิดมาเป็นคนฝรั่งเศส และพลเมืองยุโรป
เงินจำนวนนี้ ถูกกว่าค่าเช่าห้องพักนักศึกษาที่นั่น แค่เพียงเดือนเดียวเสียอีก
รู้หรือไม่ว่า เบื้องหลังตัวเลขเล็ก ๆ นี้ กลับมีบิลก้อนใหญ่ซ่อนอยู่ เพราะต้นทุนเฉลี่ยจริง ในการดูแลนักศึกษามหาวิทยาลัย 1 คน สูงถึงประมาณ 460,000 บาทต่อปี
ซึ่งส่วนต่างอีกกว่า 450,000 บาทนั้น ไม่ได้หายไปไหน แต่มีคนแปลกหน้าทั้งประเทศจำนวนนับไม่ถ้วน ช่วยกันแบกรับอยู่ทุกปี..
นี่คือคำสัญญาที่ฝรั่งเศสส่งต่อกันมาหลายชั่วอายุคน จากรุ่นสู่รุ่น ว่าใครก็ตามที่อยากเรียน ต้องได้เรียน โดยต้องไม่ปล่อยให้จำนวนเงินในกระเป๋ามาเป็นตัวตัดสินเด็ดขาด
แต่ในวันที่กระเป๋าเงินของประเทศเริ่มตึงมือ คำสัญญานี้ ก็กำลังถูกตั้งคำถามครั้งใหญ่ ว่าเงินที่คนทั้งประเทศช่วยกันจ่ายมาตลอดนี้ ควรครอบคลุมไปถึงใครบ้าง
และเทอมใหม่ที่เพิ่งเปิดเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ก็เป็นปีแรกที่ฝรั่งเศสได้ขีดเส้นแบ่งนั้นอย่างจริงจัง ด้วยการเรียกเก็บค่าเรียนในอัตราที่สูงขึ้น จากนักศึกษาหน้าใหม่ ที่มาจากนอกยุโรป
หากสงสัยว่า ฝรั่งเศสได้สร้างคำสัญญานี้ขึ้นมาได้อย่างไร และเงินก้อนมหาศาลที่คอยหล่อเลี้ยงระบบนี้ไว้ มาจากไหน
แล้วทำไมวันนี้ จึงต้องมีการทบทวนครั้งใหญ่ว่า ใครควรได้เรียนฟรี และใครถึงเวลาต้องช่วยจ่าย ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
เรื่องราวทั้งหมดนี้ ต้องย้อนกลับไปตั้งแต่ยุคการปฏิวัติฝรั่งเศส เมื่อกว่า 230 ปีก่อน
เดือนเมษายน ปี 1792 คุณ Condorcet นักคณิตศาสตร์และนักปรัชญา ในฐานะประธานคณะกรรมการด้านการศึกษาของสภา ได้เสนอแผนจัดระบบการศึกษาของชาติ ต่อสภานิติบัญญัติ
แผนนี้แบ่งการศึกษาออกเป็น 4 ระดับ ตั้งแต่โรงเรียนประถมไปจนถึงขั้นสูงสุด และเสนอให้ทุกระดับ ได้เรียนฟรีทั้งหมด
แนวคิดของเขาเรียบง่ายมาก คือความรู้ต้องเป็นของคนทุกคน เพราะหากคนส่วนใหญ่ยังเข้าไม่ถึงความรู้ ความเท่าเทียมทางสิทธิที่การปฏิวัติได้สัญญาไว้ ก็จะไม่มีวันเกิดขึ้นได้จริง
แต่ผลจากความวุ่นวายทางการเมืองในยุคนั้น ร่างกฎหมายนี้กลับถูกพักเอาไว้ และกลายเป็นเพียงแค่ความฝันบนกระดาษ..
