
ขายหุ้นนอกได้กำไร ยังไม่โอนเงินกลับไทย ก็มีภาระภาษีแล้ว
หลายคนเข้าใจผิดว่า ขายหุ้นนอกได้กำไร ถ้ายังไม่โอนกลับไทย จะยังไม่ถือเป็นเงินได้
ตอนนี้มีคนลงทุนหุ้นนอกหลายล้านคน
แต่กรมสรรพากรไม่เคยชี้แจงแบบละเอียดกับคนเป็นล้านคน
ที่เขาไม่รู้จะทำอย่างไรให้เสียภาษีได้ถูกต้อง
จนถึงตอนนี้หลายคนยังเข้าใจผิด และยังไม่คิดจะจดบันทึกว่า การขายทำกำไรเกิดเป็นเงินได้ที่ต้องมายื่นภาษีเท่าไร
เรื่องนี้สำคัญอย่างไร
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
อ้างอิงเอกสารถามตอบของกองกฎหมาย กรมสรรพากร ที่อธิบายคำสั่ง ป.161 และ ป.162 ตามมาตรา 41 วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร
โดยมีกฎ 2 ข้อ สำหรับคนที่มีหน้าที่เสียภาษีหุ้นนอก
1. มีเงินได้จากต่างประเทศ ที่เกิดตั้งแต่ 1 มกราคม 2567 เป็นต้นไป ในปีที่คุณอยู่ไทยตั้งแต่ 180 วันขึ้นไป
2. นำเงินได้นั้นเข้ามาในไทย
ถ้าครบทั้ง 2 ข้อ ให้นำเงินได้นั้นมารวมคำนวณภาษีในปีที่นำเงินเข้ามา
สังเกตว่า 2 ข้อนี้พูดถึงคนละเรื่อง..
ข้อ 1 คือเรื่อง เงินได้เกิดเมื่อไร และตอนนั้นเราอาศัยอยู่ในไทยไหม
ข้อ 2 คือเรื่อง นำเงินเข้ามาเมื่อไร ซึ่งเป็นตัวบอกว่าต้องเสียภาษีปีไหน
ลองมาดูตัวอย่างกัน เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น
ปี 2567 นาย ค. อยู่ไทยเกิน 180 วัน
ซื้อหุ้น A ในต่างประเทศ 100 หุ้น หุ้นละ 1,000 บาท รวม 100,000 บาท
พอมาปลายปี ราคาขึ้นเป็นหุ้นละ 1,100 บาท
ตอนนี้นาย ค. มีกำไร 10,000 บาทบนหน้าจอ
แต่ส่วนนี้ ยังเป็นกำไรที่ยังไม่รับรู้ เพราะยังไม่ได้ขาย จึงยังไม่ถือเป็นเงินได้
ปี 2568 นาย ค. อยู่ไทยเกิน 180 วันอีกปี
และขายหุ้น A จำนวน 80 หุ้น ในวันที่ 1 มิถุนายน 2568 ที่ราคาหุ้นละ 1,200 บาท กำไรคือ 16,000 บาท (หุ้นละ 200 บาท คูณ 80 หุ้น)
กำไร 16,000 บาทนี้ ถือเป็นเงินได้พึงประเมินในวันที่ 1 มิถุนายน 2568
ส่วนหุ้นอีก 20 หุ้นที่ยังไม่ขาย ยังไม่ถือเป็นเงินได้
ถึงตรงนี้ภาระภาษีขั้นแรกที่เป็น เงินได้ เกิดขึ้นแล้วในวันที่ขาย
ต่อมาปี 2569 นาย ค. นำกำไรก้อนนี้กลับเข้าไทย
นาย ค. ต้องนำเงินได้ก้อนนี้ ไปรวมคำนวณภาษีของปี 2569
จะเห็นว่า เงินได้เกิดตั้งแต่ปี 2568 แต่ภาษีของก้อนนี้ไปอยู่ปี 2569
และต่อให้เราขาดทุนในปี 2569 เราก็เอาส่วนของการขาดทุนมาชดเชยเงินได้ในปี 2568 ไม่ได้
ดังนั้น ประโยคที่ว่า “ไม่โอนกลับ ก็ยังไม่มีเงินได้” จึงไม่ใช่
เพราะที่ถูกคือ เงินได้เกิดแล้วตอนขาย และมีภาระภาษีที่ต้องตั้งไว้เพื่อจ่ายตั้งแต่ตอนนั้น
ถ้าในเชิงการทำบัญชี เราก็ต้องประมาณการหนี้ที่จะจ่ายไว้ตั้งแต่ปีที่เกิดเงินได้แล้ว
ซึ่งปีที่ต้องนำมารวมคำนวณภาษี จะมาถึงตอนนำเงินเข้าไทย
แล้วถ้าซื้อขายหลายรอบล่ะ ?
