
สูตรเกษียณชนะเงินเฟ้อ ด้วยวิธีบ้าน ๆ
สูตรเกษียณชนะเงินเฟ้อ ด้วยวิธีบ้าน ๆ /โดย ลงทุนแมน
สมมติว่า เราวางแผนเกษียณจากการทำงานที่อายุ 55 ปี
โดยให้มีเงินใช้หลังเกษียณเดือนละ 50,000 บาท ไปตลอดชีวิต
โดยให้มีเงินใช้หลังเกษียณเดือนละ 50,000 บาท ไปตลอดชีวิต
ซึ่งผลตอบแทนหรือดอกผล ที่ได้จากพอร์ตการลงทุนของเรา เฉลี่ยเดือนละ 50,000 บาท หรือปีละ 600,000 บาท อาจจะดูเพียงพอในตอนนี้
แต่เมื่อโดนเงินเฟ้อกัดกินปีละ 2%
ผ่านไป 5 ปี จะมีมูลค่าเหลือจริง 45,285 บาท
ผ่านไป 10 ปี จะมีมูลค่าเหลือ 41,017 บาท
ผ่านไป 15 ปี จะมีมูลค่าเหลือ 37,150 บาท
ผ่านไป 20 ปี จะมีมูลค่าเหลือ 33,648 บาท
ผ่านไป 30 ปี จะมีมูลค่าเหลือ 27,606 บาท
ผ่านไป 10 ปี จะมีมูลค่าเหลือ 41,017 บาท
ผ่านไป 15 ปี จะมีมูลค่าเหลือ 37,150 บาท
ผ่านไป 20 ปี จะมีมูลค่าเหลือ 33,648 บาท
ผ่านไป 30 ปี จะมีมูลค่าเหลือ 27,606 บาท
เห็นไหมว่า เมื่อเวลาผ่านไป 30 ปี ผลตอบแทนจากการลงทุน มีมูลค่าหายไปเกือบครึ่ง เนื่องจากโดนเงินเฟ้อกัดกิน 2% ทุกปี
เมื่อผลตอบแทนที่เป็นตัวเลขเท่ากันทุกเดือน แต่มูลค่าที่แท้จริงของเงินกลับหายไปเรื่อย ๆ
แล้วเราจะต้องวางแผนการลงทุน หลังเกษียณอย่างไรดี ?
แล้วเราจะต้องวางแผนการลงทุน หลังเกษียณอย่างไรดี ?
ตามปกติ ถ้าคนวัยทำงาน จะคำนวณเงินเก็บไว้ใช้ยามเกษียณ
ก็จะดูว่าในอนาคตหลังจากที่ไม่ทำงาน เราอยากใช้เงินเดือนละเท่าไร
ก็จะดูว่าในอนาคตหลังจากที่ไม่ทำงาน เราอยากใช้เงินเดือนละเท่าไร
และเรารับความเสี่ยงจากการลงทุนในตอนนั้นได้มากแค่ไหน
อย่างสมมติว่า เราอยากใช้เงินเดือนละ 50,000 บาท หรือปีละ 600,000 บาท
และพอร์ตของเรารับความเสี่ยงสูงได้ อย่างการลงทุนใน S&P 500 ที่สามารถสร้างผลตอบแทนให้เราได้เฉลี่ย 10% ต่อปีในระยะยาว
และพอร์ตของเรารับความเสี่ยงสูงได้ อย่างการลงทุนใน S&P 500 ที่สามารถสร้างผลตอบแทนให้เราได้เฉลี่ย 10% ต่อปีในระยะยาว
พอเป็นแบบนี้ หลายคนก็อาจคำนวณกลับไปตรง ๆ เลยว่า ต้องมีเงินใช้ยามเกษียณทั้งหมดที่ 6,000,000 บาท เพื่อให้พอร์ตนี้ สร้างผลตอบแทน 10% หรือปีละ 600,000 บาทให้กับเรา
แต่ความเป็นจริงคือ มีภัยเงียบที่หลายคนมองไม่เห็นอย่าง เงินเฟ้อ.. ที่จะมากัดกินเงินเดือน 50,000 บาท ยามเกษียณของเรา ให้มีมูลค่าลดลงไปเรื่อย ๆ
ซึ่งเงิน 50,000 บาทที่เป็นตัวเลขจริง ๆ นั้นไม่ได้ลด
แต่ที่ลดคืออำนาจในการซื้อสินค้าหรือบริการต่าง ๆ ที่แพงขึ้นเรื่อย ๆ
แต่ที่ลดคืออำนาจในการซื้อสินค้าหรือบริการต่าง ๆ ที่แพงขึ้นเรื่อย ๆ
ด้วยเหตุนี้ ทำให้เราจำเป็นต้องออกแบบพอร์ตเกษียณให้ชนะเงินเฟ้อ ด้วยสมการง่าย ๆ คือ
ผลตอบแทนหลังเกษียณ = ผลตอบแทนจากการลงทุนจริง − อัตราเงินเฟ้อ
