
บำนาญและสวัสดิการ สิ่งที่ทำให้คนเป็นข้าราชการ เหมือนได้เงิน 10 กว่าล้าน
ทำงานบริษัทเอกชน หรือเป็นข้าราชการ นี่คือทางเลือกที่คนเข้าสู่วัยทำงานต้องเผชิญ
ซึ่งเมื่อพูดถึงความมั่นคง ข้าราชการดูจะเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์กว่า แต่ติดปัญหาตรงที่มีภาพจำว่าเงินน้อย
แต่รู้หรือไม่ว่า เงินบำนาญที่จ่ายรายเดือนตอนเกษียณ และสวัสดิการที่ข้าราชการได้นั้น
จริง ๆ แล้วถ้าตีเป็นมูลค่า สามารถสูงได้ถึงหลัก 10 ล้านบาทเลยทีเดียว
อาชีพที่มีภาพจำว่าเงินน้อย กลับสร้างความมั่งคั่งสูงถึงหลักสิบล้านบาทได้อย่างไร ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
สำหรับมนุษย์ออฟฟิศที่อยากมีเงินใช้หลังเกษียณ ควรมีเงินก้อน = ค่าใช้จ่ายต่อเดือนหลังเกษียณ x 12 / 0.05
ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ ถ้าเราต้องการใช้เงินเดือนละ 30,000 บาท จะต้องมีเงินก้อน = 30,000 x 12 / 0.05 = 7,200,000 บาท
เพื่อจะนำเงิน 7,200,000 บาท ไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 5% ต่อปี เช่น หุ้นปันผล จะได้มีเงินใช้ในแต่ละเดือน
แต่สำหรับข้าราชการไม่จำเป็นต้องมีเงินก้อนใหญ่ เพราะมีสิ่งที่เรียกว่า บำนาญ จ่ายให้เราทุกเดือนในช่วงเกษียณอยู่แล้ว
โดยถ้าเราทำงานข้าราชการ มีเงินเดือนเริ่มต้นที่ 18,000 บาท อายุราชการ 35 ปี เงินเดือนขึ้นเฉลี่ยปีละ 3% สุดท้ายจะได้บำนาญอยู่ที่ 32,500 บาทต่อเดือนเลยทีเดียว
ในมุมของการลงทุน หากเราอยากมี Passive Income เดือนละ 32,500 บาท จากเงินปันผลที่ 5% ต่อปี เราจะต้องมีเงินต้นในพอร์ตการลงทุนถึง 7,800,000 บาท
แปลว่า ทันทีที่เกษียณในฐานะข้าราชการ แม้ว่าการเลือกรับเป็นเงินบำนาญ จะไม่มีเงินก้อนกองอยู่ตรงหน้า
แต่เงินที่ได้รับแต่ละเดือนก็ทำให้คนคนนั้น มีสถานะเทียบเท่าคนที่มีพอร์ตการลงทุนหลักสิบล้านบาททันที แถมยังไม่ต้องแบกรับความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาดหุ้นอีกด้วย
นอกจากนี้ข้าราชการจะยังได้เงินก้อนจาก กบข. หรือกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการด้วย
โดย กบข. คือกองทุนการออมเพื่อเกษียณ ที่รัฐจัดให้สำหรับข้าราชการ โดยจะหักเงินออมจากเงินเดือนขั้นต่ำ 3% และรัฐให้เพิ่มด้วย
ซึ่งความพิเศษของ กบข. ที่แตกต่างจากการลงทุนด้วยตัวเองคือ มีเงินสมทบจากรัฐแบบฟรี ๆ อีก ถึง 5% ของเงินเดือน
เช่น เงินเดือน 18,000 บาท เราจะมีเงินเข้า กบข. เดือนละ 1,440 บาท โดยเราจ่ายเอง 540 บาท และรัฐจ่ายให้ 900 บาท