ก็ให้คำนวณเงินได้เป็น “รายธุรกรรม”
โดยนำราคาขาย หักด้วยราคาทุน ณ วันที่ได้หุ้นมา เฉพาะส่วนที่เกินกว่าเงินลงทุนเท่านั้น คือเงินได้ที่ต้องนำมารวมคำนวณภาษี
ขณะที่รายการที่ขาดทุน จะถูกตัดทิ้ง ไม่นำมารวมคำนวณ และไม่สามารถนำมาหักลบเพื่อลดฐานภาษีได้
ต่อมาคือเรื่อง 180 วัน ซึ่งมีคนเข้าใจสลับปีกันบ่อย
เกณฑ์ 180 วัน อยู่ในข้อ 1 คือ ปีที่เงินได้เกิดขึ้น
ส่วนข้อ 2 พูดแค่ว่านำเงินเข้ามาในปีนั้น หรือปีต่อ ๆ มา โดยไม่ได้ตั้งเงื่อนไขว่าปีที่นำเข้ามาต้องอยู่ไทยกี่วัน
วิธีนับ 180 วัน เอกสารให้นับรวมตั้งแต่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคมของปีนั้น จะอยู่ต่อเนื่องหรือหลายช่วงรวมกันก็ได้ ไม่ดูสัญชาติ
เรื่องที่หลายคนบอกว่า ถ้าลงทุนนอกแล้วอยากเอากลับปีไหน ให้ปีนั้นไปเที่ยวต่างประเทศเกิน 180 วัน แล้วเอาเงินกลับ คนนั้นก็จะไม่ต้องเสียภาษี ก็จะไม่เป็นความจริง
เพราะถ้าก่อนหน้านั้น คนนั้นอยู่ไทยเกิน 180 วัน และมีการขายทำกำไรระหว่างทาง จะทำให้เกิดเงินได้ที่มีภาระภาษีตั้งแต่ปีที่ขายแล้ว
ยกตัวอย่าง
กรณีที่ 1 ขายหุ้นได้กำไรในปีที่อยู่ไทยเกิน 180 วัน แต่ปีที่โอนเงินกลับ คุณไปอยู่ต่างประเทศทั้งปี
เงินได้เกิดในปีที่อยู่ไทยเกิน 180 วัน
และนำเงินเข้ามาในปีต่อ ๆ มา
จึงยังต้องนำเงินได้ก้อนนั้น ไปรวมคำนวณภาษีในปีที่นำเงินเข้าอยู่ดี
กรณีที่ 2 ถือหุ้นไว้ตลอด ยังไม่เคยขาย แล้วมาขายในปีที่อยู่ไทยไม่ถึง 180 วัน เงินได้เกิดในปีนั้น และตอนนั้นคุณไม่ได้เป็นผู้อยู่ในประเทศไทย
ถ้าอยู่ไทยไม่ถึง 180 วันในปีที่มีเงินได้
ต่อให้โอนกลับมาไทย ก็ไม่ต้องเสียภาษีตามหลักการนี้
ดังนั้นเรื่องที่หลายคนพูดกันว่า ไปอยู่ต่างประเทศ 180 วันแล้วไม่เสียภาษี จะใช้ได้เฉพาะกรณีที่เงินได้เพิ่งเกิดในปีที่อยู่ไทยไม่ถึง 180 วันเท่านั้น ไม่ได้ย้อนไปลบเงินได้ที่เกิดตอนอยู่ไทยในปีก่อน ๆ
แล้วเงินปันผลล่ะ ?
เงินปันผลเป็นเงินได้อีกก้อนหนึ่ง แยกจากกำไรจากการขายหุ้น
ตัวอย่างเช่น ปี 2567 นาย ก. เป็นผู้อยู่ในประเทศไทย และได้รับเงินปันผลจากต่างประเทศ ปี 2568 โอนเงินปันผลนั้นกลับไทย นาย ก. ต้องนำเงินปันผลไปรวมคำนวณภาษีของปี 2568
ดังนั้นคนที่ถือหุ้นไว้นาน ๆ และรับปันผลทุกปี ก็ต้องดูแยกเป็นรายปีเหมือนกัน ว่าเงินปันผลแต่ละก้อนเกิดปีไหน และปีนั้นอยู่ไทยครบ 180 วันหรือไม่
ส่วนเงินต้นที่นำกลับมา เอกสารบอกว่าไม่ถือเป็นเงินได้ ไม่ต้องเสียภาษี
ตัวอย่าง นาย ก. โอนเงิน 200,000 บาทไปยังบัญชีลงทุนต่างประเทศ แล้วปิดบัญชีและนำเงิน 200,000 บาทกลับไทย ไม่ต้องเสียภาษี
และถ้าโอนกลับมาบางส่วนทั้งที่ลงทุนเพิ่มทุกปี ให้ผู้เสียภาษีประเมินตนเองตามข้อเท็จจริงว่า เงินที่นำเข้ามาเป็นเงินได้หรือเงินลงทุน ซึ่งโดยทั่วไปตามหลักการคิดต้นทุนแล้ว หากนำกลับมาบางส่วน ให้ปันส่วนต้นทุนตามจำนวนหุ้นที่ขาย
สุดท้าย ถ้าถูกหักภาษีที่ต่างประเทศแล้ว จะเสียซ้ำไหม ?