จากสมการนี้ มีไอเดียหลักคือ
สมมติพอร์ตเกษียณของเรา ลงทุนใน S&P 500 แล้วให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 10% ต่อปี
และมีเงินเฟ้อเฉลี่ย 2% ต่อปี
และมีเงินเฟ้อเฉลี่ย 2% ต่อปี
เราก็ลงทุนชนะเงินเฟ้อ โดยได้ผลตอบแทนสุทธิเป็น 8% ต่อปี
ซึ่งตัวเลข 8% นี่แหละ ก็คือผลตอบแทนที่เราต้องการหลังหักเงินเฟ้อไปแล้ว
แล้วสมการนี้ทำงานอย่างไร
สมมติว่าเราลงทุนในดัชนี S&P 500 โดยให้ใช้เงินเดือนละ 50,000 บาท หรือปีละ 600,000 บาทเหมือนเดิม
จากผลตอบแทน 8% ก็เท่ากับว่า เราจะต้องมีเงินเก็บพร้อมเกษียณ อยู่ที่ 600,000 บาท หาร 8% หรือเท่ากับ 7,500,000 บาท นั่นเอง (จากเดิม 6,000,000 บาท)
ซึ่งเงินต้น 7,500,000 บาทนี้นี่แหละ ที่จะมีส่วนเผื่อเพื่อความปลอดภัยจากเงินเฟ้อ
เพราะถ้าเราเอาเงินต้น 7,500,000 บาท ไปลงทุนในดัชนีกองทุนอย่าง S&P 500 ที่ให้ผลตอบแทนทบต้น 10% ต่อปี
เมื่อเราคิดเลขออกมา จะเห็นได้ว่าผลตอบแทนในปีที่ 1 คือ 750,000 บาท
แต่จากเป้าหมายของเรา คือเราจะถอนเงินมาใช้แค่ 600,000 บาทต่อปี หรือ 50,000 บาทต่อเดือน ซึ่งคิดเป็นผลตอบแทน 8%
ส่วนอีก 150,000 บาท หรือผลตอบแทน 2% ของพอร์ตนั้น เราก็จะไม่ถอนมันออกมา
เพราะเราต้องปล่อยให้เงินก้อนนี้ ทำหน้าที่ไปทบกับเงินต้นแทน
เพราะเราต้องปล่อยให้เงินก้อนนี้ ทำหน้าที่ไปทบกับเงินต้นแทน
เมื่อเงินก้อนนี้ทบกับเงินต้น ทำให้พอร์ตเกษียณของเราจะมีเงินต้นทั้งหมด 7,500,000 + 150,000 บาท
หรือเท่ากับ 7,650,000 บาทในปีที่ 2
หรือเท่ากับ 7,650,000 บาทในปีที่ 2
หรือเรียกได้ว่าพอร์ตเกษียณของเรา จะเพิ่มขึ้น 2% จากปีแรก
และถ้าปีที่ 2 เราได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนอีก 10% และเราก็ถอนออกมาใช้แค่ 8% เหมือนเดิม
เราก็จะได้ผลตอบแทนจากการลงทุน 765,000 บาท
และเราก็จะถอนเงินออกมาใช้ 612,000 บาทต่อปี หรือ 51,000 บาทต่อเดือน
เราก็จะได้ผลตอบแทนจากการลงทุน 765,000 บาท
และเราก็จะถอนเงินออกมาใช้ 612,000 บาทต่อปี หรือ 51,000 บาทต่อเดือน
ส่วนที่เหลืออีก 153,000 บาท ก็จะถูกเอาไปทบกับเงินต้นในปีถัดไป
จะเห็นได้ว่าถ้าเราลงทุนจริง แล้วได้ผลตอบแทน 10% และถอนส่วนที่เป็นผลตอบแทนออกมาใช้แค่ 8% เหลือ 2% ทบต้นไป
ก็จะทำให้พอร์ตเกษียณของเรา มีเงินต้นโต 2% และผลตอบแทนโต 2% เช่นกัน
โดยเราจะเห็นได้จากตัวเลขการลงทุน เมื่อผ่านไปหลายปี
เงินต้น จะเพิ่มขึ้นปีละ 2% ไปเรื่อย ๆ
ปีแรก มีมูลค่า 7,500,000 บาท
ปีที่สอง มีมูลค่า 7,650,000 บาท
ปีที่สาม มีมูลค่า 7,803,000 บาท
ปีที่สี่ มีมูลค่า 7,959,060 บาท
ปีแรก มีมูลค่า 7,500,000 บาท
ปีที่สอง มีมูลค่า 7,650,000 บาท