ความฝันนี้ ต้องรอนานอีกหลายสิบปี กว่าจะค่อย ๆ ถูกทำให้เป็นจริงทีละขั้น ๆ
เริ่มจากปี 1833 ที่กฎหมายของคุณ François Guizot บังคับให้ทุกตำบล ต้องเปิดโรงเรียนสำหรับเด็กผู้ชายขึ้นมา
จนมาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญในยุคสาธารณรัฐที่ 3 เมื่อคุณ Jules Ferry รัฐมนตรีศึกษาธิการ ผลักดันกฎหมายประวัติศาสตร์ออกมา 2 ฉบับ
ฉบับแรกในปี 1881 ทำให้การศึกษาระดับประถม เรียนฟรีกันทั้งเด็กผู้ชายและเด็กผู้หญิง
ส่วนฉบับที่ 2 ในปี 1882 บังคับให้เด็กอายุ 6-13 ปีทุกคน ต้องได้รับการศึกษา โดยแยกศาสนาออกจากห้องเรียนอย่างเด็ดขาด
เบื้องหลังของกฎหมายนี้ ไม่ได้มีแค่อุดมการณ์เท่านั้น แต่ยังเป็นยุทธศาสตร์ของรัฐ ที่ต้องการลดอิทธิพลของศาสนจักร ซึ่งเคยกุมการศึกษาไว้อย่างเนิ่นนาน และปั้นพลเมืองรุ่นใหม่ ให้ยืนหยัดเคียงข้างสาธารณรัฐ..
หลังจากนั้น ความฟรีก็ค่อย ๆ ไต่ระดับขึ้นไป โดยในช่วงปี 1930-1933 การศึกษาระดับมัธยมก็เริ่มเรียนฟรีเช่นกัน ทำให้จำนวนเด็กที่ได้เรียนต่อ เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
และพอถึงปี 1946 หลังจบสงครามโลกครั้งที่ 2 ฝรั่งเศสก็ได้เขียนหลักการนี้ ลงไปในอารัมภบทของรัฐธรรมนูญ ว่าการจัดการศึกษาสาธารณะฟรี และปลอดศาสนาในทุกระดับ ถือเป็นหน้าที่ของรัฐ
หลักการนี้กลายมาเป็นดั่งเสาเข็มต้นสำคัญ ที่ค้ำยันระบบการศึกษาของฝรั่งเศสมาจนถึงทุกวันนี้ ที่คนอยากเรียน แทบจะไม่ต้องจ่ายค่าเล่าเรียนเลย ตั้งแต่โรงเรียนรัฐ ไปจนถึงมหาวิทยาลัยรัฐ..
ถึงตรงนี้ ก็อาจจะมีคนสงสัยว่า ถ้าคนเรียนไม่ต้องจ่าย แล้วใครล่ะที่เป็นคนออกเงินให้ ?
ในปี 2024 ฝรั่งเศสใช้เงินไปกับการศึกษาทั้งหมด 197,100 ล้านยูโร หรือประมาณ 7,400,000 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 6.8% ของ GDP
และแน่นอนว่า เงินของรัฐ ก็ต้องมาจากภาษีของประชาชน
ซึ่งฝรั่งเศส นับเป็นหนึ่งในประเทศที่เก็บภาษีหนักที่สุดในโลก โดยปี 2024 รายได้ภาษีคิดเป็น 43.5% ของ GDP
ถือได้ว่าสูงเป็นอันดับ 2 ในประเทศกลุ่ม OECD รองจากเดนมาร์กเท่านั้น
พูดให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือ การศึกษาฟรีของฝรั่งเศส ไม่ได้มาจากเงินฟรีที่สามารถเสกขึ้นมาได้ แต่เป็นระบบที่คนทั้งประเทศ ช่วยกันจ่ายล่วงหน้าผ่านภาษี มาตลอดชีวิต
ระบบนี้ดำเนินมาได้ด้วยดี แถมดึงดูดให้มีเด็กจากทั่วโลก เข้ามาใช้สิทธิประโยชน์นี้ โดยเดินทางเข้ามาเรียนที่ฝรั่งเศสทุกปีต่อเนื่องกันมานาน
จนกระทั่งเกิดมีคำถามหนึ่งผุดขึ้นมาว่า คนที่ไม่เคยลงขันด้วยล่ะ ควรจะได้เรียนฟรีแบบนี้ต่อไปด้วยหรือไม่ ?