จากตัวอย่างจะเห็นได้ว่า เราได้เงินฟรีอย่างน้อย 900 บาทต่อเดือน หรือ 10,800 บาทต่อปี
แต่ผลประโยชน์ที่ได้นั้น ไม่ได้มีเพียงเท่านี้ เพราะหากเงินเดือนของเราเพิ่มขึ้น เราก็จะได้เงินสมทบจากรัฐเพิ่มตามด้วย
เช่น ถ้าเงินเดือนของเราขยับเป็น 30,000 บาท เดือนนั้นเราจะมีเงินเข้า กบข. 2,400 บาท โดยเราจ่ายเอง 900 บาท ขณะที่รัฐจ่ายให้ 1,500 บาท ได้เพิ่มมากกว่าเดิม 600 บาท
ทีนี้มาลองเดาว่า ถ้าเงื่อนไขเหมือนเดิมคือ มีเงินเดือนเริ่มต้นที่ 18,000 บาท อายุราชการ 35 ปี และเงินเดือนขึ้นเฉลี่ยปีละ 3%
เงินที่เราได้ฟรีนั้น จะมีมูลค่าเท่าไรในท้ายที่สุด
คำตอบคือ ประมาณ 1,050,000 บาท ซึ่งเงินก้อนนี้ยังไม่รวมส่วนที่เราออมเองด้วยซ้ำ
หรือถ้าแผนการลงทุนที่เราเลือก สามารถสร้างผลตอบแทนได้สูงขึ้น เงินก้อนนั้นจะยิ่งมีโอกาสมากกว่า 1,050,000 บาท
นอกจากเงินเกษียณแล้ว อีกหนึ่งสิ่งที่ทำให้สวัสดิการข้าราชการมีมูลค่ามาก นั่นคือ สิทธิรักษาพยาบาล ที่ครอบคลุมไปถึง พ่อ แม่ คู่สมรส และลูก
ในยุคที่ค่ารักษาพยาบาลพุ่งสูงขึ้นทุกปี การเจ็บป่วยด้วยโรคร้ายแรง เช่น โรคมะเร็ง โรคหัวใจ หรือการฟอกไต อาจมีค่าใช้จ่ายหลักแสนถึงหลักล้านบาท
ลองจินตนาการว่า หากเราทำงานเอกชน การจะซื้อประกันสุขภาพเหมาจ่ายให้ พ่อ แม่ และตัวเอง ที่ครอบคลุมโรคร้ายแรงทั้งหมด อาจต้องจ่ายเบี้ยประกันปีละหลายหมื่นบาท
และเมื่ออายุเกิน 70-80 ปี เบี้ยประกันอาจแพงจนหลายคนจ่ายไม่ไหว หรือซื้อไม่ได้เลยเพราะมีโรคประจำตัว
แต่สวัสดิการข้าราชการจะครอบคลุมค่าใช้จ่ายตรงนี้เกือบทั้งหมด ในโรงพยาบาลของรัฐ
ซึ่งตลอดชีวิตของ 1 ครอบครัว การเซฟค่ารักษาพยาบาลไปได้เป็นหลักแสนถึงหลักล้านบาท ก็ดูเป็นเรื่องที่ไม่เกินจริงเลย
จากเงินบำนาญยามเกษียณที่จ่ายรายเดือน บวกกับเงินก้อนจาก กบข. เมื่อรวมกับสวัสดิการข้าราชการที่ได้มาตลอดทาง
ทั้งหมดนี้ก็จะทำให้คนเป็นข้าราชการ เหมือนมีเงินก้อน 10 กว่าล้านบาทนั่นเอง
นี่ยังไม่นับในส่วนของค่าการศึกษาลูก ที่ข้าราชการเบิกค่าเล่าเรียนได้ตั้งแต่อนุบาลถึงปริญญาตรี รวมสูงสุดประมาณแสนบาท
เพราะฉะนั้น เวลาเปรียบเทียบงานเอกชนกับงานราชการ เราอาจต้องดูมากกว่าตัวเลขเงินเดือน เพราะสิ่งที่ข้าราชการได้ ไม่ได้อยู่ในสลิปเงินเดือน แต่อยู่ในวันที่เราเกษียณ และวันที่คนในครอบครัวเจ็บป่วย
ทั้งนี้ใครที่เลือกทำงานเอกชน ก็สามารถมีชีวิตการเงินที่มั่นคงได้เช่นกัน เพียงแต่ต้องวางแผนการเงิน การออม และการลงทุนด้วยตัวเอง..