ปีที่สาม มีมูลค่า 7,803,000 บาท
ปีที่สี่ มีมูลค่า 7,959,060 บาท
และผลตอบแทนที่เราได้รับ 8% จากเงินต้น ก็จะเพิ่มขึ้นปีละ 2% ไปเรื่อย ๆ เช่นกัน โดย
ปีแรก สร้างผลตอบแทนได้ 600,000 บาทต่อปี หรือ 50,000 บาทต่อเดือน
ปีที่สอง สร้างผลตอบแทนได้ 612,000 บาทต่อปี หรือ 51,000 บาทต่อเดือน
ปีที่สาม สร้างผลตอบแทนได้ 624,240 บาทต่อปี หรือ 52,020 บาทต่อเดือน
ปีที่สี่ สร้างผลตอบแทนได้ 636,725 บาทต่อปี หรือ 53,060 บาทต่อเดือน
ปีแรก สร้างผลตอบแทนได้ 600,000 บาทต่อปี หรือ 50,000 บาทต่อเดือน
ปีที่สอง สร้างผลตอบแทนได้ 612,000 บาทต่อปี หรือ 51,000 บาทต่อเดือน
ปีที่สาม สร้างผลตอบแทนได้ 624,240 บาทต่อปี หรือ 52,020 บาทต่อเดือน
ปีที่สี่ สร้างผลตอบแทนได้ 636,725 บาทต่อปี หรือ 53,060 บาทต่อเดือน
ซึ่งปีที่ห้าหรือปีต่อ ๆ ไป เงินต้นและผลตอบแทน ก็จะโตขึ้นปีละ 2% แบบนี้ไปเรื่อย ๆ
ซึ่ง 2% นี่แหละ ที่จะเข้ามาชดเชยเงินเฟ้อได้นั่นเอง
ซึ่ง 2% นี่แหละ ที่จะเข้ามาชดเชยเงินเฟ้อได้นั่นเอง
สรุปง่าย ๆ คือ ผลตอบแทนจากการลงทุน 10% เราถอนออกมาใช้ 8%
เหลือส่วนเผื่อ 2% ไว้ทบต้นเพื่อชดเชยเงินเฟ้อ
เหลือส่วนเผื่อ 2% ไว้ทบต้นเพื่อชดเชยเงินเฟ้อ
ก็ยิ่งทำให้พอร์ตเกษียณของเรามีความมั่นคง และสามารถรักษาอำนาจซื้อของเงินเดือนหลังเกษียณของเราได้
อย่างไรก็ตาม ถ้าอนาคตประเทศไทยมีแนวโน้มเงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้นเป็น 3% เราก็ต้องคำนวณจากสูตรใหม่ เป็นผลตอบแทนหลังเกษียณที่ 7% และต้องมีเงินเก็บพร้อมเกษียณเพิ่มเป็น 8,572,000 บาท
นอกจากนี้ ยิ่งเราหวังว่าพอร์ตเกษียณของเราจะให้ผลตอบแทนสูง ความผันผวนของพอร์ตก็จะยิ่งสูงขึ้น
อย่างการวางเงินเกษียณไว้ในกองทุนดัชนี S&P 500 ก็ไม่ได้ทำผลตอบแทนมากกว่า 10% ทุกปีเสมอไป เพราะอาจจะเจอช่วงตลาดขาลง หรือเจอวิกฤติอะไรบางอย่างบ้าง
- ดังนั้น ทางที่ดีคือ การบริหารจัดการพอร์ตโดยกระจายความเสี่ยง ไว้ในพันธบัตร หรือกองทุนรวมตราสารหนี้บ้าง เพื่อให้สามารถสร้างกระแสเงินสดให้เราได้แม้ในยามวิกฤติ
- หรืออาจต้องเผื่อเงินก้อนไว้ Buffer เป็นเงินสำรองฉุกเฉิน สำหรับเหตุการณ์ไม่คาดคิด
เช่น ค่ารักษาพยาบาลที่แพงขึ้นเรื่อย ๆ หรือชดเชยที่พอร์ตของเรา ให้ผลตอบแทนไม่ถึงเป้าหมายที่กำหนด โดยเฉพาะในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ ที่ในปีนั้น เราอาจไม่ได้ผลตอบแทนจากการลงทุนเลย
และสุดท้าย เมื่อเรารู้ว่าหลังเกษียณ จะมีเงินเก็บที่เป็นเงินต้นเท่าไร และผลตอบแทนจากการลงทุนเป็นเท่าไรแล้ว
เราก็ต้องไม่ลืมว่า ยิ่งเราอายุมากขึ้น มูลค่าของเงินก็ยิ่งน้อยลงไปตามกาลเวลา เพราะสิ่งที่เรียกว่า “เงินเฟ้อ” นั่นเอง..