ปี 2018 รัฐบาลฝรั่งเศสได้ให้คำตอบกับเรื่องนี้ ผ่านแผนที่มีชื่อว่า Bienvenue en France หรือแปลว่า “ยินดีต้อนรับสู่ฝรั่งเศส”
เป้าหมายของแผนนี้คือการดึงนักศึกษาต่างชาติเข้ามาเรียนให้ได้ 500,000 คน ภายในปี 2027
แต่สิ่งที่มาพร้อมกับคำเชิญชวนนี้ คือนักศึกษาจากนอกสหภาพยุโรป ที่เพิ่งเข้ามาเรียนใหม่ จะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมแพงขึ้นราว 16 เท่า จากที่เคยจ่ายอยู่ก่อนหน้านั้น
เหตุผลของรัฐบาลก็ตรงไปตรงมา คือคนกลุ่มนี้ไม่ได้เสียภาษีในฝรั่งเศส
และต่อให้ถึงจะต้องจ่ายแพงขึ้นแล้ว ก็ยังคิดเป็นเพียงแค่ราว 1 ใน 3 ของต้นทุนจริงที่ควรจะต้องจ่ายเท่านั้นเอง..
แผนนี้ถูกต่อต้านอย่างหนัก จนเรื่องไปถึงศาลรัฐธรรมนูญ โดยในปี 2019 ศาลก็ตัดสินว่า มหาวิทยาลัยรัฐต้องเรียนฟรีจริง แต่ก็ยังเก็บค่าธรรมเนียมได้ ถ้าเป็นจำนวนเงินเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
สุดท้าย แผนเก็บค่าธรรมเนียมใหม่ก็ผ่านการตรวจสอบ และได้ไปต่อ แต่ในทางปฏิบัติ กลับแทบจะไม่มีใครต้องจ่ายเงินจริงด้วยซ้ำ
เพราะกฎหมายเปิดช่องให้มหาวิทยาลัย ยกเว้นค่าธรรมเนียมได้เอง และมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ที่ไม่เห็นด้วยกับแผนนี้ตั้งแต่แรก ก็ยังเลือกยกเว้นให้แทบทุกคน
ซึ่งข้อมูลในปี 2024 เปิดเผยว่า จากนักศึกษาที่เข้าข่ายต้องจ่ายเงินแพงขึ้นราว 111,000 คน มีถึงประมาณ 100,000 คนได้รับการยกเว้นเลยทีเดียว
ระหว่างนั้นเอง นักศึกษาต่างชาติก็ยังไหลเข้ามาเรื่อย ๆ ไม่หยุดหย่อน จนแตะ 443,500 คน ในปีการศึกษา 2024-2025 หรือเกือบ 15% ของนักศึกษาทั้งประเทศ ในขณะที่ระบบที่มีอยู่ ก็เริ่มจะไม่สามารถแบกรับได้ไหวอีกต่อไป
สะท้อนมาจากในปี 2025 มหาวิทยาลัยเกือบ 60 แห่ง จาก 74 แห่ง ต้องตั้งงบประมาณแบบขาดดุลเป็นครั้งแรก รวมไปถึงบางแห่งต้องลดจำนวนที่นั่งนักศึกษาลง
อย่างไรก็ตาม ก็ต้องบอกแบบนี้ว่า ต้นเหตุก็ไม่ได้อยู่ที่การเปิดรับนักศึกษาต่างชาติให้เข้ามาเรียนฟรีอย่างเดียว เพราะค่าจ้างของบุคลากร และต้นทุนการดำเนินงานต่าง ๆ ก็เป็นตัวการที่สำคัญเช่นเดียวกัน
แต่ปัญหาเรื่องเงิน ก็ไม่ได้อยู่แค่ในรั้วมหาวิทยาลัยเท่านั้น เพราะกระเป๋าเงินของรัฐบาลฝรั่งเศสเอง ก็กำลังตึงมือไม่แพ้กัน