กรณีนี้ จะไม่มีภาษีซ้ำซ้อน
ผู้อยู่ไทยตั้งแต่ 180 วัน สามารถนำภาษีที่เสียไว้ในต่างประเทศมาเครดิตกับภาษีที่ต้องเสียในไทย ในปีที่นำเงินได้เข้ามา ตามอนุสัญญาภาษีซ้อนที่ไทยทำไว้กับประเทศนั้น ๆ
ลงทุนแมนสรุปให้จำง่าย ๆ
1. เงินได้เกิดตอนขายหุ้นได้กำไร หรือตอนรับเงินปันผล
2. กำไรที่ยังไม่ขาย ยังไม่ใช่เงินได้
3. กำไรที่ขายแล้ว ถือเป็นเงินได้ โดยดูที่ปีที่เงินได้เกิดว่าอยู่ไทยเกิน 180 วันหรือไม่
4. ปีที่นำเงินเข้าไทย คือปีที่ต้องนำเงินได้ก้อนนั้นมารวมคำนวณภาษี
5. ส่วนของเงินต้นที่โอนกลับ ไม่ต้องเสียภาษี จะเสียเฉพาะส่วนของกำไรซึ่งจะถือเป็นเงินได้
6. กฎนี้ใช้กับเงินได้ที่เกิดตั้งแต่ 1 มกราคม 2567
เรื่องนี้ชี้ให้เห็นว่า การโอนเงินกลับไทยไม่ใช่จุดที่ทำให้กำไรเกิดขึ้น แต่เป็นจุดที่ทำให้ภาษีของกำไรก้อนนั้น ถึงเวลาต้องคำนวณ
คนที่ลงทุนหุ้นนอก จึงต้องจดไว้ทั้งวันที่ขาย และวันที่นำเงินเข้ามา
กรณีที่อยากลดความกังวลตรงนี้ทั้งหมด เราสามารถลงทุน กองทุนรวม หรือ DR ที่ลงทุนในต่างประเทศ ที่ยกเว้นภาษีเมื่อขายทำกำไรตามกฎหมายไทย
อย่างไรก็ตาม ยังมีประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจคือถ้าลงทุนนอกตรง แล้วเงินได้เกิดขึ้นแล้ว และคนคนนั้นไม่เคยนำเงินกลับเข้าไทยเลยตลอดชีวิต.. จะไม่ต้องเสียภาษี และไม่ต้องยื่นแบบเลยตลอดไปหรือไม่ ซึ่งช่องโหว่นี้ทำให้ผู้ให้บริการบางรายแนะนำให้เอาบัตรเดบิตผูกกับเงินที่ค้างอยู่นอกประเทศไปใช้จ่ายในต่างประเทศ จะได้ไม่ต้องเอาเงินเข้าไทย..
คำถามนี้ คงเป็นเรื่องที่กรมสรรพากรควรตอบให้ชัด
เพราะตอนนี้คนลงทุนนอกมีจำนวนเป็นหลายล้านคน
แต่ในหลายคนนี้ มีไม่กี่คนที่เข้าใจจริง ๆ
คนที่ลงทุนหุ้นนอกมานานหลายปี มีสิทธิ์รู้ว่า กฎหมายที่ผูกภาษีไว้กับวันที่นำเงินเข้ามา จะมีผลอย่างไรกับตัวเอง
และเมื่อถึงวันนั้น กรมสรรพากรอาจเก็บภาษีคนเป็นล้านคน โดยที่พวกเขาไม่รู้มาก่อนว่าพวกเขามีภาระภาษีเกิดขึ้นตั้งแต่ตอนที่ขายทำกำไรแล้ว
แน่นอนว่า น่าจะมีคนที่ขายทำกำไรหุ้นแล้วนำเงินกลับเข้าไทยมาตั้งแต่ปี 2568 แล้ว แต่ไม่ถูกนำมายื่นภาษี
ทว่าจนถึงตอนนี้ ยังไม่มีเคสจริงที่เกิดขึ้นจากกรมสรรพากรว่า คนที่ไม่ยื่นภาษีหุ้นนอกได้ถูกลงโทษอะไร
ในขณะที่คนที่อยากยื่นภาษีหุ้นนอกให้ถูกต้อง กลับไม่รู้จะยื่นอย่างไรให้ถูกต้อง
จะเห็นได้ว่า เรื่องราวภาษีหุ้นนอกของกรมสรรพากร ซับซ้อนยิ่งกว่า เรื่องราวของหุ้นนอกที่เราไปลงทุนเสียอีก..
Reference :