ในปี 2025 ฝรั่งเศสขาดดุลงบประมาณ 5.1% ของ GDP และมีหนี้สาธารณะสูงถึง 115.6% ของ GDP
เมื่อช่องทางการหาเงินเพิ่ม ผ่านการขึ้นค่าเล่าเรียนกับคนฝรั่งเศสเองเป็นเรื่องยาก เพราะติดหลักการเรียนฟรีในรัฐธรรมนูญ
ทางออกของรัฐบาล จึงหนีไม่พ้นไปเก็บเอาจากฝั่งคนที่ไม่เคยลงขันด้วยมาก่อนเลย
โดยเดือนเมษายน ปี 2026 รัฐบาลประกาศแผนใหม่ ชื่อว่า “Choose France for Higher Education” มาแทนที่แผนเดิม
โดยจะจำกัดให้มหาวิทยาลัย ยกเว้นค่าธรรมเนียมได้ไม่เกิน 30% ในปีนี้ ก่อนจะค่อย ๆ ลดลงเหลือ 20% ในปี 2028
นั่นแปลว่า เทอมใหม่ที่เพิ่งเปิดในเดือนกันยายนที่ผ่านมา คือปีแรกที่ได้เริ่มถูกบังคับใช้งานจริง
ซึ่งค่าธรรมเนียมปัจจุบัน อยู่ที่ประมาณ 2,900 ยูโร หรือราว 109,000 บาทต่อปี สำหรับระดับปริญญาตรี และรัฐบาลคาดว่า จะช่วยเพิ่มรายได้ให้มหาวิทยาลัย ได้ถึง 250 ล้านยูโรต่อปี
แม้ปีนี้จะยังเป็นปีเปลี่ยนผ่าน ที่หลายมหาวิทยาลัยยังผ่อนปรนได้ แต่หลังจากนี้ ประตูก็จะยิ่งแคบลงทุกปี
และไม่ได้มีแค่เรื่องราคาเท่านั้น เพราะแผนใหม่ ยังเลือกทุ่มทุนการศึกษาสำหรับนักศึกษาต่างชาติถึง 60% ไปที่สาขาที่ประเทศต้องการ อย่างสุขภาพ ดิจิทัล และเทคโนโลยีชีวภาพ
หรือพูดให้เห็นภาพก็คือ จากเดิมที่ฝรั่งเศสเปิดประตูต้อนรับทุกคน วันนี้กำลังเริ่มเลือกแบบเฉพาะเจาะจงมากขึ้นว่า ใครจะมีโอกาสเข้ามาได้..
อ่านมาถึงตรงนี้ เราก็น่าจะเข้าใจกันดีขึ้นแล้วว่า การศึกษาฟรีของฝรั่งเศสไม่ใช่ของขวัญที่ตกลงมาจากฟ้า แต่กลับเป็นคำสัญญาที่ถูกส่งต่อกันมาหลายชั่วอายุคน
ตั้งแต่ความฝันบนกระดาษของคุณ Condorcet จนได้กลายมาเป็นตัวอักษรจริงในรัฐธรรมนูญ
ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ ก็ไม่ได้แปลว่าฝรั่งเศสกำลังละทิ้งคำสัญญานั้นไปเสียทีเดียว เพราะคนฝรั่งเศสก็ยังจะได้เรียนในมหาวิทยาลัยรัฐ ในราคาปีละถูกแสนถูกเหมือนเดิม
แต่ความเปลี่ยนแปลงที่เราได้เห็น ก็ได้สะท้อนภาพความเป็นจริงของโลกใบนี้อยู่เหมือนกัน
ตรงที่ โลกนี้ไม่มีอะไรฟรี เงินทุกเหรียญที่ใช้จ่ายออกไป แท้จริงแล้ว กลับมีต้นทุนค่าเสียโอกาสมากมายซุกซ่อนอยู่ โดยที่คนส่วนใหญ่ ไม่ค่อยจะรู้กันเลย..
© 2026 Longtunman. All rights reserved. Privacy Policy.
Blockdit Icon